ครูในยุคดิจิทัลกับวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ไม่หยุดนิ่ง ภาค 3

มาตรฐาน

Image

การอบรมวันที่ 2 ว่าด้วยเรื่อง “จิตวิญญาณความเป็นครู” โดย รศ.ดร.สุวิมล เขี้ยวแก้ว อาจารย์กล่าวถึงหน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่ไม่ใช่เพียงแค่ผลิตบัณฑิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงหน้าที่ในการ enlighten (give (someone) greater knowledge and understanding about a subject or situation) ผู้เรียนด้วย และครูแบบไหนล่ะ จึงจะสามารถ enlighten ศิษย์ได้? อาจารย์สุวิมลได้ให้ผู้เข้าอบรมแต่ละกลุ่มสรุปบทบาทของครูในอดีตที่เราประทับใจทั้งบทบาทด้านการสอนและความเป็นมนุษย์ จากลักษณะครูที่เราประทับใจที่ได้ทั้งหมด นำไปสู่คำถามที่ว่า ถ้าเราต้องการครูแบบนี้ลองถามตัวเองว่า “ตัวเราเองเป็นอย่างไร?” และ “ทำอย่างไรจึงจะติดอยู่ในจิตสำนึกและความทรงจำของศิษย์ (ในทางที่ดี) ได้?” และเมื่อพูดถึง “จิตวิญญาณความเป็นครู” จริงๆ แล้วคือ ความรู้สึกของการอยากพัฒนาคน (ให้เป็นคนเก่ง คนดี คนที่มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม ฯลฯ) เท่านั้นเอง

หลังจากนั้น ผศ.ดร.สุดาพร ลักษณียนาวิน ได้พูดถึง social constructivism และการเรียนการสอนในสังคมฐานความรู้ ซึ่งระบุว่า การเรียนรู้ไม่ใช่การทำตามแบบครู (ศิษย์จะเก่งกว่าครูได้อย่างไร ถ้ายังเดินตามครูต้อยๆ และไม่เคยคิดต่าง) อาจารย์กล่าวว่า “คนเป็นครูมักถูกคลุมถุงชน..ให้เป็นครู” (ด้วยคำว่า “เรียนเก่ง”) หลายคนถูกผลักดันเข้ามาในวงการ (ฮา) ความรู้สึกแรกอาจมีทั้งชอบและไม่ชอบ แต่เมื่อเราตัดสินใจที่จะเลือกอาชีพนี้แล้ว ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันและรักมัน (นึกถึงคำพูดของอาจารย์คิมรันโดในหนังสือ พันครั้งที่หวั่นไหวกว่าจะเป็นผู้ใหญ่ ที่บอกว่า “จงรักในชะตาชีวิตของตนเอง-Amor fati” เมื่อเลือกแล้วที่จะเป็นครู ก็จงเป็นครูที่แบกรับทั้งทุกข์และสุขจากอาชีพนี้) และถ้ารู้สึกว่า “ไม่ใช่” หรือแบกรับ “ไม่ไหว” ก็จงจากไปหาอาชีพที่ถูกกับจริตของตัวเอง

เมื่อพูดถึงอาชีพ ได้มีโอกาสอ่านงานของอาจารย์คิมรันโดชื่อ “แด่งานของฉัน แด่วันพรุ่งนี้” อาจารย์บอกว่าเด็กปัจจุบันมองงานในอนาคตไม่เหมือนเด็กในอดีต เมื่อก่อนเราจะเลือกงานที่ “สังคมยอมรับ” เช่น หมอ วิศวะ ฯลฯ แต่ปัจจุบันงานที่คนรุ่นใหม่มองหาคืองานที่จะทำให้เขามีชีวิตที่มีความสุขในแต่ละวัน และพร้อมจะเสี่ยงกับความไม่แน่นอนในอนาคต เราจึงเห็นหลายคนเลือกที่จะทำงานอิสระแต่มีความมั่นคงต่ำมากขึ้น เช่น ทำร้านกาแฟ กิ๊บช้อป ขายของ online เมื่อทำแล้วไม่ work ก็มองหาอาชีพใหม่ น้อยคนที่จะมองหาอาชีพหรือทำอาชีพที่ต้องอยู่ไปจนเกษียณ

ด้วยเหตุว่าเด็กเป็นคนรุ่นใหม่ การเรียนการสอนจึงต้องมีการปรับตามบริบทของโลกยุคใหม่ด้วย ซึ่งต้องเปลี่ยนจาก custom fit the students to the school เป็น custom fit the school to the students อย่างไรก็ตาม การเรียนการสอนในโลกยุคดิจิทัล ไม่ได้หมายถึงการสอนผ่านคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ไฮเทค  เพราะแท้จริงแล้ว ICT คือ เครื่องมือ (tool) อย่างหนึ่งในการจัดการเรียนการสอนเท่านั้นเอง ครูหลายคนจึงไม่ต้องกังวลว่าจะต้อง up ความรู้ด้านเทคโนโลยีอีกมากมายแค่ไหนถึงจะสอนได้เข้ากับยุคสมัย แค่ “เป็นตัวของตัวเอง” ทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด บางทีการเลือกใช้โปรแกรม power point ง่ายๆ ร่วมกับการตั้งคำถามให้เป็น ก็สามารถสร้างคนให้คิดได้คิดเป็นได้มากกว่าสื่อไฮเทคด้วยซ้ำ (ไว้จะกล่าวถึงเทคนิคนี้ในตอนต่อไป)

โดยสรุป ชอบคำพูดของอาจารย์สุดาพร ที่บอกว่า “นักเรียนทุกคนมีโอกาสเรียนจบ แต่จะไม่พร้อมกัน” คนเป็นครูอ่านแล้วจะได้เลิกคาดหวัง ส่วนคนเป็นนักเรียนอ่านแล้วจะได้มีความหวังค่ะ (ฮา)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s