ครูในยุคดิจิทัลกับวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ไม่หยุดนิ่ง ภาค 1

มาตรฐาน

รูปภาพ

วันแรกของการเข้าร่วมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร “ก้าวแรกสู่อาจารย์มืออาชีพ” รุ่นที่ 12 ที่จัดขึ้นโดยสมาคมเครือข่ายพัฒนาวิชาชีพอาจารย์และองค์กรระดับอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย (ควอท.) ซึ่งสนับสนุนโดย สกอ. ได้มีโอกาสเรียนรู้หลักคิดการเป็นครูเพื่อศิษย์จากครูต้นแบบหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็น ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ศ.ดร.ปานสิริ พันธุ์สุวรรณ และ ผศ.รัฐสภา แก่นแก้ว

เริ่มจากท่าน ศ.นพ.วิจารณ์ บรรยายถึง “ความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21” (ท่านจะเป็นมือหนึ่งในเรื่องนี้ เห็นการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่ไหน ก็ดูเหมือนว่าพบท่านได้ที่นั่น) อาจารย์พูดถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคม (เปิดกว้าง ไม่แน่นอน ซับซ้อน ความรู้หาง่ายแต่ก็เป็นความรู้ที่ผิดๆ เยอะ) ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของปรัชญาการศึกษาในระดับอุดมศึกษา (เป็นการศึกษาเพื่อทุกคน ไม่ใช่แค่คนกลุ่มอายุ 18-24 ปี เพื่อเตรียมชีวิตไม่ใช่เพียงเพื่อรู้วิชา ถูกมองว่าเป็นสินค้า รับช่วงมาจากการศึกษาพื้นฐานที่อ่อนแอ และคงจะอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยต่อไปอย่างเดียวไม่ได้) เป้าหมายคือเพื่อสร้างผู้นำแห่งอนาคต ซึ่งจะทำได้หากเราเข้าใจผู้เรียนหรือนักศึกษาในยุคปัจจุบันที่ล้วนมีลักษณะพิเศษ ไม่มีทางเหมือนและไม่เคยเหมือนนักศึกษาในอดีต

ว่ากันว่าเด็กในศตวรรษที่ 21 เป็นเด็กที่มีความรู้มากทั้งความรู้ผิดๆ และที่ถูกต้อง และด้วยการเติบโตขึ้นมาในสังคมที่ “ได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยไม่ต้องพยายาม” ทำให้เด็กเหล่านี้อาจขาดทั้งแรงบันดาลใจและความมุ่งมั่น และบางครั้งก็ขาดวุฒิภาวะในเรื่องการเรียน อย่างไรก็ตาม ข้อดีของพวกเขาคือ เก่ง IT มีลักษณะการเรียนรู้แบบ multitask (ฟังเพลง เล่นเกม คุยกับคนอื่นได้ในเวลาเดียวกัน) และ “เคารพข้อตกลง” ดังนั้นการตกลง “กติกา” ในเรื่องการเรียนการสอนที่ชัดเจน จะช่วยให้ครูไม่เหนื่อยกับพฤติกรรมแย่ๆ (ตามมุมมองของครู) ของศิษย์ นอกจากนี้ครูต้องทำความรู้จักกับศิษย์แห่งศตวรรษที่ 21 ให้มาก (เอาใจใส่) ทั้งยังควรเปลี่ยนท่าทีจากการที่ให้เด็ก respect เราเพียงฝ่ายเดียว เป็นการ “เคารพซึ่งกันและกัน” (mutual respect)

การเรียนการสอนในปัจจุบันไม่ใช่การเรียนรู้เพื่อรู้ แต่ต้องได้ทักษะและได้ “นิสัย” ที่ดีงามด้วย ดังนั้นเป้าหมายการเรียนการสอนจึงไม่ใช่ “การสอนครบ” แต่คือการได้เห็น “พัฒนาการ” ของศิษย์ เพื่อให้ศิษย์เกิดการเรียนรู้ที่งอกงามจากภายใน (transformative learning) เกิดภาวะผู้นำ จนได้ผลลัพธ์เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (change agents) วิธีการสอนจึงต้องเปลี่ยนไปตามเป้าหมาย ต้องสอนแบบ active learning (ลงมือทำ ร่วมกับทีม และมี reflection) หน้าที่ของครูคือการตั้งคำถาม ซึ่งควรตั้งคำถามด้วยความเมตตา ไม่ใช่ด้วยความเกรี้ยวกราด และต้องเชื่อว่า “หนึ่งคำถามมีหลายคำตอบ” เพราะความรู้จะถูกหรือผิดขึ้นกับบริบทบางประการด้วย (ชอบที่อาจารย์บอกว่า บาปของการศึกษาประการหนึ่งคือการทำให้เด็กไม่มีความคิดต่าง) ครูที่ดีจึงควรพูดให้น้อย ฟังให้มาก พัฒนาตัวเองสม่ำเสมอโดยเฉพาะเรื่อง IT และต้องเป็น designer และ facilitator (ด้านการเรียนการสอน) มากกว่า lecturer

การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 จึงควรใช้วิธีการที่หลากหลายแตกต่างผสมผสานกัน ยึดหลัก teach less, learn more เรียนโดยลงมือทำ (active learning) และทบทวนไตร่ตรอง (AAR/Reflection) เรียนเป็นทีม เน้นการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เน้นสอบเพื่อการพัฒนา (formative assessment) เพื่อให้รู้จริง (mastery) โดยอาจใช้วิธีการเรียนแบบห้องเรียนกลับทาง (flipped classroom) และหากมีการ feedback ต้องเป็น feedback ที่ทำให้ศิษย์รู้สึกมีความ “มุมานะที่จะเรียน” ไม่ใช่รู้สึกว่าตัวเองโง่และอับอาย (ขอเสริมด้วยคำพูดของไอสไตน์ที่ว่า – Everybody is a genius. But if you judge a fish by its ability to climb a tree, it will live its whole life believing that it is stupid.-) และครูต้องเอาใจใส่เด็กที่เรียนอ่อนด้วย

เมื่อวิธีการเรียนรู้เปลี่ยน ครูเองก็ต้องเปลี่ยนด้วย คือต้องทำตนเป็น “ผู้ไม่รู้” เน้นตั้งคำถามท้าทาย กระตุ้นให้ศิษย์เกิดความใคร่รู้ (challenge-based learning) แต่อาจารย์บอกว่าต้องระวังอย่าให้ท้าทายมากไป ลูกศิษย์จะหนีได้ (ฮา) ต้องสร้าง “ชุมชนเรียนรู้…ครูเพื่อศิษย์” (PLC: Professional Learning Community) โดยอาจารย์ยกตัวอย่างการเรียนการสอนในประเทศฟินแลนด์ ที่ครูหลายคนจะนั่งฟังเด็กนำเสนอจนจบโดยไม่ตั้งคำถามขัดจังหวะ แต่จะจดประเด็นสำคัญไว้ แล้วจะนำประเด็นเหล่านั้นไปคุยกันว่าจะช่วยให้เด็กเกิดการพัฒนาในด้านที่ขาดไปอย่างไร

ในการบรรยายช่วงสุดท้ายอาจารย์บอกว่า “การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว” พึงใช้จินตนาการ พีงแสวงหาวิธีการริเริ่มสร้างสรรค์ด้วยตัวของท่านเอง (ฮารอบสอง) ใครอยากรู้เรื่อง ส้นตีน เอ้ย SOLE หรือ Self Organized Learning Environment วิธีการสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการเรียนการสอน ควรไปค้นต่อค่ะ ^^

สงสัยต้องต่อภาค 2 พรุ่งนี้ซะแล้ว….

2 responses »

  1. ในบทบาทของพ่อก็นับว่าได้เป็นครูโดยธรรมชาติอยู่แล้วจึงสนใจในเรื่องนี้อย่างมาก ขอบคุณอาจารย์ที่กรุณาเผื่อแผ่เรื่องนี้ จะได้เตรียมตัวลื่นไหลไปกับวิถีแห่งการเรียนรู้ที่ไร้ขอบเขต แต่มีสิ่งหนึ่งที่น่าเป็นห่วงตามที่วิทยากรกล่าวถึงคือสื่อที่ไม่ถูกต้อง แล้วใช้อะไรตัดสินความถูกต้องหล่ะครับ

    • ใช้หลัก กาลามสูตร ค่ะ และต้องมีการตรวจสอบแหล่งที่มาให้ชัดเจน (ตรงนี้ต้องสอนเด็กค่ะ ยกตัวอย่างเช่น ข่าวเรื่องแผ่นดินไหวที่เชียงรายแล้วสื่อบางแห่งนำเสนอรูปถนนแยกเป็นรอยกว้าง ซึ่งท้ายที่สุดตรวจสอบได้ว่ามาจากภาพแผ่นดินไหวในฟิลิปปินส์)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s