ครูในยุคดิจิทัลกับวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ไม่หยุดนิ่ง ภาค 5

มาตรฐาน

Image

การอบรมวันที่ 3 เริ่มด้วยการบรรยายเรื่อง “การจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นการเป็นพลเมืองและการเรียนการสอนแบบ Active Learning” โดย ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล (ที่บางคนอาจคุ้นหน้าคุนตาท่านในทีวี) อาจารย์เริ่มการบรรยายด้วยการตั้งคำถามว่า “คุณลักษณะบัณฑิตที่จบไปคืออะไร?” แล้วแจก post-it ให้เราตอบคนละข้อ นำไปแปะรวมกันไว้ที่กระดานด้านหน้า แล้วถอดออกมาว่ามีประเด็นอะไรบ้าง สรุปเป็นข้อๆ แล้วนำไปลงตารางที่เรียกว่า ตาราง outcomes (ได้ออกมา 4 ข้อ คือ มีความรู้ ใช้ความรู้เป็น เป็นคนดี และเป็นพลเมืองที่รับผิดชอบตนเองและเป็นกำลังของสังคมได้) จากนั้นให้พวกเราเริ่ม vote ว่าทั้ง 4 ข้อ ปัจจุบันคิดว่าบัณฑิตที่จบไปมี มาก ปานกลาง หรือ น้อย โดยสรุปก็คือ ดูเหมือนว่าเราจะได้บัณฑิตที่มี outcomes ไม่ดีเท่าที่เราอยากให้เป็น อาจารย์ตั้งคำถามต่อว่า “สาเหตุของการได้ outcomes ไม่ดี คืออะไร” คำตอบคือ สังคม ค่านิยม หลักสูตร วิธีการสอน ครอบครัว และการศึกษาพื้นฐาน ซึ่งก็คงถูกทุกข้อ แล้วในฐานะของความเป็นครูในระดับอุดมศึกษาเราจะเปลี่ยนอะไรได้ คำตอบก็มุ่งไปที่ “วิธีการสอน” อาจารย์เลยชวนให้พวกเรา “ใช้ห้องเรียนเปลี่ยนประเทศไทย โดยใช้ active learning”

ก่อนเปลี่ยนประเทศไทย อาจารย์พาเราไปรู้จักมหาวิทยาลัย NUS (National University of Singapore) มหาวิทยาลัย no name ที่สามารถเข้าสู่อันดับ 8 ของโลกภายในเวลา 10 ปี คำถามคือ “เพราะอะไร” คำตอบคือ “เพราะเปลี่ยนวิธีการสอน” ว่ากันว่า การศึกษาไทยที่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะมีลักษณะเป็น input-based education เน้น input ความรู้ ตำรา อาจารย์ การบรรยาย ชั่วโมงเรียน และการสอน (มีลักษณะเป็น passive learning และ teacher centered ศูนย์กลางคือครู) ในขณะที่ของประเทศอื่น (ที่ประสบความสำเร็จ) ออกแบบการเรียนการสอนแบบ outcome-based education มุ่งผลลัพธ์ และออกแบบกระบวนการเรียนรู้ให้ได้ผลลัพธ์นั้น โดยใช้ active learning และ student centered ศูนย์กลางคือนักเรียน (การศึกษาที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง หมายถึง นักศึกษาต้องพัฒนาตนเอง งานของครูคือการช่วยให้นักศึกษาพัฒนาตนเอง)

อาจารย์เล่าถึง “คำสาปของความรู้” ซึ่งจะเกิดกับผู้ที่มีความรู้เท่านั้น นั่นคือ…”สอนไม่ทัน ต้องสอนชดเชย” เพราะผู้มีความรู้ (ครู) เชื่อว่า “ความรู้เป็นสิ่งที่ถ่ายทอดได้เท่านั้น” เราจึงกลายเป็นผู้ส่งผ่านความรู้ที่เรามีอยู่ (อันน้อยนิด) ให้กับผู้เรียน ในเมื่อความรู้เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลง ไม่จีรัง ความรู้ในวันนี้จึงอาจไม่สามารถนำไปใช้ได้อีกในวันหน้า ดังนั้น การสอนให้ศิษย์หาความรู้เป็นและคิดพัฒนาความรู้ใหม่จึงเป็นเรื่องสำคัญ

ว่ากันว่า ครูส่วนใหญ่เสียเวลาไปกับการตั้งคำถามที่นักศึกษาไม่รู้ ศิลปะการตั้งคำถามที่แท้จริงคือ ต้องถามให้ตอบได้ ถ้าถามแล้วนักศึกษาไม่ตอบ แสดงว่า “เราตั้งคำถามผิด” (ฮา) แล้วอาจารย์ก็ยกตัวอย่างเรื่องวิวัฒนาการซึ่งกระตุ้นให้เราคิดได้ว่า “condition เป็นหัวใจสำคัญของ active learning (ขนาดลิงยังกลายเป็นคนได้เมื่อ condition เปลี่ยน แล้วทำไมสิ่งอื่นๆ (นักศึกษา) จะเปลี่ยนไปไม่ได้ หากเราปรับ condition) ชอบที่อาจารย์ยกตัวอย่างว่า สมองของนักศึกษาก็เหมือน smart phone แต่เราให้เขาทำแค่ mem เบอร์ (ท่องจำ) ทั้งๆ ที่เขาทำได้มากกว่านั้น

ในช่วงสุดท้ายของการบรรยาย อาจารย์แนะนำเทคนิคในการตั้งคำถาม คือ
1) คำถามปลายเปิด – ยกปัญหาหรือข่าวที่เกิดขึ้นและถามว่ามีความคิดเห็นอย่างไร
2) ตั้งคำถามว่า เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย จากนั้นให้แต่ละข้างแสดงความคิดเห็น (คำตอบไม่มีถูกผิด) โดยยกตัวอย่างอาจารย์ที่เก่งในการตั้งคำถามอย่าง Michael J. Sandel (ผู้แต่งหนังสือ เงินไม่ใช่พระเจ้า) อาจารย์เสริมว่า ถ้ามีเหตุการณ์ที่นักศึกษาบางคนไม่ยอมยกมือจะทำอย่างไร ให้สร้าง condition ว่า “ถ้าใครไม่ยกมือ ครูจะถาม” (ฮา)
3) ตั้งคำถามโดยมีตัวเลือก 2 อัน โดยถามว่าอะรคือคำตอบหรืออะไรสำคัญกว่า (เป็นคำถามที่รู้คำตอบอยู่แล้ว ไม่ว่าจะตั้งคำถามกี่ครั้ง คำตอบก็เหมือนเดิม)
4) ให้นักศึกษาตั้งคำถามเอง เช่น ให้นักศึกษาจับกลุ่ม ดูภาพ แล้วจับฉลากเลือกกลุ่มขึ้นมาตั้งคำถาม อาจให้ทุกกลุ่มตั้งคำถาม แล้วเลือกคำถามที่ดีที่สุดมาอภิปรายต่อ
สิ่งสำคัญคือ ให้นักศึกษามีโอกาสได้คิด และคำถามเท่านั้นที่จะให้เกิดการคิด (การ lecture คือ การให้คำตอบ ไม่ใช่ “การตั้งคำถาม”) และเมื่อเฉลย ควรจะต้องเฉลยแบบมี surprise แล้วอาจารย์ก็ยกตัวอย่างเรื่อง surprise ให้ดู

หลังจากนั้นอาจารย์สอนให้เราฝึกเทคนิคต่างๆ ที่ได้สอนมา โดยบูรณาการเข้ากับหัวข้อ “การเป็นพลเมือง” ซึ่งเกี่ยวโยงถึงเรื่องประชาธิปไตยในประเทศไทย โดยอาจารย์เน้นว่าเทคนิคพื้นฐานของ active learning อีกประการหนึ่งคือ จะไม่สอนก่อนแล้วยกตัวอย่าง แต่จะใช้ “ตัวอย่าง” เพื่อสอน เช่น สอนเรื่องการแบ่งเค้กที่โยงไปถึงทฤษฎีการแบ่งแยกอำนาจ (คนที่แบ่งเค้ก ต้องไม่ใช่คนเลือก = คนที่มีอำนาจ ต้องไม่ใช่คนที่ได้ประโยชน์) และการให้โจทย์กับนักศึกษา ยังไม่จำเป็นต้องรีบตอบ แต่ให้วิเคราะห์โจทย์ก่อน เช่น เรื่อง สิทธิในการเป็นเจ้าของมะม่วง (มะม่วงของนาย ก ยื่นกิ่งเข้าไปในบ้านนาย ข มะม่วงที่หล่นในบ้านนาย ข เป็นของใคร) ซึ่งหากต้องการฟังโดยละเอียดและได้อรรถรส ต้องไปฟังจากอาจารย์เองค่ะ ^^ ที่สำคัญ active learning ต้องมี reflection และการประเมิน “ผล” เสมอ

อาจารย์ยังตั้งคำถามอีกว่า “ทำไมคนจึงติดละครหลังข่าว?” ถ้านักศึกษาติดการสอนของเราเหมือนละครหลังข่าวจะดีแค่ไหน เพราะฉะนั้น การสอนจึงควรต้องสนุกและทำให้อยากติดตามตอนต่อไป ซึ่งอาจใช้เทคนิคการเล่าเรื่อง ช่วยสร้างความประหลาดใจ และชวนติดตาม อาจารย์จึงใช้เรื่องเล่า Graylag Goose ที่ยังเฝ้าเขี่ยไข่ (ที่ไม่มีจริง) เปรียบเทียบกับพวกเราที่ยังคงเฝ้าง่วนทำอะไรกับการเรียนการสอนที่ไม่ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างที่ต้องการจริง แล้วจบด้วยเรื่องเล่าการเก็บเศษแก้วตามชายหาด ซึ่งสรุปได้ว่า (อาจารย์ชี้ไปยังกระดานที่เขียนว่า สาเหตุของการได้ outcomes ที่ไม่ดี ซึ่งมีอยู่หลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเกิดจากครอบครัวหรือการศึกษาพื้นฐาน) ไม่ว่าใครจะทำแตกไว้แค่ไหนก็ตาม,,,มาเก็บเศษแก้วกันเถอะ!!!

หลังการอบรมวันที่ 3 ก็คงเป็นเรื่องที่พวกเราแล้วล่ะค่ะ ว่าจะนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาปรับใช้กับการเรียนการสอนในปัจจุบันได้อย่างไร สิ่งสำคัญคือ การลงมือทำ เพราะผู้รู้บอกว่า “ความรู้ที่มีมาก หากใช้ไม่เป็น ก็หามีประโยชน์อันใดไม่”

One response »

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s