ยุทธหัตถีสุดท้าย

มาตรฐาน

จำได้ว่าสมัยเรียนมัธยมปลาย  ครูภาษาไทยเคยถามว่า ทำไมการทำยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรและพระมหาอุปราชา ถึงเป็นการทำยุทธหัตถีสุดท้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด…นักเรียนทุกคนในห้องนั่งเงียบ ไ่ม่มีใครตอบได้ซักคน

ยุทธหัตถี หมายถึง การต่อสู้ด้วยอาวุธบนหลังช้าง เป็นการรบอย่างกษัตริย์สมัยโบราณ ถือเป็นคติมาแต่ดึกดำบรรพ์ว่า ยุทธหัตถี หรือการชนช้างเป็นยอดยุทธวิธีของนักรบ เพราะเป็นการต่อสู้อย่างตัวต่อตัว แพ้ชนะกันด้วยความคล่องแคล่วแกล้วกล้า กับการชำนิชำนาญในการขับขี่ช้างชน โดยมิต้องอาศัยรี้พลหรือกลอุบายแต่อย่างใด เพราะโดยปกติ ในการทำสงครามโอกาสที่จอมทัพทั้งสองฝ่ายจะเข้าใกล้ชิดจนถึงชนช้างกันมีน้อยมาก ดังนั้น กษัตริย์พระองค์ใดกระทำยุทธหัตถีชนะก็จะได้รับการยกย่องว่ามีพระเกียรติยศสูงสุด และแม้แต่ผู้แพ้ก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญว่าเป็นนักรบแท้ และยังถือว่าเป็นการกระทำที่ลดการเสียเลือดเสียเนื้อของเหล่าทหารหาญทั้งหลายด้วย

ว่ากันว่า ในสมัยอยุธยามีการยุทธหัตถี รวม 3 ครั้งด้วยกัน ครั้งแรกเกิดขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระอินทราชาพระเจ้าลูกยาเธอได้ชนช้างกับข้าศึกที่นครลำปาง และถูกปืนสิ้นพระชนม์ ครั้งที่สองเกิดขึ้นในแผ่นดินพระมหาจักรพรรดิ ได้ชนช้างกับพระเจ้าแปร กรุงหงสาวดี และสมเด็จพระศรีสุริโยทัย ต้องอาวุธข้าศึกทิวงคต  ครั้งที่สามก็คือครั้งที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชชนช้างกับพระมหาอุปราชาแห่งกรุงหงสาวดี จนได้รับชัยชนะ ยุทธหัตถีครั้งนี้ กล่าวกันว่าเป็นครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ และเป็นวีรกรรมครั้งสำคัญที่ทำให้พระเกียรติยศของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นที่เลื่องลือไปไกล

ในคอลัมน์ “สังเขปแห่งสงคราม” ของพี่หมีควาย (ชื่อคนเขียนน่ารักมาก) ในมติชนสุดสัปดาห์ เล่าถึงประวัติของสมเด็จพระนเรศวรว่า ทรงเป็นโอรสของพระมหาธรรมราชากับพระวิสุทธิกษัตริย์ ถูกส่งไปราชสำนักหงสาวดีในฐานะตัวประกัน และอ้างคำให้การของขุนหลวงมหาวัดที่ว่า พระเจ้าหงสาหรือบุเรงนองนั้นรักใครพระนเรศร์เสมือนหนึ่งพระโอรส แต่หากจับนัยวิธีคิดของบุเรงนองที่คุมตัวพระยุพราชกรุงต่างๆ มาเลี้ยงไว้เป็นพระราชโอรสโดยไม่ยอมให้กลับคืนแผ่นดินแล้ว ก็ยังเป็นที่สงสัยว่า หากพระนเรศวรไม่ตัดสินใจหนีออกจากหงสาวดี พระองค์จะมีโอกาสได้กลับมาอยุธยาไหม

สำหรับตัวผู้เขียนเองมีความเห็นส่วนตัวว่า การที่สมเด็จพระนเรศวรถูกคุมตัวไว้ที่เมืองหงสานั้น ถือเป็นวิกฤติที่เป็นโอกาส เพราะทำให้ท่านไ้ด้ศึกษาสังคมและวัฒนธรรมของศัตรู นั่นอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้การศึกหลังจากประกาศอิสรภาพของท่านมีประสิทธิภาพและสามารถเอาชนะข้าศึกได้หลายต่อหลายครั้ง อย่างไรก็ตามพระองค์ทรงมีโอกาสครองบัลลังก์แค่ช่วงสั้นๆ และเสียชีวิตที่เมืองหางในปี พ.ศ. 2148 ขณะยกทัพตีตองอูครั้งที่ 2

จริงๆ แล้วเกร็ดพงศาวดารเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สงครามไทย-พม่า ยังมีรายละเอียดที่น่าสนใจอีกมากมาย ในส่วนของการทำยุทธหัตถีเองก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อย ปัจจุบันนี้มีงานแสงสีเสียงที่จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนมกราคมของทุกปี ที่ทำให้คนดูสามารถเ้ข้าใจประวัติศาสตร์ไทยแบบง่ายๆ และมีแสงสีที่ตระการตา ง่ายต่อการจดจำ เลยอยากเชิญชวนให้คนที่สนใจลองติดตามข่าวคราวของการแสดงนี้ของปีหน้าดูนะคะ งานเขาดีจริงๆ รับรองไม่ผิดหวัง

กลับมาที่ห้องเรียนภาษาไทยกันใหม่…หลังจากที่ครูท่านพยายามกระตุ้นให้เด็กๆ ตอบคำถามว่าเพราะอะไรการชนช้างครั้งนี้จึงเป็นการชนช้างครั้งสุดท้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็มีหลายคนพยายามอ้อมแอ้มตอบว่า เพราะเป็นศึกใหญ่ที่สุดบ้าง เพราะหลังจากยุคนี้การชนช้างก็ไม่เป็นที่นิยมบ้าง เออ..ก็ว่ากันไปตามประสาเด็กตามแต่จะคิดกันได้ สรุปว่าไม่มีใครตอบถูก (ใจครู) สักคน แล้วครูก็เฉลยว่า…เพราะผู้แต่งเรื่องนี้เกิดหลังสงคราม เลยรู้ว่าการชนช้างครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด…ตะแล่ม ตะแล่ม ตะแล่ม

ข้อมูลอ้างอิง
พี่หมีควาย. 100 เรื่องลือนาม ใครเป็นใครในประวัติสงครามไทย-พม่า: สังเขปแห่งสงคราม. มติชนสุดสัปดาห์

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s