สีดาร้องเพลงบลูส์ (Sita sings the blues) กับเรื่องบลูๆ ของครอบครัว

มาตรฐาน

sita

สีดาร้องเพลงบลูส์ (Sita sings the blues) เป็นหนังการ์ตูนที่พูดถึงเรื่องราวของรามเกียรติ์ที่เราคุ้นเคยกันดี จับตอนที่นางไกยเกษีขอให้ท้าวทศรถมอบบัลลังก์ให้แก่พระพรตและขับพระรามออกจากวัง นางสีดาและพระลักษณ์ขอติดตามไปด้วย ในป่า นางสำมนักขายุยงทศกัณฐ์ให้ลักพานางสีดา โดยส่งกวางทองไปล่อพระรามออกจากอาศรมแล้วลักนางสีดาไป พระรามมีบัญชาให้หนุมานตามหานางสีดา หนุมานติดตามไปถึงกรุงลงกาแต่นางสีดาไม่ยอมกลับด้วยโดยง่าย ด้วยเกรงจะได้ชื่อว่าเป็นหญิงไม่รักนวลสงวนตัว (ดังที่เราเคยได้ยินสำนวน “ยักษ์ลักมาลิงพาไป”) หนุมานจึงเผากรุงลงกาแล้วเหาะกลับมาทูลให้พระรามทรงทราบ หลังจากนั้นพระรามก็กรีธาทัพวานรรบยักษ์นาน 14 ปี หลังรบชนะได้นางสีดาคืนมา พระรามกลับมีข้อกังขาเรื่องความบริสุทธิ์ของนาง นางสีดาจึงพิสูจน์ตัวด้วยการลุยไฟ ถ้าใครเคยอ่านหนังสือคงทราบว่าเรื่องจบลงอย่างไร แต่การ์ตูนเรื่องนี้มีตอนจบที่ต่างออกไป…

หนังไม่ได้เล่าเฉพาะเรื่องรามเกียรติ์อย่างเดียว แต่เป็นการเล่าถึงชีวิตของนีนาและแซมคู่สามีภรรยาในยุคปัจจุบันควบคู่ไปด้วย เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องของพระรามว่าย่ำยีนางสีดาอย่างไร สลับกับการมีนางสีดามาร้องเพลงบลูส์เพราะๆ บรรยายความในใจ แถมมีตัวละครหน้าม่านแบบหนังตะลุงสามตัวออกมาสนทนาเชิงวิพากษ์การกระทำของพระรามด้วย ทำให้เรื่องราวสนุกยิ่งขึ้น

โดยส่วนตัว ชอบตั้งแต่ตอนต้นเรื่อง ที่มีเทพีออกมาเปิดแผ่นเสียงที่มีเนื้อหาพูดถึงความรักของตนเองที่มีต่อบุรุษที่ไม่ดี แต่บุรุษนั้นก็คู่ควรกับ “สตรีเช่นเรา” แล้วแผ่นเสียงก็ตกร่องตรงนี้ซ้ำๆ หลายครั้ง คือ คู่ควรกับสตรีเช่นเราๆๆๆๆๆ และเมื่อเรื่องดำเนินไปถึงตอนที่พระรามต้องถูกขับออกจากวัง นางสีดาขอตามไปด้วยแต่ถูกปฏิเสธในตอนแรก แต่นางก็ยืนยันว่า “หม่อมฉันอยู่ไม่ได้หากไม่มีพระองค์” แล้วแผ่นเสียงก็ตกร่องอีกครั้ง หม่อมฉันอยู่ไม่ได้หากไม่มีพระองค์ๆๆๆๆๆ

นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ เจ้าของคอลัมน์ การ์ตูนที่รัก ให้ความเห็นว่า หนังเริ่มไปได้เพียงสิบห้านาทีแรกก็ได้พาดพิงวาทกรรมสำคัญที่สร้างความทุกข์แสนสาหัสให้ผู้หญิงสองประโยค “เราสองเป็นคู่กัน (คนที่คู่ควรกับสตรีเช่นเรา)” และ “ชั้นอยู่ไม่ได้ถ้าขาดเขา (หม่อมฉันอยู่ไม่ได้หากไม่มีพระองค์)” ซึ่งนำไปสู่ความพยายามทนอยู่ของภรรยาบางคนแม้จะถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากสามี

นอกจากนี้ เมื่อถึงตอนที่นางสีดาเว้าวอนพระรามให้ออกไปตามจับกวางทอง พระรามสั่งให้นางสีดาระวังตัวและกล่าวทิ้งท้ายว่า “ฉันรักเธอ” ก่อนจากไป เสียงเพลงบรรยายความในใจของสตรีที่เห็นความดีเลิศของบุรุษ ลงท้ายด้วยท่อนฮุกว่า “มีอะไรที่ฉันจะทำเพื่อเขาไม่ได้บ้าง” ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งวาทกรรมที่เหนี่ยวรั้งให้ผู้หญิงไม่ยอมทิ้งสามีไม่เอาไหน เพราะคิดถึงแต่คำหวานเมื่อวันวาน หลังจากนั้น ก็มีฉากที่หน้าม่านทั้งสามตัวถกเถียงกันว่า เมื่อหนุมานมาพบนางสีดาแล้ว ทำไม่นางไม่ยอมกลับไปกับหนุมาน คนหนึ่งว่าเพราะเธอไม่ไว้ใจลิง อีกคนว่าไม่ใช่ เธอไว้ใจลิงแต่เธอต้องการให้ผู้ชายของเธอมาชิงเธอไป ส่วนหน้าม่านที่เป็นผู้หญิงบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อสรรเสริญพระราม (เพศชาย) และในขณะที่นางสีดาต้องขอลุยไฟพิสูจน์ตัว หน้าม่านทั้งสามก็วิวาทะกันอีกว่าทำไมผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายเดียวที่ต้องลุยไฟ แล้วก็มีเสียงเพลงขับร้อง เนื้อหาว่ารักแท้ย่อมผ่านความเจ็บปวด โดยมีท่อนฮุกความว่า “หากต้องการเห็นสายรุ้ง ก็ต้องมีฝนมาก่อน” ซึ่งว่ากันว่า เป็นวาทกรรมที่จองจำให้ผู้หญิงอยู่กับที่ อดทนอดกลั้นต่อความเจ็บปวดรวดร้าวนานาประการที่ผู้ชายกระทำ ด้วยหลงผิดคิดว่าอะไรจะดีขึ้น โดยหารู้ไม่ว่า เรื่องแบบนี้ไม่มีทางจะดีได้ง่ายๆ

สุดท้ายนางสีดา จะเลือกใช้ชีวิตแบบไหน ให้ลองไปหาหนังดูกันเองนะคะ ส่วนตัวเอง ชอบทั้งตัวหนังและชอบทั้งคำวิจารณ์ของนายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ เลยเอามาแบ่งปันค่ะ ^^

อ้างอิง
เนื้อหาทั้งหมดที่เขียนส่วนใหญ่คัดลอกมาจากคอลัมน์การ์ตูนที่รัก ของ นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จาก หนังสือมติชนสุดสัปดาห์ ปีที่ 34 ฉบับที่ 1758 [28 เม.ย.-1 พ.ค. 2557]

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s