Dream เดย์

มาตรฐาน

kk

Intro…
เมื่อกี้หลับกลางวันไปงีบหนึ่งแล้วฝัน..ฝันว่านั่งรถไปในสถานที่แห่งหนึ่ง ไม่รู้ว่าคือที่ไหน รู้แค่ว่าป้ายตามทางไม่มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ..รถที่นั่งอยู่ขับตะบึงฝ่าความมืดไปไกล แล้วอยู่ดีๆ ฟ้าก็สว่างจ้า เห็นเมืองตรงหน้า คล้ายกับว่าเป็นใจกลางมหานครใหญ่แห่งหนึ่ง
ในฝัน..เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาหา เหมือนเป็นคนคุ้นเคยแต่นึกไม่ออกว่าคือใคร ยินเสียงเรียก “Hi Pen” แล้วเดินเข้ามาโอบกอดทักทาย “Very nice to see you here” ไม่ได้เจอกัน 8 ปีแล้วนะ เขาว่างั้น..
ภาพตัดมาที่ร้านอาหาร เรานั่งคุยเรื่องสัพเพเหระกัน จำไม่ได้ว่าเป็นเรื่องอะไร แค่ยิ้มกับหัวเราะให้กับทุกเรื่อง ในฝันถามเขาว่า เราไม่ได้เจอกัน 8 ปีจริงเหรอ เขาบอก “ไม่ใช่หรอก แค่ 6 ปีครึ่งเอง ถ้าบอกน้อยกว่านี้ เธออาจไม่มา” โอ้ งั้นเชียว!!
หลังดินเนอร์เราเดินเลียบสะพานข้ามแม่น้ำด้วยกัน สะพานสำหรับคนเดินดูเหมือนทอดยาวไกลออกไปไม่มีที่สิ้นสุด เห็นคนสองคนเดินเคียงคู่คุยกันประหนึ่งฉากในหนังเรื่อง before sunrise
กำลังเคลิ้ม กับอารมณ์โรแมนติก ยินเสียงเพลงเกาหลีแว่วขึ้นมา..สะดุ้งตื่น เพราะเสียงโทรศัพท์เข้า แหม้..ไม่รู้จะว่าไง เสียดายจริง 555

Dream เดย์ (ตอนที่ 1)
มีคนบอกว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราฝันดี นอนอีกครั้งเราน่าจะฝันต่อได้ แต่จริงๆ แล้ว มันไม่มีทางเป็นแบบนั้นได้เลย สำหรับเรื่องที่ฝันดีเมื่อกลางวัน เอามาแต่งต่อเองแล้วกันนะคะ 555 (ฝันกลางวันต่อ โดยมีฐานมาจากข้อมูลที่ชอบแหละ) เรื่องราวน่าจะเป็นแบบนี้..
——————-
ภาพซูมเข้าไปที่ร้านอาหารเช้าแห่งหนึ่ง หนุ่มสาวนั่งทานข้าวและคุยกัน หนุ่มถามสาวว่า “เมื่อคืนหลับฝันดีไหม” สาวบอก “ไม่ค่อยดีเลย ฉันฝันถึงงาน ฝันว่าเจ้านายให้เลือกว่าจะรับตำแหน่งบริหารไหม ฉันอ้ำอึ้ง แล้วปฏิเสธไป เหมือนโล่งใจ แต่กลับกังวล”
หนุ่มบอก “แค่ฝัน ปล่อยมันผ่านไปเถอะ ไม่ต้องกังวลใจ” “ผมสิกลับฝันดี” พูดพลางหัวเราะ “คงเป็นเพราะได้ยิ้มได้หัวเราะกับคุณเมื่อคืนนี้ ผมไม่ได้หัวเราะมากขนาดนี้มานานแค่ไหนแล้วรู้ไหม?” คำตอบแบบนี้ทำให้สาวยิ้มได้ “สรุปว่าคุณดีใจใช่ไหมที่ฉันมา” หนุ่มตอบ “ไม่มีอะไรดีใจมากไปกว่านี้อีกแล้ว” สาวหัวเราะ “แค่คุณดีใจ ฉันก็ดีใจแล้วล่ะ”
——————-
ท้ายเรื่อง: หนุ่มในฝันคือหนุ่มที่ทำให้เรายิ้มได้ในสถานการณ์เครียดๆ

Dream เดย์ (ตอนที่ 2)
เรือยนต์ลำเล็กแล่นออกไปตามลำน้ำ พาหนุ่มสาวที่นั่งเคียงคู่ชมตลาดน้ำและสถานที่ตามจุดแวะของนักท่องเที่ยว ระหว่างทาง หนุ่มบอกสาวว่าคนขับเรือมาจากหมู่บ้านเดียวกับเขา และถามเขาว่า เธอคือคนรักของเขาหรือเปล่า “แล้วคุณตอบว่าอย่างไร” สาวใคร่รู้ หนุ่มบอก “ผมแค่ยิ้ม” “ยิ้ม?” สาวย้อนถาม หนุ่มว่า “แค่ให้เขาเดาคำตอบเอาเองจากสิ่งที่เขาเห็นน่ะ ไม่มีอะไร”
หนุ่มพูดพลางก้มหยิบขวดน้ำดื่ม หมุนคลายเกลียวก่อนส่งให้สาว “ดื่มน้ำก่อนเถอะ เดี๋ยวผมจะอธิบายว่าคืออะไร” สาวรับขวดน้ำดื่มมาถือไว้พร้อมหัวเราะ “คุณเห็นคำถามในตาฉันใช่ไหม” หนุ่มตอบ “ใช่ ไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานแค่ไหน คุณก็ไม่เคยเปลี่ยน ยังเป็นสาวขี้สงสัยคนเดิมเสมอ” สาวยิ้ม พร้อมถามย้อนว่า “คุณจำได้เหรอ ว่าเราเจอกันครั้งแรกเมื่อไร” หนุ่มตอบ “สิบสี่ปีก่อนไง ตอนที่คุณยังเรียนอยู่”
หนุ่มจ้องหน้าสาว “ตอนนั้นคุณขี้เหร่มากรู้ไหม ผมสั้น ฟันใส่เหล็กดัด ผมไม่รู้ว่าทำไมจึงสนใจคุณ ทั้งๆ ที่คุณเป็นแบบนั้น” หนุ่มพูดพลางหัวเราะเบาๆ “แต่ผมก็ดีใจนะที่ชอบคุณก่อนที่คุณจะน่ารักขนาดนี้” สาวยิ้มพร้อมตอบว่า “เช่นกัน ฉันก็ดีใจที่คุณชอบฉันตั้งแต่ตอนนั้น”
ภาพความหลังผุดขึ้นมา สาวหลุดหัวเราะขำ “วันสุดท้ายของ trip ที่เราเจอกันเมื่อสิบสี่ปีก่อน ฉันจำคุณได้ชัดเจนกว่าวันไหนๆ เขาให้กล่าวคำอำลา แต่คุณขอมากกว่านั้น ที่หน้าเวที คุณขอกอดฉันก่อนจากกันต่อหน้าคนทั้ง trip ไม่รู้ทำได้ยังไง เป็นครั้งแรกที่มีคนขอฉันแบบนี้ จะไม่ให้กอดหรือ ก็เกรงคุณจะเสียหน้า” หนุ่มตอบ “ผมก็แปลกใจในความกล้าของตัวเองเหมือนกัน แต่ก็ดีใจนะที่ตัดสินใจแบบนั้น นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เราสองคนมีวันนี้ไง” “ท่าจะจริงนะ” สาวตอบ แล้วทั้งสองคนก็หัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน
—————–
ท้ายเรื่อง: หนุ่มในฝันคือหนุ่มที่ชอบเราตั้งแต่เราขี้เหร่ มีลูกบ้าเล็กๆ และใส่ใจ

Dream เดย์ (ตอนที่ 3)
“ฉันคิดถึงช่วงเวลาที่เราเจอกันถึงวันนี้ สิบสี่ปีมีอะไรเกิดขึ้นตั้งมากมาย” สาวเอ่ยขึ้น “ครั้งนี้เป็นครั้งที่ห้าใช่ไหม? ที่ฉันมาที่นี่” หนุ่มหัวเราะ “แค่สี่เท่านั้น ถ้ามีครั้งที่ห้า แสดงว่ามีหนึ่งครั้งที่คุณไม่ได้มาหาผม” “ไม่นะ ทุกครั้งที่มา ฉันเจอคุณเสมอ” สาวรีบตอบพร้อมเอ่ยเสียงเบา “ฉันจะมาหาใครได้ ถ้าคนๆ นั้นไม่ใช่คุณ” หนุ่มยิ้มกว้างพร้อมหัวเราะเบาๆ
“ครั้งแรกคุณมาที่นี่เพราะ international workshop ที่มหา’ลัย จัดขึ้น คุณเป็นนักเรียน ส่วนผมเพิ่งเรียนจบทันตแพทย์หมาดๆ ทางมหา’ลัย ขอผมมาช่วยเป็นล่ามคนหนึ่งให้กับ workshop นี้” “คุณเดินตามฉันต้อยๆ เลยนะงานนั้น” สาวเอ่ยถามแบบขำๆ “ทำไมล่ะ?” “ต้องบอกด้วยเหรอว่าทำไม” หนุ่มถามกลับ “ใช่ ผู้หญิงก็แบบนี้ล่ะ อยากรู้เรื่องแบบนี้เสมอ” “คุณรู้อยู่แก่ใจดี ไม่งั้นคุณไม่หัวเราะหรอก” หนุ่มบอก “ก็จริงนะ” สาวว่า พร้อมกับหัวเราะ
“จริงๆ มันก็มีคำตอบนะ ว่าทำไมผมถึงชอบคุยกับคุณ” “เพราะคุณยิ้มง่าย คุยเก่ง และน่าจะเป็นคนเดียวในกลุ่มที่คุยภาษาอังกฤษเก่งด้วย” หนุ่มว่า “วันหนึ่ง เราเข้าไปทำ workshop ในชุมชน แล้วกลับดึกมากๆ เรานั่งในเรือที่ล่องผ่านแม่น้ำช้าๆ คืนนั้นจันทร์เต็มดวงสวยมาก”
“ฉันจำได้” สาวว่า “จำได้อีกว่า เราคุยกันถึงความหมายของชื่อฉัน แล้วฉันชี้ขึ้นไปที่จันทร์บนฟ้า และบอกว่า นั่นคือความหมายของชื่อที่บอกไว้” “ฉันบอกคุณว่า พระจันทร์คืนนี้สวยจัง คุณแหงนมองฟ้า แล้วมองหน้าฉัน พร้อมกับบอกว่า สวยไม่เท่าดวงที่อยู่ข้างๆ ผมหรอก” หนุ่มถาม “แล้วคุณรู้สึกยังไงตอนที่ผมบอกแบบนั้น” “ต้องบอกด้วยเหรอว่ารู้สึกยังไง” สาวย้อนถาม “คุณก็รู้อยู่แก่ใจดีอยู่แล้วนี่” “ก็จริงนะ” หนุ่มว่า พร้อมกับหัวเราะ
——————
ท้ายเรื่อง: หนุ่มในฝันคือหนุ่มที่จดจำทุกๆ เรื่องเกี่ยวกับตัวคุณได้ มันคือการแสดงความรักและความใส่ใจรูปแบบหนึ่งโดยไม่ต้องเอ่ยคำรัก

Dream เดย์ (ตอนที่ 4)
สถานที่ตรงหน้าดูคุ้นตา สาวรู้สึกแบบนั้น “คุณจำ resort นี้ได้ไหม” หนุ่มถาม “ไม่แน่ใจนะ แต่ฉันจำชื่อ resort ได้ เพราะมันเขียนคล้ายๆ ชื่อคุณ” สาวตอบพร้อมหัวเราะ “ใช่” หนุ่มหัวเราะบ้าง “และผมก็เคยบอกอีกว่า มันคล้าย แต่ไม่เหมือนซะทีเดียว มาเถอะ ผมจะพาไปดูข้างใน”
สาวกวาดตามองรอบๆ resort บอกกับหนุ่มเบาๆ ว่า “ต้นไม้ครื้มงาม ร่มรื่นและเงียบดีจัง” หนุ่มเห็นด้วย “ผมชอบที่นี่ เพราะสิ่งที่คุณว่า สถานที่เงียบๆ ดีต่อเรา โดยเฉพาะวันนี้” “เพราะ?” สาวเอ่ยถาม “เพราะผมจะได้คุยกับคุณเยอะๆ ไง” หนุ่มตอบ “คุณมีเวลาให้ผมน้อย ผมไม่อยากให้ความบันเทิงอื่นดึงความสนใจของคุณไปจากผม” คำตอบนี้ทำให้สาวหัวเราะ
“สิบปีก่อนผมเคยมาพักที่นี่คืนหนึ่งด้วย” หนุ่มบอก “กับเพื่อน?” สาวถาม “มาคนเดียว” หนุ่มรีบตอบ “ผมอยากพักจากการทำงานแบบสบายๆ บ้าง ผมชอบที่มันเงียบ เลยเลือกที่จะพักที่นี่” “อีกอย่าง คุณจำร้านอาหารตรงนั้นไดัไหม” หนุ่มชี้มือไปยังร้านอาหารตรงหน้า “หน้าตามันอาจไม่เหมือนเดิม แต่คุณน่าจะจำตำแหน่งมันได้”
“อุ้ย ใช่แล้ว นี่คือร้านอาหารที่ทาง workshop จัดปาร์ตี้อำลาวันสุดท้าย มิน่าถึงรู้สึกว่าชื่อสถานที่ดูคุ้นๆ” สาวว่า “คุณจำได้แค่นั้นเหรอ” หนุ่มถาม” สาวทำหน้าแปลกใจ “คำถามคุณเหมือนมี hidden อยู่นะ คุณจะบอกว่า…” “นี่คือสถานที่ที่ผมขอกอดคุณครั้งแรกไง” หนุ่มบอก สาวพลันเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดในทันใด “แสดงว่า คุณเลือกมาพักที่นี่เมื่อสิบปีก่อน ไม่ใช่แค่เพราะความสวยและสงบของสถานที่!!” หนุ่มหัวเราะเบาๆ ไม่ได้ตอบอะไร
—————–
ท้ายเรื่อง: หนุ่มในฝันคือหนุ่มที่แสดงออกว่าเขาคิดถึงคุณแค่ไหนแม้จะไม่ได้บอกตรงๆ

Dream เดย์ (ตอนที่ 5)
“เพื่อนสนิทของฉันคนหนึ่งบอกว่า ฉันบ้ามากที่มาหาคุณถึงที่นี่ เธอว่า ฉันไม่ควรทำแบบนี้” สาวว่า “ผมดีใจที่คุณไม่เชื่อเพื่อน แต่ก็แอบคิดนิดหน่อยว่าคุณก็บ้าพอตัวเหมือนกันนะ” หนุ่มพูดพลางหัวเราะ “บางที่เราอาจบ้าด้วยกันทั้งคู่นั่นแหละ ไม่งั้นคงไม่มาเจอกันแบบนี้” “ฉันเห็นด้วย” สาวตอบพร้อมหัวเราะเบาๆ
“เหมือนว่าฉันจะตัดสินใจมาที่นี่เพราะคำพูดของคุณแค่ประโยคเดียว แต่ฉันรู้ว่าสถานการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น ทำให้ฉันตัดสินใจง่ายขึ้น” “ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน จริงๆ ผมถามคุณด้วยประโยคเดิมทุกปีนะ คือ ‘เมื่อไรคุณจะมา’ แต่คุณก็จะบอกเสมอว่า ถ้ามีโอกาสคุณจะมา หกปีกว่าผ่านไป คุณก็ไม่เคยได้มา” หนุ่มว่า “ดูคุณจะน้อยใจอยู่นะ ที่ฉันไม่ยอมมาสักที” “ก็ใช่ แต่ผมจะทำอะไรได้” หนุ่มตอบ “ผมไม่รู้จะใช้คำพูดแบบไหนดึงคุณให้มาหาผม”
“คืนนั้น เป็นวันเกิดผม ผมได้รับ line อวยพรวันเกิดจากคุณเหมือนทุกปี ผมถามคุณด้วยคำถามเดิมว่า เมื่อไรคุณจะมาที่นี่อีก รู้ไหมคำตอบคุณคืออะไร?” หนุ่มถาม “ฉันรู้” สาวตอบ “ฉันก็บอกคุณเหมือนทุกปี If I have a chance, I will”
“ที่น่าแปลกใจคือ คุณตอบฉันกลับมาไม่เหมือนทุกปี คุณเขียนว่า ที่ฉันไม่มาสักที หรือเพราะ ‘คนที่นี่’ ไม่มีความหมายกับฉันแล้วใช่ไหม ฉันบอกคุณทันควรว่าไม่ใช่นะ ฉันยังอยากไปเที่ยวหาคุณเสมอ และถามต่อว่า 5 ปีแล้วใช่ไหมที่เราไม่ได้เจอกัน คุณตอบว่า ไม่ใช่ 5 แต่คือ 8 โอ้..คุณรู้ไหม ว่าฉันตกใจกับคำว่า 8 ปีแค่ไหน มันเหมือนกับว่าฉันไม่ได้เจอคุณมานานมาก”
“อีกอย่าง ตอนนั้นเป็นช่วงที่ฉันเพิ่งกลับมาจากยุโรปใหม่ๆ อยู่ดีๆ ฉันก็คิดได้ว่า ฉันเดินทางไปมาแทบจะทั่วโลกมาหลายปี แล้วทำไมฉันไม่เคยคิดไปหาคุณ ทั้งๆ ที่คุณอยู่ใกล้ขนาดนี้ ฉันถามว่าคุณว่างช่วงไหนของปีบ้าง คุณบอกว่าว่างตลอดเพราะคุณมีคลินิกของตัวเอง คุณจะหยุดเมื่อไรก็ได้ เพราะฉะนั้นฉันไปหาคุณได้ทุกเวลาที่ฉันต้องการ”
“ฉันตัดสินใจได้ฉับพลัน เปิด year planner แล้วถามคุณว่า ฉันจะมาหาคุณช่วงนี้ได้ไหม คุณตอบ yes ฉันจองตั๋วเครื่องบิน แล้วถามคุณว่า เวลาบินแบบนี้สะดวกไหม คุณตอบ yes วันกลับต้องออกจากที่พักแต่เช้าเลย ไม่เป็นไรใช่ไหม คุณตอบ yes และบอกว่า ไม่ต้องกังวล คุณจะจัดการทุกสิ่งทุกอย่างเอง ขอแค่ฉันบินมา ‘แค่บินมา’..คุณบอกแบบนั้น”
—————–
ท้ายเรื่อง: ผู้ชายในฝันคือคนที่พร้อมจัดการทุกสิ่งเพื่อคุณเสมอ

Dream เดย์ (ตอนที่ 6)
“ผมดีใจที่ในที่สุดคุณก็ตัดสินใจมา” หนุ่มบอก “วันนี้คุณพูดประโยคนี้ซ้ำๆ มาสามครั้งแล้วนะ” สาวว่า “คุณจะได้ยินอีกเรื่อยๆ ” หนุ่มตอบ ประโยคนี้ทำให้สาวยิ้มกว้าง “วันนี้เราทั้งไปล่องเรือ เดินเที่ยวในสวน ผมเกรงคุณจะเหนื่อย เดี๋ยวผมไปส่งคุณพักที่โรงแรมสักแป๊บแล้วกัน พักหลับสักนิด อาบน้ำให้สบายตัวสักหน่อย อีกสองชั่วโมงผมจะมารับไปทานข้าวเย็นนะ ok ไหม”
——————
ท้ายเรื่อง: หนุ่มในฝันคือหนุ่มที่เข้าใจความต้องการของคุณ แม้คุณจะไม่เอ่ยปาก

Dream เดย์ (ตอนที่ 7)
เสียงเพลง Eternal Love แว่วแผ่วเบา
“..It’s a beautiful feeling
What we got deep inside
We got a flame that will last forever
Together you and I..”
“อาหารอร่อยไหม?” หนุ่มเอ่ยถาม “อืมห์ อร่อยดี ฉันชอบอาหารทะเล ยิ่งเป็นมื้อเย็นยิ่งทานได้เยอะ” “ผมรู้” หนุ่มว่า “รู้ว่า?” สาวมีคำถาม “รู้ว่าคุณทานอาหารท้องถิ่นที่นี่ไม่ค่อยได้ ตอนที่เราเจอกันเมื่อหกปีก่อนผมสังเกตว่าคุณทานได้น้อยมาก ผมเลยพามาที่นี่เพราะอยากให้คุณทานได้เยอะๆ”
“ผมรู้อีกด้วยนะว่าคุณชอบทานอาหารเย็นมากกว่าอาหารเช้า” สาวย้อนถามด้วยความแปลกใจ “จริงอ่ะ?” “จริ๊งงงง” หนุ่มตอบพร้อมหัวเราะ “ผมอ่าน facebook ของคุณทุกวัน ทุก post ด้วย” “คุณอ่านภาษาไทยได้ด้วยเหรอ ส่วนใหญ่ฉันชอบเขียนเรื่องยาวๆ แล้ว post เป็นภาษาไทยทั้งนั้นเลย” สาวว่า “google translation ช่วยได้นะ แค่ copy ไปวางเอง ฮ่าๆๆ” หนุ่มตอบพร้อมหัวเราะขำ
“แล้วทำไมฉันไม่เคยเห็นคุณกด like เลยสัก post” “ถ้ากด like คุณก็รู้สิ ว่าผมตามดูชีวิตคุณอยู่” “โอ้แม่เจ้า!! คุณตามมานานแค่ไหนแล้ว” “ก็แค่ช่วงหกปีที่เราไม่ได้เจอกัน” หนุ่มตอบยิ้มๆ
——————
ท้ายเรื่อง: หนุ่มในฝันคือคนที่ตามคอยดูคุณเสมอ (ถ้าคุณชอบเขา เขาคือคนที่ใช่ แต่ถ้าคุณไม่ชอบ เขาจะเป็นได้แค่คนโรคจิตชอบแอบตามเท่านั้น)

Dream เดย์ (ตอนที่ 8)
“ขอถามเรื่องบางเรื่องได้ไหม” สาวเอ่ยถาม “ว่า?” “จริงๆ เราคุยกันน้อยมากนะ ฉันหมายถึงคุยกันน้อยเกือบทุกช่องทางการสื่อสาร เมื่อปีก่อน เพื่อนคนหนึ่งที่เคยได้ยินเรื่องของคุณกับฉันเคยถามว่า ความสัมพันธ์ของเราทั้งคู่เป็นไงบ้าง ฉันตอบเพื่อนคนนั้นว่า ก็เหมือนเดิม ไม่เดินหน้า ไม่ถอยหลัง แต่คุณจะอยู่ตรงนั้นเสมอ”
“คำตอบมันอาจจะดูแปลก แต่ฉันคิดแบบนั้นจริงๆ คุณจะตอบ line เสมอ ถ้าฉันส่งข้อความไป และฉันจะ line ตอบทุกครั้งที่คุณ line มา เราคุย line กัน ปีละไม่เกิน 5 ครั้งล่ะมั้ง น่าแปลกใจจัง เรา line ถึงกันวันปีใหม่ วันเกิดฉัน วันเกิดคุณ อ้อ..บ้างปีคุณ line มาหาฉันในวันสตรีสากลด้วยล่ะ ขำชะมัด” สาวว่าพร้อมกับหัวเราะ “ทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะ”
“ผมอยากบอกแค่ว่า ที่ไม่ได้ส่งข้อความอะไรไปบ่อยๆ ไม่ได้หมายถึง ‘ไม่คิดถึง’ นะ คุณอยู่ในใจผมตลอดมา หากคิดถึงผู้หญิงที่เป็น international woman สักคน ผมจะคิดถึงคุณก่อนเสมอ นั่นคือสาเหตุว่าทำไม..วันสตรีสากลคุณถึงได้รับข้อความจากผม” หนุ่มบอกขำๆ
“แล้วปล่อยให้ฉันคิดว่าคุณไม่สนใจ อยู่คนเดียวมาตั้งหกปีเพื่ออะไร” สาวพ้อ “เพื่อให้เราได้เจอกันวันนี้ไง และผมก็อยู่คนเดียวมาตลอดหกปีเหมือนกัน คุณไม่เสียเปรียบหรอกน่า” หนุ่มตอบพร้อมหัวเราะ “แล้วไปเอาความมั่นใจแบบนี้มาจากไหนกัน ฉันอาจชอบคนอื่น มีครอบครัว อ้อ..อาจตายไปแล้วก็ได้ มันเป็นไปได้ใช่ไหม” สาวถามแบบขำๆ บ้าง “ผมเชื่อว่าอะไรที่เป็นของผม มันจะเป็นของผมวันยังค่ำ แต่ถ้าไม่ใช่..ยังไงก็ไม่ใช่” หนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
—————–
ท้ายเรื่อง: หนุ่มในฝันบางคนก็อาจเป็นได้แค่หนุ่มในฝันจริงๆ หากเขาได้แต่เฝ้ามอง

Dream เดย์ (ตอนที่ 9)
“ขอบคุณนะ ที่คิดถึงกันเรื่อยมา แม้จะไม่เคยเอ่ยปาก ขอถามเรื่องที่คาใจอีกสักเรื่องมานานแล้วกัน มาครั้งนี้ฉันพกคำถามมาเยอะนะ อย่าเพิ่งเบื่อซะก่อนล่ะ” สาวว่าพร้อมหัวเราะ “ผมเองก็ตั้งใจจะตอบคำถามของคุณทุกเรื่องต่อหน้าเช่นกัน ถามมาเถอะ” หนุ่มบอก
“หกปีก่อนเราเคยนั่งคุยกันแบบนี้ ช่วงนั้นคุณดูเหมือนไม่ค่อยสบายเท่าไร ฉันคิดว่าตอนนั้นเรามีใจให้กันมากนะ แต่พอพูดถึงการสร้างอนาคตร่วมกัน คุณดูอ้ำอึ้ง ฉันเลยกลับไปแบบคาใจ เหมือนคุณรักฉัน แต่ก็ไม่อยากอยู่กับฉัน..ฉันคิดเรื่องนี้มาตลอด แต่ไม่เคยเข้าใจ”
“ที่มาหาคุณครั้งนี้ ก็ไม่ได้คาดหวังหรอกนะ ว่าจะได้อะไร เราอาจเจอกันแบบเดิม ฉันอาจต้องกลับไปแบบไร้คำตอบเช่นเดิม แต่ฉันก็ยังอยากมาเจอคุณอยู่ดี และหลายครั้งที่ฉันถามเรื่องเล็กๆ คุณจะตอบเสมอว่า ถ้ามาที่นี่ คุณจะเล่าให้ฟัง ทุกอย่าง ฉันว่าตอนนี้ฉันพร้อมฟังทุกเรื่องแล้ว ขึ้นอยู่กับคุณแล้วล่ะ ว่าจะบอกอะไรฉันบ้าง” สาวว่า
“ผมเป็นเนื้องอกในสมอง ผมรู้สองอาทิตย์ก่อนที่เราจะเจอกันเมื่อหกปีที่แล้ว หมอบอกว่าเนื้องอกอยู่ในตำแหน่งที่อันตราย ผ่าตัดไม่ได้ ผมอาจตาบอดหรือพูดไม่ได้ ร้ายแรงกว่านั้น ผมอาจอยู่ได้ไม่ถึงห้าปี” หลังคำตอบจากหนุ่ม มีความเงียบเกิดขึ้นระหว่างหนุ่มสาวชั่วเสี้ยววินาที
ภาพความทรงจำวิ่งผ่านสมองของสาว เหมือนทุกเรื่องไปกระจุก ที่ตรงหัวใจ แค่แว๊บเดียวที่รู้สึกแบบนั้น ยินเสียงหนุ่มพูดต่อ “ผม…” “ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว” สาวเอ่ย พร้อมกับยื่นมือข้ามโต๊ะมาหาหนุ่ม “ฉันขอมือคุณหน่อย” หนุ่มยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาบนโต๊ะ สาวใช้มือทั้งสองข้างกุมมือหนุ่มไว้ เธอกระชับมือเขาแน่น เงยหน้ามองเขา แล้วยิ้ม..หยดน้ำตาหยดหนึ่งหยาดข้างแก้ม “ขอบคุณนะที่ยังมีชีวิตอยู่”
—————–
ท้ายเรื่อง: หนุ่มในฝันก็คือหนุ่มในฝัน เขาไม่มีทางได้อยู่กับคุณในชีวิตจริง..แน่หรือ?

Dream เดย์ (ตอนที่ 10) ตอนจบ
จู่ๆ ทุกอย่างก็ดูเหมือนมีคำตอบ ว่าทำไมเมื่อหกปีก่อนเขาจึงอ้ำอึ้ง ทำไมหกปีหลังเขาจึงไม่เคยรุกเร้า ไม่แสดงทีท่าให้ความหวัง และแทบใช้ชีวิตเหมือนเงาของหล่อน ทำไมเขาจึงถามคำถามเดิมซ้ำๆ ทำไมเขาจึงพึมพำงงๆ กับซองจดหมายบนโต๊ะ ว่านี่คืออะไร ทั้งๆ ที่เขาเพิ่งได้ใบเสร็จมาจาก reception และเป็นคนเอามาวางไว้เองแท้ๆ ทำไมเขาจึงดีใจมากเมื่อหล่อนบินมาหา เขาผ่านอะไรมามากเหลือเกิน..เกินกว่าขอบเขตที่หล่อนจะนึกถึงได้ นั่นคือสาเหตุที่หล่อนพูดคำนั้น “ขอบคุณนะที่ยังมีชีวิตอยู่”
“ผมมีชีวิตผ่านมาทุกวันนี้ได้ก็เพราะคุณนะ ผมอยากเจอคุณอีกครั้ง” หนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ผมปรับเปลี่ยน life style ใหม่ ทำงานที่คลินิกแค่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น สร้างห้องยิมในบ้าน ออกกำลังกายอาทิตย์ละ 6 วัน หัดเล่นเปียโน ร้องเพลงทุกวัน กินอาหารที่มีประโยชน์ ไม่นอนดึก ไม่เครียด อาจเป็นโชคดีก็ได้ที่ผมมีมุมมองต่อโลกเชิงบวกเหมือนคุณ..ทัศนคติแบบนี้ทำให้ผมไม่กังวลกับเรื่องราวรอบตัว คิดแต่จะใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุด” หนุ่มว่า “และผมก็มีคุณอยู่ตรงหน้า นั่นก็ดีที่สุดสำหรับผมแล้วตอนนี้”
“ฉันเข้าใจ” สาวบอก “ผมรู้ว่าคุณเข้าใจ” หนุ่มว่า หนุ่มสาวต่างยิ้มให้แก่กัน แล้วหัวเราะ มันคือการปลดล๊อคทุกอย่างเกี่ยวกับความรักของคนสองคนที่ 6 ปีที่ผ่านมามีแต่ความคับข้องใจ
“ผมรู้ว่านี่ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เราจะเจอกัน เดี๋ยวคุณก็จะมาหาผมอีก” หนุ่มเอ่ยขึ้น สาวทำตาโต พลางหัวเราะ “นี่คุณเอาความมั่นใจแบบนี้มาจากไหนเนี่ย ฉันอยากรู้จริงๆ” “แล้วผมพูดถูกไหม” “ก็ถูกแหละ” สาวยอมรับตรงๆ “ฉันแพ้ทางคุณเสมอ ฉันรู้ดี ฉันอยากบอกคุณว่า if you need me, please call me แล้วฉันจะบินมาหาคุณทันที ok ตามนี้ไหม” หนุ่มยิ้ม “ok อยู่แล้ว” ทั้งคู่ต่างหัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน
“พรุ่งนี้ไปเดทกันตั้งแต่เช้าเลยนะ” หนุ่มว่า “เดี๋ยวผมมารับตอนเจ็ดโมง แวะไปชมคลินิกผมสักหน่อย คือต้องแอบไปเช้าๆ น่ะ กลัวลูกค้ามาเจอ ฮ่าๆๆ หลังจากนั้นก็ไปทานข้าวเช้ากันที่ coffee shop สายๆ ไปซื้อของที่ตลาด แล้วแวะเที่ยวบ้านผม วันนี้ผมจะทำข้าวเที่ยงให้ทาน คุณอาจโชคดีได้ฟังผมร้องเพลงด้วย” หนุ่มบอกพลางหัวเราะ “ช่วงบ่ายเดี๋ยวผมส่งคุณกลับมาพักที่โรงแรมสักชั่วโมง บ่ายสามจะมารับไปเที่ยวห้างกัน น่าจะมีเวลาเดินเล่น ดูหนังสักเรื่อง แล้วมาส่งคุณพักอาบน้ำอาบท่า มารับอีกทีตอนทุ่มเพื่อดินเนอร์กันนะ”
“ที่ว่ามานี่ วางแผนเองหมดเลยเหรอ” สาวถาม “ทำไม คุณไม่ชอบเหรอ” หนุ่มย้อน “ไม่ใช่ไม่ชอบ ชอบมากเลยล่ะ” สาวตอบพลางหัวเราะ “คุณตรงไปตรงมาดี ผมชอบคุณตรงนี้ด้วยล่ะ ไปเดินเล่นริมแม่น้ำก่อนกลับนะ ผมยังอยากคุยกับคุณต่อ” “ok ฉันก็ยังอยากคุยกับคุณเหมือนกัน” แล้วทั้งคู่ก็ประสานเสียงหัวเราะพร้อมกันดังกว่าเดิม
—————–
ท้ายเรื่อง: หนุ่มในฝันคือหนุ่มที่มีต้นแบบมาจากหนุ่มจริงๆ นั่นแสดงว่า คุณย่อมมีโอกาสได้มีความสุขจริงๆ กับหนุ่มในฝัน

Dream เดย์ (ตอนพิเศษ)
(ความรู้สึกของสาวในวันที่สองของการเดท)
นี่ฉันฝันไปหรือเปล่านะ..ฝันว่ามีชายหนุ่มหน้าตาดี นิสัยน่ารักคนหนึ่งมารับไปทานข้าวเช้า คุยกันอ้อยอิ่งจนสาย เดินเข็นรถเข็นเคียงกันเพื่อซื้อผักผลไม้และของสดไปทำอาหาร พอไปถึงบ้าน เขาก็บอกให้นั่งเฉยๆ เล่น net คุยกับเพื่อน ระหว่างที่เขาคั้นน้ำส้มสดๆ และยกมาให้ทานถึงที่
ถามว่าให้ช่วยอะไรไหม ก็บอกว่านั่งเล่นสบายๆ ไปเถอะ ยังไม่ต้องการความช่วยเหลือ เขาล้างผลไม้ จัดใส่จานมาวางตรงหน้า บอกว่าเวลายังเหลือเยอะก่อนทำอาหารเที่ยง เดี๋ยวจะเล่นเปียโนให้ฟังก็แล้วกัน
เพลงที่เขาเล่นคือเพลงประกอบซีรี่ย์เกาหลีเรื่อง winter love song เขาบอก “ผมรู้ว่าคุณชอบซีรี่ย์เกาหลี” ฉันเลยร้องขอ “ร้องเพลงในภาษาของคุณพร้อมกับเล่นเปียโนให้ฟังหน่อยสิ” เขาปฏิเสธพร้อมรอยยิ้ม
หลังจากนั้นเราช่วยกันทำอาหาร จริงๆ คือฉันช่วยนิดๆ หน่อยๆ ที่เหลือเขาจัดการทั้งหมด แล้วเราก็มานั่งทานข้าวกัน คุยกัน เขาพาชมบ้าน ชี้ไปที่รูปภาพหนึ่งที่แขวนในห้องนอน บอกว่าเป็นของขวัญจากประเทศไทยที่ฉันเคยให้ พาไปดูห้องออกกำลังกายในบ้านที่เห็นแล้วอึ้ง..มันคือยิมดีๆ นี่เอง ฉันบอกเขาว่า ที่บ้านฉันก็มีเครื่องออกกำลังกายนะ คือ ดัมเบลเล็กๆ คู่หนึ่ง ที่ซื้อมาเพราะอยากได้ แต่ไม่เคยยกมันเลยแม้สักครั้ง เราเลยได้หัวเราะกัน
ระหว่างขับรถมาส่งที่โรงแรม เขาถามฉันว่า “รู้ไหม ทำไมวันนี้ผมไม่เล่นเพลงตามที่คุณร้องขอ” ฉันส่ายหน้า เขาบอก “เพราะผมจะเก็บไว้เล่นให้ฟังตอนที่คุณมาหาผมครั้งหน้า รู้ใช่ไหมว่าผมหมายถึงอะไร” ฉันแค่พยักหน้าและยิ้ม
สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างฉันกับเขา มันดีซะจนนึกว่าฝันไป หากไม่ฝันก็คล้ายกับกำลังถ่ายทำซีรี่ย์เกาหลีสักเรื่อง ตอนที่พระเอกนางเอกกำลังรักกัน..มันมีความสุขซะจนคิดว่า “ฉันตายตรงนี้ได้เลยนะ ฉันพร้อมแล้ว ฉันไม่ติดค้างอะไรอีกแล้ว” (ฮา)
—————
ระหว่างดินเนอร์ สาวเอ่ยว่า “ให้ฉันเลี้ยงข้าวคุณสักมื้อได้ไหม ตั้งแต่มาที่นี่คุณจ่ายให้ฉันหมด ทั้งค่าแท็กซี่ ค่าโรงแรม ค่ากิน ค่าเที่ยว ฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระคุณมากเหลือเกิน” “ภาระที่ว่าน้อยกว่าความรู้สึกที่คุณมอบให้ผมเยอะเลยนะ” หนุ่มว่า “แหม คุณนี่ปากหวานเสมอ ฉันแพ้คำหวานซะด้วย” สาวตอบพลางหัวเราะ “อย่าห่วงไปเลย ผมจะดูแลทุกอย่างให้คุณเอง” หนุ่มสำทับ
“คุณอยากไปเที่ยวที่ไหนบ้างไหม” สาวเอ่ย “กับคุณเหรอ” หนุ่มย้อน “ก็ใช่สิ” หนุ่มหัวเราะ “ผมอยากไปเที่ยวเมืองที่สวยที่สุดในประเทศของผมกับคุณ” “แล้วเมืองนั้นสวยที่สุดในเดือนไหน” “เดือนนี้แหละ” “ปีหน้านะ ขอเวลาคุณสักห้าวัน ผมจะบุ๊คทัวร์ให้ คุณไม่ต้องมาหาผมที่นี่ก่อน แต่บินไปสมทบที่เมืองที่เราจะเที่ยวกันเลย” “ok ฉันจะล็อควันไว้..เพื่อคุณ” หนุ่มยิ้มกว้างกับคำตอบที่สาวให้
—————-
ท้ายเรื่อง: หนุ่มในฝันคือคนที่ทำให้คุณมีความสุขเหมือนฝันเมื่อได้อยู่กับเขา…

– The End –

หายใจทิ้งในบางวัน..

มาตรฐาน

12017470_10153597761029268_5687055186949498674_o 10984203_10153597760964268_4617542010955289601_o

ถึงชีวิตจะยุ่งแค่ไหนก็ไม่เคยหยุดให้ความบันเทิงกับตัวเอง โดยเฉพาะกับกิจกรรมที่ชอบอย่างดูหนัง

สองวันมานี้ได้ดูหนังสองเรื่อง หนึ่งคือหนังทำเงินของฝรั่ง “Maze Runner2” อีกหนึ่งคือหนังทำเงินของไทย “ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ” โรงฉายต่างกัน ราคาต่างกัน และเนื้อหาสาระของหนังก็ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ใน Maze2 โทมัส พระเอกของเรื่องถูกไล่ล่าจากองค์กรที่ต้องการผลประโยชน์บางอย่างจากเขา ต้องหนี ต้องซ่อน ต้องเผชิญกับความเครียดตลอดเวลา แม้แต่ตอนนอนยังฝันร้าย เป็นชีวิตที่มีทางเลือกน้อย อีกทั้งยัง ไม่สามารถกำหนดเป้าหมายชีวิตตัวเองได้อย่างชัดเจน

ในขณะที่ยุ่น พระเอกของฟรีแลนซ์ฯ ดูเหมือนจะมีทางเลือกในการใช้ชีวิตมากกว่า แต่ชีวิตที่เขาเลือกกลับดูไร้เป้าหมายยิ่งกว่าโทมัส ยุ่นดูเหมือนจะเข้าใจผิดว่า การมีชีวิตคือการที่เราควรจะต้องยุ่งอยู่กับสิ่งต่างๆ ตลอดเวลา และสิ่งต่างๆ ในชีวิตของเขาเน้นไปที่เรื่องเดียว คือ “งาน” นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาไม่เข้าใจคำถามของหมออิม ที่ถามว่า “เคยเดินสยามเพื่อเดินสยามไหม?” ความหมายของคำถามนี้คงคล้ายกับถามเขาว่า “เคยหายใจทิ้งไปวันๆ บ้างไหม?” ซึ่งเขามองว่าเป็นเรื่องเสียเวลา

ในชีวิตคนเรามีกิจกรรมมากมายที่ทำแล้วดูเหมือนเสียเวลาและไม่ก่อให้เกิดมรรคผล การ “หายใจทิ้งในบางวัน” ก็ดูจะเข้าข่ายนั้น แต่จริงๆ แล้วกิจกรรมแบบนี้จำเป็นต่อการใช้ชีวิตมาก เราเรียกมันว่า “เวลาพัก” คุณค่าของเวลาพักมีมากมาย หลายคนต่างรู้ดี แต่ก็มีอีกหลายคนที่หลงลืมมันไป

ว่ากันว่า เราต่างมีเหตุผลสนับสนุนในทุกการกระทำของตนเอง..การไม่พัก ก็เช่นกัน “ไม่หยุดพักเพราะ..” “ที่ต้องทำแบบนี้เพื่อ..” ถ้าสถานการณ์ของเราเป็นเหมือนโทมัส..ก็คงต้องกัดฟันสู้ต่อ แต่ถ้าเป็นเหมือนของยุ่น..อาจต้องพิจารณาใหม่ ว่าทุกวันนี้เราไล่ล่าบางสิ่ง เพื่อบางสิ่งที่อาจทำลายอนาคตของเราบ้างหรือเปล่า?

เกาหลี..อินดี้: ถนนการ์ตูนคังพุล

มาตรฐาน

10422011_10153312579119268_2643695581028308874_n

วันนี้ตั้งใจออกไปตามหา “ถนนการ์ตูนคังพุล” เพราะติดอกติดใจหนังสือ “เพราะรัก” ของเขาซึ่งเป็นการ์ตูนที่บอกเล่าเรื่องราวความรักหลากมุมมองผ่านตัวละครแต่ละตัว โดยเริ่มจากคู่รักคู่แรก คิมยอนอู และฮันซูยอง หนุ่มพนักงานบริษัทกับเด็กสาว ม.ปลาย ที่เจอกันในลิฟต์ทุกวัน แต่ไม่เคยพูดกัน จนกระทั่งวันหนึ่งมีสถานการณ์ทำให้ทั้งสองได้เอ่ยปากต่อกัน และเกิดเป็นเรื่องราวของความรักตามมา จากคู่แรก นักเขียนก็ทำให้เรารู้จักกับคู่รักคู่ที่สอง ควนฮาคียอง และคังซุก สาวผู้เงียบขรึม และหนุ่มนักเรียน ม.ปลาย ซึ่งมีความรักต่างจากคู่แรกอย่างสิ้นเชิง

การดำเนินเรื่องของ “เพราะรัก” เป็นไปอย่างง่ายงามและอบอุ่น เรื่องราวในใจของตัวละครหลายตัวถูกนำเสนอได้น่ารักและซาบซึ้งตรึงใจ คล้ายกับจะบอกว่า เพราะรัก…จึงเลือกที่จะทำแบบนี้ และไม่ว่าความรักจะเริ่มต้นอย่างไร สิ่งสำคัญที่ทำให้มันคงอยู่ได้ก็คือ “ความเข้าใจ” (Cr.จาก blog ของใครสักคน ที่หาชื่อไม่เจอ แต่เขียน review ไว้ดีมากค่ะ)

และก็เพราะรัก (การ์ตูนเรื่องนี้)..จึงต้องไปตามหาถนนแห่งนี้ในโซล ซึ่งกว่าจะพบก็เล่นเอาเหงื่อตก แบบว่า google map ทำให้ไปผิดที่อีกแล้ว (ฮา) นอกจากนี้ คนเกาหลีส่วนใหญ่ (ย่านที่ไปถาม) ก็ไม่รู้จักคังพุล คงเหมือนเดินเข้าไปในชุมชนแล้วถามคุณลุง คุณป้าว่า “รู้จักนิ้วกลมไหม” ยังไงยังงั้น..

สรุปว่า ถ้าจะมาเที่ยวถนนการ์ตูนคังพุล ให้ลงสถานี gangdong ออกประตู 4 เดินไปทางขวามือ ซอยแรกค่ะ

เกาหลี..อินดี้: โลกไม่เคยย่ำอยู่ที่เดิม

มาตรฐาน

กรุงโซลก็เหมือนกับเมืองหลวงของประเทศเราอย่างกรุงเทพ ที่คึกคักไปด้วยผู้คนและเรื่องราว โดยเฉพาะย่านกังนัม ทั้งกลางวันและกลางคืนล้วนเต็มไปด้วยร่องรอยของการใช้ชีวิต

11377338_10153311571914268_9123261359336405804_n

ช่วงนี้ที่เกาหลีกลางวันอากาศร้อนอบอ้าวไม่แพ้บ้านเรา เมื่อวานเลยไม่ได้ไปไหนไกล ได้แต่เดินเที่ยวรอบๆ ที่พัก ด้วยว่าเป้าหมายการมาครั้งนี้ไม่เน้นสถานที่ ทั้งวัด ทั้งวัง ทั้งเคียงจู ทั้งปูซาน ก็ได้มีโอกาสไปเยือนมาหมดแล้ว สิ่งที่เน้นคือ “พักผ่อน” กับ “กิน” และเที่ยวบางสถานที่ที่เป็นความสนใจส่วนตัว

ด้วยความที่เป็นคนดูซีรี่ย์เกาหลีแบบจัดหนักมาตลอด ทำให้ไปทางไหนก็เจอแต่รูปดาราที่คุ้นเคย เพลงที่คุ้นหู และบรรยากาศที่คุ้นตา อารมณ์เลยเหมือนมาเที่ยวต่างจังหวัดมากกว่าต่างประเทศนะ (ฮา) รู้สึกอารมณ์แบบโหมดนักท่องเที่ยวมัน drop ลงอย่างเห็นได้ชัด ใครที่ตามเที่ยวอยู่ เปลี่ยนใจได้นะคะ เพราะอาจไม่มีมุมแบบนักท่องเที่ยวให้เห็นเลย

ยังไงก็ตาม การใช้ชีวิตเอื่อยๆ นอกบ้านบ้างถือเป็นเรื่องดี เพราะทำให้มีเวลาคิดทบทวนกับเรื่องราวของตนเองและคนรอบข้างเยอะขึ้น ชีวิตก็เป็นแบบนี้ ดีบ้างร้ายบ้างปนกันไป เรื่องที่ผ่านเข้ามาก็มีทั้งที่ควบคุมได้ และไม่ได้ สิ่งสำคัญคือการปรับตัวปรับใจให้ทันกับ “การเปลี่ยนแปลง”

ชาร์ล ดาวิน กล่าวไว้ว่า “ไม่ใช่ผู้ที่แข็งแรงที่สุดหรือฉลาดที่สุดหรอกที่อยู่รอด แต่เป็นผู้ที่ปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุดต่างหาก” (It is not the strongest of the species that survives, nor the most intelligent that survives. It is the one that is the most adaptable to change.) โลกไม่เคยย่ำอยู่ที่เดิม แล้วเราล่ะ…

เกาหลี..อินดี้: ตามหาที่พักย่านกังนัม

มาตรฐาน

10583939_10153304161149268_6902848517253764826_n

กว่าจะเจอที่พัก ต้องผ่านหนุ่มเกาหลีตั้ง 3 คนแน่ะ ต่างกรรมต่างวาระกันไป ฮ่าๆๆ คือ เคยไหมที่หาตำแหน่งที่พักจาก google map แล้วคนที่ check in ก่อนหน้า เขา check ผิดตำแหน่ง เดินหายังไงก็ไม่เจอ (ไปยืนตรงตำแหน่งที่ระบุไว้ ก็หามีที่พักใดๆ ไม่)

เหลือบเห็นหนุ่มคนแรกเดินออกมาจากร้านอาหาร ท่าทางจะคุยภาษาอังกฤษได้ จึงเข้าไปขอความช่วยเหลือ แล้วก็พบว่าเขาคุยได้จริงด้วย..เย้ เขาบอกว่าที่เรายืนกับตำแหน่งในแผนที่มันตำแหน่งนี้ล่ะ ตรงกัน ถูกแล้ว แต่มันไม่มีบ้านพักที่ว่า เลยบอกเขาว่าเรามีเบอร์โทรนะ เขาเลยจัดแจงโทรให้ คุยกับเจ้าของบ้านแล้วบอกว่า ตำแหน่งที่พักจริงๆไม่ไกลจากที่นี่แต่มันค่อนข้างซับซ้อน เดี๋ยวเจ้าของบ้านจะมารับเอง เขาจึงเดินมาส่งที่หน้าร้าน 7-11 ทีอยู่ปากซอย บอกให้รออยู่นี่ อีก 5 นาทีจะมีคนมารับ แหม ใจดี..น่ารักเชียว ^^

ระหว่างยืนรอ มีอีกหนึ่งหนุ่มเดินออกมาจากร้าน 7-11 คงสังเกตเห็นกระเป๋า เลยเข้ามาทักว่าจะไปไหน จึงบอกว่าจะไป sunny share house เขาอาสาค้นให้ว่าอยู่ตรงไหน เอ่อ..เวลาค้นด้วยภาษาเกาหลี มันเป๊ะกว่า google map ที่ค้นมาล่ะ ก็เลยรู้ตำแหน่งที่พักว่า อยู่เลยหัวโค้งของอีกซอยหนึ่ง เขาจะพาไปส่ง เลยบอกว่า กำลังรอเจ้าของบ้านมารับ รอตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวคลาดกัน แต่ก็ขอบคุณเขานะที่มีน้ำใจ บังเอิญเจ้าของบ้านเดินมาพอดี เลยอันยองฮาเซโยกัน

หนุ่มเหลือน้อย คุณลุงเจ้าของบ้าน ชื่อ Kim พาเดินมายังที่พัก พร้อมชี้จุดสังเกตให้เรียบร้อย ที่พักมี 5 ชั้น ชั้นหนึ่งเป็นร้านอาหาร ช้นสองเป็นผับ ชั้น 3-5 เป็นที่พัก ห้องพักที่ได้อยู่ชั้น 4 เป็นห้องขนาด 2.5 x 3.5 ตารางเมตร มีห้องอาบน้ำในตัว มี free wifi มีของส่วนรวมที่ใช้ได้ คือ เครื่องซักผ้าพร้อมผงซักฟอกฟรี ที่ตากผ้าบนดาดฟ้า น้ำร้อน-น้ำเย็น และมีห้องครัว ในครัวเจอผู้พักอีกคนหนึ่ง เป็นผู้หญิง ยินคำถามว่าเป็นคนเวียดนามไหม บอกว่าไม่ใช่ เป็นคนไทย ถามเขาบ้างว่าเป็นคนที่ไหน เขาบอกเป็นคนเวียดนาม จึงทักว่า “ซินเจ่า” เขายิ้มใหญ่เลย

เกาหลี..อินดี้: วิธีเดินทางเข้าโซล

มาตรฐาน

10407808_10153303671259268_2076075459047270282_n

คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่า ถ้าเดินทางไปต่างประเทศจะต้องไปขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ ด้วยเกรงว่าแท็กซี่ที่มารับที่บ้านเพื่อนเจ้าประจำจะเป็นคนส่วนใหญ่ พอขึ้นรถก็บอกพี่เขาว่า “ไปดอนเมืองนะคะ” พี่ตอบว่า “ครับ ไปเส้นไหนดีครับ” “แล้วแต่พี่แล้วกันค่ะ เส้นไหนก็ได้ ไม่รีบ” (ตอบเสร็จก็งีบหลับไป..)

ตื่นขึ้นมาอีกที เห็นมิเตอร์ขึ้นไปเกือบ 300 มองไปนอกหน้าต่าง เห็นป้ายแว๊บๆ ว่า “สุวรรณภูมิ 3 กิโลเมตร” ตายล่ะ!! พี่คนขับแท็กซี่พามาผิดสนามบินแน่ๆ รีบถามออกไป “พี่คะ เราจะไปไหนนี่” “สุวรรณภูมิครับ” แกตอบแล้วชะงักไปนิดหนึ่ง “เราจะไปดอนเมืองนะคะ” “อ้าว ผมนึกว่าให้มาส่งที่สุวรรณภูมิ” “ก็กลัวว่าพี่จะพามาที่นี่แหละ เลยบอกตั้งแต่ตอนขึ้นรถว่าไปดอนเมือง พี่ยังตอบว่าครับเลย” แกตอบ “ผมก็เหมือนได้ยินแว๊บๆ นะว่าดอนเมือง แต่ไม่แน่ใจ”…

โชคดีที่ออกจากบ้านก่อนเวลา เลยมีเวลาเหลือเยอะ ไม่งั้นคืนนี้คงได้พลาดเครื่องไปเกาหลีแน่ สรุปว่า นั่งรถไปถึงสุวรรณภูมิเพื่อกลับรถมายังดอนเมือง พี่คนขับแท็กซี่สปิริตแรงมาก บอก “ผมคิดราคาเท่าที่จะมาดอนเมืองก็แล้วกันครับ” เห็นตัวเลขมิเตอร์แล้วสงสาร ไหนจะค่าทางด่วนอีก เลยให้พี่เขามากกว่าที่คิดสองเท่า พี่เขาเกรงใจมาก แต่บอกเขาว่าไม่เป็นไร..ในอนาคตคงได้ใช้บริการกันอีกหลายครั้ง

เมื่อไปถึงเกาหลี จากสนามบิน วิธีเข้าตัวเมืองโซลแบบง่ายๆ และประหยัดคือใช้รถไฟฟ้าใต้ดินค่ะ ถ้าไปรถ bus ส่วนใหญ่ราคาประมาณ 10,000 วอน ในขณะที่รถไฟฟ้าใต้ดินจะถูกกว่าครึ่งหนึ่ง อย่างสถานีที่จะไป คือ sinnonhyeon ค่าตั๋วอยู่ที่ 4,150 วอน (128 บาท)เท่านั้น

วิธีการซื้อตั๋วก็แสนง่าย สำหรับคนที่ไม่เคยมา พอลงเครื่อง ผ่าน ตม. รับกระเป๋า ผ่านช่องไม่มีของต้องสำแดง เดินตรงออกไป สังเกตป้าย Airport railroad หรือ KTX ลงบันไดเลื่อนตามป้าย เดินไปเรื่อยๆ จะเจอจุดขายตั๋วแบบ non-stop กับ all stop เลือกอันไหนก็ได้ ราคาไม่ต่างกัน แต่แบบ all stop มีรถเข้าชานชลาบ่อยกว่า ใช้เวลาเดินทางต่างกันไม่เกิน 10 นาที วันนี้เลยเลือกแบบ all stop

ตู้ขายตั๋วหน้าตาปกติเหมือนบ้านเรา แค่เต็มไปด้วยภาษาเกาหลีเท่านั้นเอง 555 ไม่ต้องกลัว เดินเข้าไปจิ้มคำว่า English เลย ทำตามขั้นตอน คือ เลือกสถานีปลายทาง เลือกจำนวนผู้โดยสาร พอเครื่องบอกราคา เราก็สอดเงินเข้าช่องหมายเลข 2 ได้ตั๋วหน้าตาแบบนี้ เครื่องจะถามว่าอยากได้ใบเสร็จไหม ถ้าอยากได้ก็กดคำว่า receipt ก็จะได้ใบขาวๆ เพิ่มมาอีกใบ

เพื่อความสะดวก ก่อนไปเกาหลีให้ load app subway korea หรือ ‘Jihachul’ ใส่โทรศัพท์ไว้ก่อนเลยค่ะ หน้าตาเหมือนในรูป เดินทางจากไหนไปไหน มันจะคำนวณเวลากับราคาให้หมด ใช้แบบ offline ได้ด้วย ดีมากๆ

ขึ้นรถไฟฟ้าแล้ว..ก็หลับอีก 555 แต่คราวนี้ตื่นทัน ไม่เลยป้าย..

คลานดีกว่าไม่ก้าว

มาตรฐาน

โมนิกา ลูวินสกี้ (Monica Lewinsky) พูดถึงการกลั่นแกล้งในโลกไซเบอร์ (cyber bullying) และวัฒนธรรมของการดูถูกเหยียดหยาม (culture of humiliation) รวมถึงทางออกในการแก้ปัญหาได้จับใจมากๆ

เธอบอกว่า “…การเปลี่ยนแปลงเริ่มจากอะไรบางอย่างที่เรียบง่าย แต่ทำได้ไม่ง่าย (simple, but it’s not easy) เราต้องย้อนกลับไปสู่ค่านิยมเรื่อง ความเมตตา (compassion) และการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (empathy) ในโลกออนไลน์ เราขาดแคลนเมตตาและเกิดวิกฤตความเห็นอกเห็นใจ นักวิจัยชื่อเบรเน่ บราวน์กล่าวไว้ว่า “ความอับอายไม่อาจรอดพ้น ความเห็นอกเห็นใจไปได้” ฉันเคยเจอวันที่มืดมนสุดๆ ในชีวิต แต่ความเมตตาและเห็นอกเห็นใจจากครอบครัว เพื่อน มืออาชีพที่ให้คำปรึกษาฉัน และบางที แม้แต่คนแปลกหน้า ได้ช่วยฉันไว้ ความเห็นอกเห็นใจ แม้จากคนเพียงคนเดียว ก็สร้างความแตกต่างได้ ทฤษฎีอิทธิพลของเสียงส่วนน้อย เสนอโดยนักจิตวิทยาสังคม ชื่อเซอร์เก้ มอสโควิชี กล่าวว่า แม้จะมีจำนวนน้อย แต่ถ้ายืนหยัดคงเส้นคงวาอย่างต่อเนื่อง ความเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นได้ (even in small numbers, when there’s consistency over time, change can happen)…”

ชอบประโยคสุดท้ายมาก เหมาะสำหรับคนที่รู้สึกว่าชีวิตและการทำงานยังไปไม่ถึงไหน “คลานดีกว่าไม่ก้าว” นะคะ และเชื่อว่าโลกใบนี้จะดีขึ้นได้เพราะเมตตาที่มาจากใจค่ะ ^^

https://www.ted.com/talks/monica_lewinsky_the_price_of_shame?language=th