ครูในยุคดิจิทัลกับวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ไม่หยุดนิ่ง ภาค 4

มาตรฐาน

ในช่วงบ่ายของวันที่ 2 ของการอบรม ได้มีโอกาสฟังการบรรยายของ รศ.นพ.อนุภาพ เลขะกุล เรื่อง “การจัดประสบการณ์การเรียนรู้เน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน” ซึ่งต้องออกแบบการเรียนตั้งแต่การตั้งวัตถุประสงค์ของการศึกษา ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 หมวด ประกอบด้วย
1) พุทธิพิสัย (cognitive domain) เป็นวัตถุประสงค์ด้านความคิด การใช้ปัญญา (ความรู้) เช่น จำ เข้าใจ แก้ปัญหาที่ยากได้ — Head
2) ทักษะพิสัย (psychomotor domain) เป็นวัตถุประสงค์ด้านความสามารถ (ทักษะ) ที่แสดงออกทางกาย เช่น สร้าง ประกอบ ทำ — Hand
3) จิตพิสัย (affective domain) เป็นวัตถุประสงค์ด้านความรู้สึก ท่าที ค่านิยม (เจตคติ) แสดงออกด้วยความรักความชอบ — Heart

โดยทั่วไปเรามักนิยมสร้างวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมเพื่อวัดในแต่ละหมวด การเลือกใช้คำเพื่อบ่งบอกการวัดในแต่ละหมวดจึงมีความสำคัญ (ได้มาจาก Bloom’s Taxonomy: http://www.learningandteaching.info/learning/bloomtax.htm#ixzz356RwXSdf) ตัวอย่างคำกิริยาที่แสดงพฤติกรรม ได้แก่
หมวดพุทธิพิสัย-บอก บรรยาย นิยาม อธิบาย อภิปราย สรุป แยกแยะ แปลผล จำแนก เปรียบเทียบ หาความสัมพันธ์ วิเคราะห์ ประเมิน สรุป
หมวดทักษะพิสัย-ทำ สร้าง ปฏิบัติ ฝึก แสดง สาธิต ทำหัตถการ ใช้เครื่องมือหมวดจิตพิสัย-อภิปราย เสนอแนะ มีส่วนร่วม ต่อต้าน ปฏิบัิ ผสมผสาน สนับสนุน เปรียบเทียบ ให้ความสำคัญ

วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมประกอบด้วย 4 ส่วน (ABCD)
A = Audience ผู้เรียนเป็นใคร
B = Behavior ผู้เรียนทำอะไรได้
C = Condition ทำได้ในสภาพการณ์อะไร
D = Degree ระดับความสามารถ

ตัวอย่าง
“เมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอน นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 4 สามารถบอกสาเหตุของอาการเหนื่อยหอบได้ด้วยตนเองอย่างน้อย 5 ข้อ”

หรือตัวอย่างตามภาพประกอบ
Image

นอกจากนี้อาจารย์ยังได้พูดถึงการเรียนการสอนปัจจุบันซึ่งอาจกล่าวได้ว่า “เราใช้หลักสูตรในศตวรรษที่ 19 ที่มีผู้สอนอยู่ในศตวรรษที่ 20 สอนผู้เรียนที่อยู่ในศตวรรษที่ 21” ซึ่งหากไม่มีการเปลี่ยนแปลง คงยากที่จะได้ผลลัพธ์ (ทักษะในศตวรรษที่ 21) ที่เราต้องการ ที่ผ่านมาเรามีครูที่พูดมากกว่าฟัง แถมยัง Knows MOST, Knows BEST, Knows ALL (แสนรู้ ^^) บ้างก็เชื่อว่า ถ้าไม่ได้ lecture นักเรียนจะไม่ได้เรียน

หลักคิดใหม่ของการศึกษาคือ ให้ผู้เรียนสร้างการเรียนรู้ด้วยตนเอง ครูเป็นผู้ตั้งคำถาม (เป็นดาวยั่ว) ยั่วให้คิด ยั่วให้สงสัย ยั่วให้อยากรู้ ที่สำคัญคือ “ห้ามถามเอง ตอบเอง” อาจารย์บอกว่าครูไทยรอไม่ค่อยได้ ว่ากันว่าต้องใช้เวลา 5 วินาทีในการรอให้เด็กเปิดปากพูด แต่ครูไทยรอได้แค่ 3 วินาที (ฮา) ในศตวรรษที่ 21 ครูจึงควรฟังมากกว่าพูด และต้องปรับ mind set คือไม่คิดว่า “อะไรก็สำคัญไปหมด” ต้องถามว่า มันสำคัญสำหรับผู้เรียนจริงๆ ไหม และควรเน้น quality of learning มากกว่า quality of teaching และเนื่องจากเด็กในยุคปัจจุบันเป็นเด็กที่นิยมความสำเร็จ (very achievement oriented) คืออยากรู้ว่า ทำแล้วได้อะไร ตัวอย่างเช่น เด็กติดเกมส์ เพราะเกมส์มี achievement คือ ชนะแล้วได้รางวัล ซึ่งเราอาจต้องมาปรับกลยุทธ์การสอนให้เด็กมองเห็นความสำเร็จชัดๆ เขาจะได้ติดการเรียนมากขึ้น (ตอนนี้ผู้เขียนยังนึกไม่ออกว่า มันจะคือกลยุทธ์อะไร แต่อาจารย์ท่านต่อไปในภาค 5 ให้คำตอบได้)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s