หยุดเล่น Facebook เสียที ดีไหมหนอ?

มาตรฐาน

อันเนื่องมาจากบทความของ “นิ้วกลม” ในมติชนสุดสัปดาห์ ว่าด้วยเรื่อง สิ่งที่ซ่อนอยู่หลัง status ในเฟซบุ๊ก บอกเล่าข้อสังเกตเกี่ยวกับการ post status ของเพื่อนบางคน ซึ่งอาจมีส่วนในการสร้างนิสัยให้เพื่อนดูเป็นคนขี้อวด และอาจทำให้เพื่อนบางคนมีอารมณ์หมั่นไส้ถึงขั้นอิจฉา

นิ้วกลมอ้างถึงข้อ สังเกตของ Oliver Burkeman ในหนังสือ Help! ที่บอกว่า เพื่อนๆที่เราคบหาอยู่ ล้วนเป็นปุถุชนคนธรรมดา หมายถึงมีทั้งเรื่องร้าย-ดี ทุกข์-สุข เป็นของตนเอง แตกต่างกันไป แต่เวลาเรามองดูชีวิตเพื่อนๆ ผ่านเฟซบุ๊ก ไม่ว่าจะเป็นสเตตัส รูปถ่ายและเรื่องราวที่เล่าขาน ทุกอย่างกลับดูชวนฝัน ราวกับชีวิตจำลอง (ไปเที่ยวอย่างมีความสุข มีชีวิตแต่งงานที่ดี สนุกกับงาน ที่ทำงานสวย บ้านสวย กินของอร่อยๆ มีไลฟ์สไตล์เก๋ๆ รวมไปถึงการมีความคิดเท่ห์ๆ หรือคำพูดคมๆ) ซึ่งเป็นด้านที่ต้องการให้คนอื่นเห็น ตัวตนในเฟซบุ๊คของคนส่วนใหญ่จึงดูสวยงาม

ว่ากันว่า กระทั่งเพื่อนที่เราสนิทที่สุด ก็ยากที่จะเห็นเขารอบด้านหากจะคบกันผ่านเฟซบุ๊ก เพราะเราต่างแบ่งปันแต่ด้านสุขให้แก่กัน (ปราศจากการร่วมทุกข์) ซึ่งผิดธรรมชาติของคนและความสัมพันธ์ การคบกันในเฟซบุ๊คจึงทิ้งระยะห่างกันประมาณหนึ่ง…ระยะที่ยังไม่เห็นรอยแผล เป็นของ “เพื่อน”

ในขณะที่ Oliver เรียกภาพชีวิตที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นในเฟซบุ๊กว่า “ชีวิตที่ขัดเงาแล้ว” นื้วกลมได้อ้างถึงความเห็นของบล็อกเกอร์รายหนึ่งที่บอกว่า เขารู้สึกสับสันกับสเตตัสในเฟซบุ๊กกับความจริงในชีวิตของเพื่อนบางคน เช่น ในเฟซบุ๊กเขาบอกว่าเขาเพิ่งมีการประชุมที่เพอร์เฟ็กต์ แต่พอเจอกันเพื่อนเล่าให้ฟังว่าเขานอนไม่หลับมาหลายเดือน ทำให้มองเห็นว่า บางครั้ง “ชีวิตจริง” กับ “สเตตัส” ก็ต่างกันราวฟ้ากับดิน แต่บางทีมันก็ไม่ได้ตรงกันข้ามกันเสียทีเดียว เพียงแค่ “สเตตัส” ตัดเฉพาะช่วงดีๆ ในชีวิตมาเล่าสู่กันฟังเท่านั้น …แล้วมันมีปัญหาตรงไหน?

นิ้วกลมบอกว่า ปัญหาเกิดขึ้นเพราะบางครั้ง “สุข-ทุกข์” ของคนเรา ก็ขึ้นกับ “สุข-ทุกข์” ของผู้อื่น และธรรมชาติของคนนั้นชอบเปรียบเทียบ เขายกตัวอย่างว่า สมมุติว่าเราถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่สองซึ่งตอนแรกก็รู้สึกดีใจตัวลอย แต่พอรู้ว่าเพื่อนบ้านถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง ความสุขของเราจะลดน้อยลงทันที (ถ้าเรามีมุฑิตาจิตไม่พอ…อันนี้ผู้เขียนขอเติมเอง)เขาบอกว่า ความรู้สึกทำนองนี้อาจผุดขึ้นมาโดยเราไม่รู้ตัวในระหว่างที่กำลังเล่น เฟซบุ๊ก ดูรูปอันแสนสุขของเพื่อนๆ โดยไม่รู้ตัวว่าเราอาจกำลังเปรียบเทียบตัวเองกับคนเหล่านั้นอยู่ในใจ และความอยากต่างๆ นานาอาจก่อตัวขึ้นเงียบๆ เพราะการได้รับรู้ “ชีวิตขัดเงา” ของคนอื่น

จากงานเขียน นิ้วกลมสรุปว่า การหันด้านที่สวยงามให้คนอื่นเห็นนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ และเขาก็คิดว่าไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจอะไร เพียงแต่ตัวเราเองที่กำลังเล่นเฟซบุ๊ก ต้องมีสติเพียงพอที่จะรับรู้ว่าคนๆ หนึ่งล้วนมีด้านดี-ชั่ว สุข-ทุกข์ เหมือนกับเรา (แม้เขาจะพยายามแสดงแต่ด้านดีๆ และมีความสุขให้เราได้เห็นก็เถอะ…) ซึ่งก็จะทำให้เราเล่นเฟสบุ๊กได้สนุกขึ้น

สำหรับตัวเอง หลังอ่านบทความของนิ้วกลมจบลง ก็ทำให้ได้คิดอะไรหลายอย่าง กลับมาย้อนดูสิ่งที่ตัวเอง post เพื่อหาคำตอบว่า ทำไมเรา post แต่ด้านดีของชีวิต เราหลงตัวเองอย่างเขาว่าไหม…แต่ถ้าด้านดีงามของเรามันช่วยเป็นแรงบันดาลใจ ให้ใครสักคนได้ล่ะ จะทำต่อไปไหม และถ้าเพื่อนๆ หมั่นไส้ (จะรู้ได้ไงว่าเพื่อนเริ่มหมั่นไส้เราแล้ว)…เราจะทำอย่างไร?

และถ้า สุข-ทุกข์ของเรามีผลเชื่อมโยงกับ สุข-ทุกข์ ของเพื่อน เดิมเคยนึกไปว่าการ post แต่ข้อความที่เป็นทุกข์ รังแต่จะไปเพิ่มทุกข์ให้เพื่อน กาลกลับเป็นว่า การ post แต่ความสุข ก็เป็นการสร้างทุกข์ให้เพื่อนอีก…แล้วความพอดีมันอยู่ที่ไหนกัน?

อ่านบท ความดีๆ แล้วชวนคิดมาก แต่ก็ยังหาคำตอบให้กับคำถามตัวเองไม่ได้ว่า…
ควรหยุดเล่น facebook เสียที ดีไหมหนอ?

อ้างอิงจาก
นิ้วกลม. สิ่งที่ซ่อนอยู่หลัง status ในเฟซบุ๊ก. มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 10-16 มิถุนายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1608 หน้า 51.

5 responses »

  1. ผมคิดว่าทุกอย่างมีทั้งขาวและดำ มีทั้งด้านบวกด้านลบ ขึ้นอยู่กับท่าทีของคนใช้หรือสัมผัสมัน ว่าเราจะรับด้านใดของมันมาใช้ …หากใช้ด้านบวกก็เป็นกำไร หรือถูกด้านลบของมันครอบก็อาจขาดทุน …เฟซบุ๊คส์ก็เช่นกันครับ มีทั้งบวกและลบ…แต่ผมคิดว่าด้านบวกมีมากกว่านะครับ…ขอเสนอความคิดเห็นเบื้องต้นครับ

  2. อยากให้คนอื่นมองเราอย่างไร ก็จะใส่ status และรูปต่าง ๆ ใน FB แบบนั้น บางคนอาจจะแสดงออกในสิ่งนั้นจนเว่อร์ไปหน่อย ก็ทำให้เพื่อนรู้เหมือนกันว่าสตอ นอกจาก status จะเป็นเครื่องมือของพวกเราแล้ว ในอีกแง่หนึ่ง status แลละรูปก็ใช้เราให้ทำอะไรเลียนแบบกัน อย่างเช่น กินอะไรก็ต้องถ่ายรูป เห็นอะไรก็ต้องถ่ายรูป ไปไหนก็ต้องถ่ายรูป จะได้ทำตามกันเยอะ ๆ ใช้กันเยอะ ๆ โดยเฉพาะมือถือ

  3. ถ้ามองว่า facebook เป็นสนามเด็กเล่นที่เราเอาไว้เล่นกับเพื่อนเพื่อความสนุกน่าจะดีนะครับ ถ้าเราไม่งมงายกับมันซะอย่างคงไม่มีปัญหา เวลาเราไปสนามเด็กเล่นก็ไปเพื่อสนุกเฮฮา มีแต่ด้านแฮปปี้ของชีวิต เอามาสาดใส่กัน ชีวิตนอกคอมฯ มันทุกข์ยากลำบากพอแล้วจริงมั๊ย

    จะว่าไปหลังๆ ชอบเห็นเพื่อนมาโพสต์คร่ำครวญมั่ง อกหักมั่ง อยากมีแฟนมั่ง เยอะขึ้นเรื่อยๆ นะครับ

    • สรุปว่าปัจจุบันก็ยังเล่นอยู่ค่ะ เพราะเห็นว่ามีประโยชน์มากกว่าโทษ คุณ nitiwat มองว่าเป็นสนามเด็กเล่น แต่ตัวเองมองว่าเป็นตลาดค่ะ ฮ่าๆๆ บางทีตลาดก็คึกคักมีแต่เรื่องน่าสนใจ บางทีก็ดูเงียบๆไป มีแต่คนขาย (ข้อมูลข่าวสาร) ไม่มีคนซื้อ (comment+like) แต่เชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ถ้าเราพูดดี post แต่สิ่งดีๆ ก็จะสามารถเป็นตัวอย่างให้กับคนทั่วไปได้ โดยเฉพาะเด็กๆ ค่ะ ^^

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s