หายใจทิ้งในบางวัน..

มาตรฐาน

12017470_10153597761029268_5687055186949498674_o 10984203_10153597760964268_4617542010955289601_o

ถึงชีวิตจะยุ่งแค่ไหนก็ไม่เคยหยุดให้ความบันเทิงกับตัวเอง โดยเฉพาะกับกิจกรรมที่ชอบอย่างดูหนัง

สองวันมานี้ได้ดูหนังสองเรื่อง หนึ่งคือหนังทำเงินของฝรั่ง “Maze Runner2” อีกหนึ่งคือหนังทำเงินของไทย “ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ” โรงฉายต่างกัน ราคาต่างกัน และเนื้อหาสาระของหนังก็ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ใน Maze2 โทมัส พระเอกของเรื่องถูกไล่ล่าจากองค์กรที่ต้องการผลประโยชน์บางอย่างจากเขา ต้องหนี ต้องซ่อน ต้องเผชิญกับความเครียดตลอดเวลา แม้แต่ตอนนอนยังฝันร้าย เป็นชีวิตที่มีทางเลือกน้อย อีกทั้งยัง ไม่สามารถกำหนดเป้าหมายชีวิตตัวเองได้อย่างชัดเจน

ในขณะที่ยุ่น พระเอกของฟรีแลนซ์ฯ ดูเหมือนจะมีทางเลือกในการใช้ชีวิตมากกว่า แต่ชีวิตที่เขาเลือกกลับดูไร้เป้าหมายยิ่งกว่าโทมัส ยุ่นดูเหมือนจะเข้าใจผิดว่า การมีชีวิตคือการที่เราควรจะต้องยุ่งอยู่กับสิ่งต่างๆ ตลอดเวลา และสิ่งต่างๆ ในชีวิตของเขาเน้นไปที่เรื่องเดียว คือ “งาน” นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาไม่เข้าใจคำถามของหมออิม ที่ถามว่า “เคยเดินสยามเพื่อเดินสยามไหม?” ความหมายของคำถามนี้คงคล้ายกับถามเขาว่า “เคยหายใจทิ้งไปวันๆ บ้างไหม?” ซึ่งเขามองว่าเป็นเรื่องเสียเวลา

ในชีวิตคนเรามีกิจกรรมมากมายที่ทำแล้วดูเหมือนเสียเวลาและไม่ก่อให้เกิดมรรคผล การ “หายใจทิ้งในบางวัน” ก็ดูจะเข้าข่ายนั้น แต่จริงๆ แล้วกิจกรรมแบบนี้จำเป็นต่อการใช้ชีวิตมาก เราเรียกมันว่า “เวลาพัก” คุณค่าของเวลาพักมีมากมาย หลายคนต่างรู้ดี แต่ก็มีอีกหลายคนที่หลงลืมมันไป

ว่ากันว่า เราต่างมีเหตุผลสนับสนุนในทุกการกระทำของตนเอง..การไม่พัก ก็เช่นกัน “ไม่หยุดพักเพราะ..” “ที่ต้องทำแบบนี้เพื่อ..” ถ้าสถานการณ์ของเราเป็นเหมือนโทมัส..ก็คงต้องกัดฟันสู้ต่อ แต่ถ้าเป็นเหมือนของยุ่น..อาจต้องพิจารณาใหม่ ว่าทุกวันนี้เราไล่ล่าบางสิ่ง เพื่อบางสิ่งที่อาจทำลายอนาคตของเราบ้างหรือเปล่า?

เกาหลี..อินดี้: ถนนการ์ตูนคังพุล

มาตรฐาน

10422011_10153312579119268_2643695581028308874_n

วันนี้ตั้งใจออกไปตามหา “ถนนการ์ตูนคังพุล” เพราะติดอกติดใจหนังสือ “เพราะรัก” ของเขาซึ่งเป็นการ์ตูนที่บอกเล่าเรื่องราวความรักหลากมุมมองผ่านตัวละครแต่ละตัว โดยเริ่มจากคู่รักคู่แรก คิมยอนอู และฮันซูยอง หนุ่มพนักงานบริษัทกับเด็กสาว ม.ปลาย ที่เจอกันในลิฟต์ทุกวัน แต่ไม่เคยพูดกัน จนกระทั่งวันหนึ่งมีสถานการณ์ทำให้ทั้งสองได้เอ่ยปากต่อกัน และเกิดเป็นเรื่องราวของความรักตามมา จากคู่แรก นักเขียนก็ทำให้เรารู้จักกับคู่รักคู่ที่สอง ควนฮาคียอง และคังซุก สาวผู้เงียบขรึม และหนุ่มนักเรียน ม.ปลาย ซึ่งมีความรักต่างจากคู่แรกอย่างสิ้นเชิง

การดำเนินเรื่องของ “เพราะรัก” เป็นไปอย่างง่ายงามและอบอุ่น เรื่องราวในใจของตัวละครหลายตัวถูกนำเสนอได้น่ารักและซาบซึ้งตรึงใจ คล้ายกับจะบอกว่า เพราะรัก…จึงเลือกที่จะทำแบบนี้ และไม่ว่าความรักจะเริ่มต้นอย่างไร สิ่งสำคัญที่ทำให้มันคงอยู่ได้ก็คือ “ความเข้าใจ” (Cr.จาก blog ของใครสักคน ที่หาชื่อไม่เจอ แต่เขียน review ไว้ดีมากค่ะ)

และก็เพราะรัก (การ์ตูนเรื่องนี้)..จึงต้องไปตามหาถนนแห่งนี้ในโซล ซึ่งกว่าจะพบก็เล่นเอาเหงื่อตก แบบว่า google map ทำให้ไปผิดที่อีกแล้ว (ฮา) นอกจากนี้ คนเกาหลีส่วนใหญ่ (ย่านที่ไปถาม) ก็ไม่รู้จักคังพุล คงเหมือนเดินเข้าไปในชุมชนแล้วถามคุณลุง คุณป้าว่า “รู้จักนิ้วกลมไหม” ยังไงยังงั้น..

สรุปว่า ถ้าจะมาเที่ยวถนนการ์ตูนคังพุล ให้ลงสถานี gangdong ออกประตู 4 เดินไปทางขวามือ ซอยแรกค่ะ

เกาหลี..อินดี้: โลกไม่เคยย่ำอยู่ที่เดิม

มาตรฐาน

กรุงโซลก็เหมือนกับเมืองหลวงของประเทศเราอย่างกรุงเทพ ที่คึกคักไปด้วยผู้คนและเรื่องราว โดยเฉพาะย่านกังนัม ทั้งกลางวันและกลางคืนล้วนเต็มไปด้วยร่องรอยของการใช้ชีวิต

11377338_10153311571914268_9123261359336405804_n

ช่วงนี้ที่เกาหลีกลางวันอากาศร้อนอบอ้าวไม่แพ้บ้านเรา เมื่อวานเลยไม่ได้ไปไหนไกล ได้แต่เดินเที่ยวรอบๆ ที่พัก ด้วยว่าเป้าหมายการมาครั้งนี้ไม่เน้นสถานที่ ทั้งวัด ทั้งวัง ทั้งเคียงจู ทั้งปูซาน ก็ได้มีโอกาสไปเยือนมาหมดแล้ว สิ่งที่เน้นคือ “พักผ่อน” กับ “กิน” และเที่ยวบางสถานที่ที่เป็นความสนใจส่วนตัว

ด้วยความที่เป็นคนดูซีรี่ย์เกาหลีแบบจัดหนักมาตลอด ทำให้ไปทางไหนก็เจอแต่รูปดาราที่คุ้นเคย เพลงที่คุ้นหู และบรรยากาศที่คุ้นตา อารมณ์เลยเหมือนมาเที่ยวต่างจังหวัดมากกว่าต่างประเทศนะ (ฮา) รู้สึกอารมณ์แบบโหมดนักท่องเที่ยวมัน drop ลงอย่างเห็นได้ชัด ใครที่ตามเที่ยวอยู่ เปลี่ยนใจได้นะคะ เพราะอาจไม่มีมุมแบบนักท่องเที่ยวให้เห็นเลย

ยังไงก็ตาม การใช้ชีวิตเอื่อยๆ นอกบ้านบ้างถือเป็นเรื่องดี เพราะทำให้มีเวลาคิดทบทวนกับเรื่องราวของตนเองและคนรอบข้างเยอะขึ้น ชีวิตก็เป็นแบบนี้ ดีบ้างร้ายบ้างปนกันไป เรื่องที่ผ่านเข้ามาก็มีทั้งที่ควบคุมได้ และไม่ได้ สิ่งสำคัญคือการปรับตัวปรับใจให้ทันกับ “การเปลี่ยนแปลง”

ชาร์ล ดาวิน กล่าวไว้ว่า “ไม่ใช่ผู้ที่แข็งแรงที่สุดหรือฉลาดที่สุดหรอกที่อยู่รอด แต่เป็นผู้ที่ปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุดต่างหาก” (It is not the strongest of the species that survives, nor the most intelligent that survives. It is the one that is the most adaptable to change.) โลกไม่เคยย่ำอยู่ที่เดิม แล้วเราล่ะ…

เกาหลี..อินดี้: ตามหาที่พักย่านกังนัม

มาตรฐาน

10583939_10153304161149268_6902848517253764826_n

กว่าจะเจอที่พัก ต้องผ่านหนุ่มเกาหลีตั้ง 3 คนแน่ะ ต่างกรรมต่างวาระกันไป ฮ่าๆๆ คือ เคยไหมที่หาตำแหน่งที่พักจาก google map แล้วคนที่ check in ก่อนหน้า เขา check ผิดตำแหน่ง เดินหายังไงก็ไม่เจอ (ไปยืนตรงตำแหน่งที่ระบุไว้ ก็หามีที่พักใดๆ ไม่)

เหลือบเห็นหนุ่มคนแรกเดินออกมาจากร้านอาหาร ท่าทางจะคุยภาษาอังกฤษได้ จึงเข้าไปขอความช่วยเหลือ แล้วก็พบว่าเขาคุยได้จริงด้วย..เย้ เขาบอกว่าที่เรายืนกับตำแหน่งในแผนที่มันตำแหน่งนี้ล่ะ ตรงกัน ถูกแล้ว แต่มันไม่มีบ้านพักที่ว่า เลยบอกเขาว่าเรามีเบอร์โทรนะ เขาเลยจัดแจงโทรให้ คุยกับเจ้าของบ้านแล้วบอกว่า ตำแหน่งที่พักจริงๆไม่ไกลจากที่นี่แต่มันค่อนข้างซับซ้อน เดี๋ยวเจ้าของบ้านจะมารับเอง เขาจึงเดินมาส่งที่หน้าร้าน 7-11 ทีอยู่ปากซอย บอกให้รออยู่นี่ อีก 5 นาทีจะมีคนมารับ แหม ใจดี..น่ารักเชียว ^^

ระหว่างยืนรอ มีอีกหนึ่งหนุ่มเดินออกมาจากร้าน 7-11 คงสังเกตเห็นกระเป๋า เลยเข้ามาทักว่าจะไปไหน จึงบอกว่าจะไป sunny share house เขาอาสาค้นให้ว่าอยู่ตรงไหน เอ่อ..เวลาค้นด้วยภาษาเกาหลี มันเป๊ะกว่า google map ที่ค้นมาล่ะ ก็เลยรู้ตำแหน่งที่พักว่า อยู่เลยหัวโค้งของอีกซอยหนึ่ง เขาจะพาไปส่ง เลยบอกว่า กำลังรอเจ้าของบ้านมารับ รอตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวคลาดกัน แต่ก็ขอบคุณเขานะที่มีน้ำใจ บังเอิญเจ้าของบ้านเดินมาพอดี เลยอันยองฮาเซโยกัน

หนุ่มเหลือน้อย คุณลุงเจ้าของบ้าน ชื่อ Kim พาเดินมายังที่พัก พร้อมชี้จุดสังเกตให้เรียบร้อย ที่พักมี 5 ชั้น ชั้นหนึ่งเป็นร้านอาหาร ช้นสองเป็นผับ ชั้น 3-5 เป็นที่พัก ห้องพักที่ได้อยู่ชั้น 4 เป็นห้องขนาด 2.5 x 3.5 ตารางเมตร มีห้องอาบน้ำในตัว มี free wifi มีของส่วนรวมที่ใช้ได้ คือ เครื่องซักผ้าพร้อมผงซักฟอกฟรี ที่ตากผ้าบนดาดฟ้า น้ำร้อน-น้ำเย็น และมีห้องครัว ในครัวเจอผู้พักอีกคนหนึ่ง เป็นผู้หญิง ยินคำถามว่าเป็นคนเวียดนามไหม บอกว่าไม่ใช่ เป็นคนไทย ถามเขาบ้างว่าเป็นคนที่ไหน เขาบอกเป็นคนเวียดนาม จึงทักว่า “ซินเจ่า” เขายิ้มใหญ่เลย

เกาหลี..อินดี้: วิธีเดินทางเข้าโซล

มาตรฐาน

10407808_10153303671259268_2076075459047270282_n

คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่า ถ้าเดินทางไปต่างประเทศจะต้องไปขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ ด้วยเกรงว่าแท็กซี่ที่มารับที่บ้านเพื่อนเจ้าประจำจะเป็นคนส่วนใหญ่ พอขึ้นรถก็บอกพี่เขาว่า “ไปดอนเมืองนะคะ” พี่ตอบว่า “ครับ ไปเส้นไหนดีครับ” “แล้วแต่พี่แล้วกันค่ะ เส้นไหนก็ได้ ไม่รีบ” (ตอบเสร็จก็งีบหลับไป..)

ตื่นขึ้นมาอีกที เห็นมิเตอร์ขึ้นไปเกือบ 300 มองไปนอกหน้าต่าง เห็นป้ายแว๊บๆ ว่า “สุวรรณภูมิ 3 กิโลเมตร” ตายล่ะ!! พี่คนขับแท็กซี่พามาผิดสนามบินแน่ๆ รีบถามออกไป “พี่คะ เราจะไปไหนนี่” “สุวรรณภูมิครับ” แกตอบแล้วชะงักไปนิดหนึ่ง “เราจะไปดอนเมืองนะคะ” “อ้าว ผมนึกว่าให้มาส่งที่สุวรรณภูมิ” “ก็กลัวว่าพี่จะพามาที่นี่แหละ เลยบอกตั้งแต่ตอนขึ้นรถว่าไปดอนเมือง พี่ยังตอบว่าครับเลย” แกตอบ “ผมก็เหมือนได้ยินแว๊บๆ นะว่าดอนเมือง แต่ไม่แน่ใจ”…

โชคดีที่ออกจากบ้านก่อนเวลา เลยมีเวลาเหลือเยอะ ไม่งั้นคืนนี้คงได้พลาดเครื่องไปเกาหลีแน่ สรุปว่า นั่งรถไปถึงสุวรรณภูมิเพื่อกลับรถมายังดอนเมือง พี่คนขับแท็กซี่สปิริตแรงมาก บอก “ผมคิดราคาเท่าที่จะมาดอนเมืองก็แล้วกันครับ” เห็นตัวเลขมิเตอร์แล้วสงสาร ไหนจะค่าทางด่วนอีก เลยให้พี่เขามากกว่าที่คิดสองเท่า พี่เขาเกรงใจมาก แต่บอกเขาว่าไม่เป็นไร..ในอนาคตคงได้ใช้บริการกันอีกหลายครั้ง

เมื่อไปถึงเกาหลี จากสนามบิน วิธีเข้าตัวเมืองโซลแบบง่ายๆ และประหยัดคือใช้รถไฟฟ้าใต้ดินค่ะ ถ้าไปรถ bus ส่วนใหญ่ราคาประมาณ 10,000 วอน ในขณะที่รถไฟฟ้าใต้ดินจะถูกกว่าครึ่งหนึ่ง อย่างสถานีที่จะไป คือ sinnonhyeon ค่าตั๋วอยู่ที่ 4,150 วอน (128 บาท)เท่านั้น

วิธีการซื้อตั๋วก็แสนง่าย สำหรับคนที่ไม่เคยมา พอลงเครื่อง ผ่าน ตม. รับกระเป๋า ผ่านช่องไม่มีของต้องสำแดง เดินตรงออกไป สังเกตป้าย Airport railroad หรือ KTX ลงบันไดเลื่อนตามป้าย เดินไปเรื่อยๆ จะเจอจุดขายตั๋วแบบ non-stop กับ all stop เลือกอันไหนก็ได้ ราคาไม่ต่างกัน แต่แบบ all stop มีรถเข้าชานชลาบ่อยกว่า ใช้เวลาเดินทางต่างกันไม่เกิน 10 นาที วันนี้เลยเลือกแบบ all stop

ตู้ขายตั๋วหน้าตาปกติเหมือนบ้านเรา แค่เต็มไปด้วยภาษาเกาหลีเท่านั้นเอง 555 ไม่ต้องกลัว เดินเข้าไปจิ้มคำว่า English เลย ทำตามขั้นตอน คือ เลือกสถานีปลายทาง เลือกจำนวนผู้โดยสาร พอเครื่องบอกราคา เราก็สอดเงินเข้าช่องหมายเลข 2 ได้ตั๋วหน้าตาแบบนี้ เครื่องจะถามว่าอยากได้ใบเสร็จไหม ถ้าอยากได้ก็กดคำว่า receipt ก็จะได้ใบขาวๆ เพิ่มมาอีกใบ

เพื่อความสะดวก ก่อนไปเกาหลีให้ load app subway korea หรือ ‘Jihachul’ ใส่โทรศัพท์ไว้ก่อนเลยค่ะ หน้าตาเหมือนในรูป เดินทางจากไหนไปไหน มันจะคำนวณเวลากับราคาให้หมด ใช้แบบ offline ได้ด้วย ดีมากๆ

ขึ้นรถไฟฟ้าแล้ว..ก็หลับอีก 555 แต่คราวนี้ตื่นทัน ไม่เลยป้าย..

คลานดีกว่าไม่ก้าว

มาตรฐาน

โมนิกา ลูวินสกี้ (Monica Lewinsky) พูดถึงการกลั่นแกล้งในโลกไซเบอร์ (cyber bullying) และวัฒนธรรมของการดูถูกเหยียดหยาม (culture of humiliation) รวมถึงทางออกในการแก้ปัญหาได้จับใจมากๆ

เธอบอกว่า “…การเปลี่ยนแปลงเริ่มจากอะไรบางอย่างที่เรียบง่าย แต่ทำได้ไม่ง่าย (simple, but it’s not easy) เราต้องย้อนกลับไปสู่ค่านิยมเรื่อง ความเมตตา (compassion) และการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (empathy) ในโลกออนไลน์ เราขาดแคลนเมตตาและเกิดวิกฤตความเห็นอกเห็นใจ นักวิจัยชื่อเบรเน่ บราวน์กล่าวไว้ว่า “ความอับอายไม่อาจรอดพ้น ความเห็นอกเห็นใจไปได้” ฉันเคยเจอวันที่มืดมนสุดๆ ในชีวิต แต่ความเมตตาและเห็นอกเห็นใจจากครอบครัว เพื่อน มืออาชีพที่ให้คำปรึกษาฉัน และบางที แม้แต่คนแปลกหน้า ได้ช่วยฉันไว้ ความเห็นอกเห็นใจ แม้จากคนเพียงคนเดียว ก็สร้างความแตกต่างได้ ทฤษฎีอิทธิพลของเสียงส่วนน้อย เสนอโดยนักจิตวิทยาสังคม ชื่อเซอร์เก้ มอสโควิชี กล่าวว่า แม้จะมีจำนวนน้อย แต่ถ้ายืนหยัดคงเส้นคงวาอย่างต่อเนื่อง ความเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นได้ (even in small numbers, when there’s consistency over time, change can happen)…”

ชอบประโยคสุดท้ายมาก เหมาะสำหรับคนที่รู้สึกว่าชีวิตและการทำงานยังไปไม่ถึงไหน “คลานดีกว่าไม่ก้าว” นะคะ และเชื่อว่าโลกใบนี้จะดีขึ้นได้เพราะเมตตาที่มาจากใจค่ะ ^^

https://www.ted.com/talks/monica_lewinsky_the_price_of_shame?language=th

ความตายนั้นดีงาม…

มาตรฐาน

images

แว๊บเข้าโรงหนังและเลือกเรื่องนี้ เพราะประโยคเดียวจากหนังตัวอย่าง “…อดาไลน์ โบว์แมน เธอจะไม่ร่วงโรยไปตามกาลเวลา อายุของเธอจะคงเดิม..ตลอดไป…” อ่ะ หนังแนวโปรด อะไรที่ดูเหลือเชื่อแฟนตาซีแบบนี้ ชอบนัก จะไม่ดูก็เกรงจะไม่ใช่ตัวเอง 555

The Age of Adaline เป็นหนังรัก ว่าด้วย “อดาไลน์” นางเอกของเรื่อง ที่จู่ๆ ตายไปและกลายเป็นอมตะอย่างเหลือเชื่อเพราะอุบัติเหตุ (ดูเหมือนหนังพยายามจะใช้ทฤษฎีทางฟิสิกส์มาอธิบาย…แต่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีความรู้เรื่องนี้ ขอข้ามนะคะ) ร่างกายเธอถูกสต๊าฟไว้ที่อายุ 26 โดยไม่รู้ตัว มารู้อีกทีเมื่อเห็นเพื่อนรุ่นเดียวกันสังขารร่วงโรยตามกาลเวลา และลูกสาวที่เลี้ยงดูมาก็เริ่มชราล้ำหน้าเธอเข้าไปทุกที

ความเป็น “อมตะ” ดูเหมือนจะเป็นความต้องการของผู้มีอำนาจหรือร่ำรวยบางคน (ยังไม่เคยเห็นคนจนฝันถึงชีวิตอมตะ อาจเพราะการมีชีวิตที่ยาวนานมากขึ้นเท่าไร ก็เปรียบเสมือนกับการได้รับความยากลำบากที่ยาวนานมากขึ้นเท่านั้น ใครเล่าจะอยากได้ชีวิตแบบนั้น…) ในขณะที่ผู้ยิ่งใหญ่หลายคนแสวงหายาอายุวัฒนะ เพื่อคงความมีชีวิตและอำนาจไว้ให้ยืนยาวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่หนังเรื่องนี้กลับสะท้อนว่า…ความเป็นอมตะอาจไม่ใช่เรื่องดีงามแบบที่เราคิด

การมีรูปกายที่สาวสะพรั่งตลอดเวลา ทำให้เธอไม่สามารถอยู่กับลูกได้ ไม่สามารถลงหลักปักฐานในเมืองไหนได้เกิน 10 ปี ต้องถูกตามล่าจาก FBI เพราะไม่สามารถใช้ ID card แสดงตัวตนที่แท้ได้ (ต้องปลอมบัตรและเปลี่ยนตัวตนทุก 10 ปี) ต้องคบแต่เพื่อนตาบอด (คบได้นาน เพราะเพื่อนไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง) และทำให้ไม่กล้าที่จะรักและผูกพันกับใคร เพราะคบไป ก็ไปไม่ค่อยจะสุดทาง สิ่งเหล่านี้ทำให้เธอเหนื่อยล้า เศร้า และเฉยชา ชีวิตอมตะที่ได้รับมา ดูเหมือนจะทำให้เธอ “มีชีวิต…แต่ไม่เคยได้ใช้ชีวิต” ตัวละครในหนังคนหนึ่งบอกกับเธอไว้แบบนั้น

หนังสะท้อนว่า การมีชีวิตยืนยาว อาจไม่ใช่ความสุขที่แท้..ได้รู้ว่าวันหนึ่งต้องตาย อาจทำให้ใครบางคนใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างมีค่ามีความหมายมากขึ้น และเมื่อถึงวันที่หมดอายุขัย อิ่มพอกับการมีชีวิต ความตาย…ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอย่างที่เราคิด