ขอบคุณโลกใบนี้ ที่มีชักโครก

มาตรฐาน

ว่ากันว่า ประวัติศาสตร์ไม่ได้มีแค่เกมการเมือง สงครามและการรบราฆ่าฟัน จริงๆ มันมีมากกว่านั้น ที่สำคัญมันมีเรื่องส้วมกับอึด้วย!!!

“อึ เล่าประวัติศาสตร์” หรือ Poop happened! เป็นหนังสือเบาๆ ที่เล่าเรื่องหนักของอารยธรรมโลก ที่ผู้เขียน (Sarah Albee) บอกว่า เล่าจาก “ก้นบึ้ง” (ของก้นจริงๆ?) โดยบอกเล่าถึงเรื่องสามัญที่สุดอย่างการ อึ ของผู้คนและวิวัฒนาการของห้องน้ำห้องส้วมตั้งแต่ยุคโบราณถึงยุคปัจจุบัน แต่ละบทจะเล่าเรื่องราวของแต่ละยุคสมัย (เน้นที่สังคมตะวันตกเสียเป็นส่วนใหญ๋) และมีการตัดปะเหตุการณ์สนุกๆ หลายอย่างที่เกี่ยวกับกิจกรรมการขับถ่ายของมนุษย์ ตั้งแต่ชาวบ้านไปจนถึงพระราชา

ผู้เขียนเริ่มต้นเล่าเรื่องการรอดชีวิตของคณะมนตรีในกรุงปราก (ที่เราเห็นสวยๆ ในกลรักลวงใจ นั่นแหละคะ..สวยจนใครๆ ก็อยากตามรอยพี่รันกับน้องบัวไปเที่ยวบ้าง…คนเขียน blog ก็คนหนึ่งล่ะ ฮ่าๆๆ) แต่กรุงปรากสมัยนั้น ไม่เหมือนสมัยนี้ มีขบถเดินขบวนมากมาย และพวกเขาก็จับองคมนตรีและคนรับใช้ “โยนบก” ออกนอกกำแพงปราสาทสูง 50 ฟุต สิ่งที่น่าทึ่งคือ คนที่ถูกโยนบกทั้งหมดรอดชีวิต เพราะพวกเขา…ตกลงไปบนอึกองมหึมา (โอ้ แม่ เจ้า….)

แล้วทำไมเราต้องสนใจประวัติศาสตร์ของ “อึ” ด้วย หรือเพราะใครๆ ก็อึ…อุ้ย ยิ่งเขียนยิ่งวกวน ชวนหยึยย… อย่างไรก็ตามผู้เขียนบอกว่าอย่าหมิ่นพลังอึ เพราะอึที่ไม่ได้รับการกำจัดอย่างถูกวิธีเป็นสาเหตุของโรคร้ายแรงมากมายตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ว่ากันว่า การประดิษฐ์ส้วมชักโครกที่ราคาไม่แพงนักเป็นปริมาณมากๆ คือสิ่งที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นในอารยธรรมของเรา และเราเองอาจต้องขอบคุณโชคชะตาฟ้าลิขิต ที่ทำให้เราเกิดมาในยุคที่มีส้วมแล้วอย่างทุกวันนี้ เพราะอะไรนะหรือ…

เพราะในประวัติศาสตร์ เราล้วนได้รับทราบเรื่องราวว่ามีโรคร้ายหลากหลายที่เกิดขึ้นจากสาเหตุการเดินท่อน้ำไม่ดี เกิดการปนเปื้อนของน้ำกับสิ่งปฏิกูลต่างๆ ทำให้เกิดโรคที่ทำให้ผู้คนล้มตายไปนับล้านๆ คน ยกตัวอย่างเช่น อหิวาตกโรค ไทฟอยด์ และโรคบิด ซึ่งเชื่อกันว่าทำให้ทหารตายลงเป็นจำนวนมากกว่าที่ตายเพราะถูกยิงในยามสงครามเสียอีก

ในหนังสือผู้เขียนเริ่มเล่าถึงจุดเริ่มต้นของอึ ปัญหาของส้วมก่อนสมัยประวัติศาสตร์ (เชื่อกันว่ามนุษย์ในสมัยแรกๆ คงจะไม่ได้ห่วงมากนักว่าจะปลอดทุกข์กันตรงไหน เพราะในสมัยนั้นเราย้ายที่อยู่กันอย่างง่ายๆ ปัญหาของพวกเขาน่าจะเริ่มขึ้นเมื่องหยุดร่อนเร่ และตั้งถิ่นฐานลงในที่ใดที่หนึ่ง) พูดถึงอียีปต์ (มีพิระมิต แต่ไม่มีกระโถน แต่เริ่มมีที่หั่งหินปูนที่เจาะรูตรงกลาง) จนมาถึงอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ที่เริ่มมีการเดินท่อน้ำอย่างเหมาะสม จนมาถึงสมัยกรีกโบราณ โรมัน…เข้าสู่ยุคสมัยของการวางท่อและขุดคลองส่งน้ำ (โชคดีของคนเขียน blog ที่ได้ไปเห็นคลองส่งน้ำโบราณขนาดใหญ่ที่อิสตันบูล..ทำให้มองภาพประวัติศาสตร์ได้ชัดเจนขึ้น) ชาวโรมันนั้นเป็นพวกแรกที่ใช้ท่อตะกั่วเรียกว่า พลุมบุส (pulmbus = ตะกั่ว = Pb ในตารางธาตุ) ชาวอังกฤษจึงเรียกการเดินท่อว่าพลัมมิง (plumbing) ในสมัยนั้นชาวโรมันไม่ได้ใช้กระดาษชำระ แต่ในห้องน้ำสาธารณะจะมีถังใส่น้ำเกลือ ภายในถังมีฟองน้ำติดด้ามไม้วางอยู่ เราจะใช้ฟองน้ำเพื่อถูก้น จากนั้น…ก็เก็บไว้ในถังให้คนอื่นใช้ต่อไป (ว้าว…)

หลังจากนั้นผู้เขียนก็พูดถึงประวัติศาสตร์ยุคกลาง ยุคที่อัศวินสวมเกราะ…แล้ว อัศวินอึยังไง??? เวลาเราดูภาพยนตร์ในยุคนี้ก็จะเห็นมีขุนนางและสุภาพสตรีแต่งตัวสวยงาม ขึ้นขี่ม้าบนถนนปูหินที่สะอาดสะอ้าน ผู้เขียนบอกว่า อย่าปล่อยให้ภาพยนตร์พวกนั้นหลอกตา เพราะในความเป็นจริงบ้านเมืองในสมัยนั้นคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่สกปรก เนื้อตัวมีแต่รอยแผล แออัดตามถนนแคบๆ สกปรกเลอะเทอะ ฯลฯ  ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? นั่นก็เพราะชาวคริสต์ในยุคกลางเชื่อว่าการชำระร่างกายเป็นบาป น้ำอุ่นอาจทำให้เกิดความคิดที่ไม่บริสุทธิ์ ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงเป็นดีที่สุด ความเชื่อเช่นนี้ต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance) ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ผู้สร้างพระราชวังแวร์ซายล์ (ว่ากันว่า ทรงอาบน้ำเพียงสองครั้งเท่านั้น..ในชีวิตวัยผู้ใหญ่!!! และสองครั้งนั้นก็เป็นเพราะเหตุผลทางการแพทย์) เรื่องที่น่าตกใจไปกว่านั้นก็คือ ในพระราชวังแวร์ซายล์มีห้องถึง 700 ห้อง มีสุนัขล่าเนื้อ 500 ตัว และมีคนอยู่อาศัยประมาณสองหมื่นคน แต่ในพระราชวังมีเก้าอี้ถ่ายเพียง 275 ตัวเท่านั้น เพราะฉะนั้นผู้คนจึงปลดทุกข์ที่ไหนก็ได้ทุกแห่งหน ระเบียงอันแวววาว ห้องต่างๆ สนามหญ้า ล้วนตลบอวบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็นของอุจจาระของคนและสัตว์ (รวมกลิ่นของคนที่ไม่ได้อาบด้วย) โอ้ย..โย่…

ยิ่งอ่านยิ่งมันส์ ยังไม่ถึงเรื่องของชักโครกสักที (ฮา)

โดยสรุป หนังสือเขียนเล่าประวัติศาสตร์การเกิดส้วมและการอึได้สนุกมากค่ะ ถึงแม้ส่วนใหญ่จะมีข้อจำกัดเรื่องการเล่าแค่ประเทศทางแถบยุโรป แต่ก็ทำให้เราได้เห็นวิวัฒนาการของงานอนามัยสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เราอยู่ในเมืองที่แออัดได้สุขสบายขนาดนี้ เลยอยากจะบอกว่า ขอบคุณโลกใบนี้ ที่มีชักโครก (และมีกระดาษชำระ ที่ทำให้เราไม่ต้องใช้ฟองน้ำเช็ดก้นแบบใช้แล้ว…ให้คนอื่นใช้ต่อค่ะ ^^)

อ้างอิง
Sarah Albee (ธวัชชัย ดุลยสุจริต แปล). 2554. อึ เล่าประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s