เล่าเรื่อง…เมืองเวียต

มาตรฐาน

จะว่าไป เวียตนามถือเป็นประเทศแรก ที่ทำให้ได้มีโอกาสใช้คำว่า “ไปต่างประเทศ” (หากไม่นับการข้ามชายแดนที่แม่สายไปประเทศพม่า) เนื่องจากต้องใช้ passport ในการผ่านแดน และมีการตรวจลงตรา หลังจากนั้นก็ทำให้ได้มีโอกาสไปเปิดหูเปิดตาในอีกหลายต่อหลายประเทศ ดังนั้น ในความทรงจำจึงให้ความนับถือเวียตนามเสมอ เพราะถือว่าเป็นประเทศที่ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนในเรื่องของความคิดและวิสัยทัศน์ในการทำงาน

เวียตนามเมื่อเกือบสิบปีก่อนกับเวียตนามในวันนี้แตกต่างกันมากเหลือเกิน เห็นได้จากความเปลี่ยนแปลงของตึกรามบ้านช่องที่เยอะขึ้นและสูงขึ้น (ว่ากันว่า ยิ่งตึกสูง ยิ่งหมายถึงความร่ำรวยของเจ้าของ) รวมไปถึงภาพการปั่นจักรยานของสาวเวียดนามที่ถูกแทนที่ด้วยมอเตอร์ไซด์เต็มท้องถนน

กฎหมายของเวียดนามปัจจุบันเข้มงวดมากในเรื่องของการใส่หมวกกันน๊อค แต่จากสภาพหมวกที่สวมใส่คงไม่ใช่เพื่อความปลอดภัย แต่เพื่อหลีกเลี่ยงการผิดกฎหมายมากกว่า เพราะส่วนใหญ่จะใส่แบบ Half Helmet (ในแง่วิชาการหมวกแบบนี้จะเหมาะกับการใส่ขับขี่จักรยานยนต์ขนาดเล็กต่ำกว่า 125 cc เท่านั้น) อย่างไรก็ตามมีประเด็นที่น่าสนใจคือ ในการผลักดันให้ทุกคนสวมใส่หมวกกันน๊อคนั้น เขาจะใช้ลักษณะของ peer pressure  คือหากใครไม่สวมหมวกกันน๊อคก็จะมีคนที่ขับขี่จักรยานยนต์ด้วยกันโทรไปแจ้งตำรวจ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นตำรวจในเวียดนามน้อยมาก และแม้จะมีการขับขี่ที่ค่อนข้างสับสนมากกกก (คืออยากเลี้ยวตรงไหนก็จะเลี้ยวเลย และสี่แยกคือสี่แยกจริงๆ เพราะเราจะไปทางไหนก็ได้) แต่กลับพบว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นน้อย (หรือเกิดขึ้นมาก แต่ไม่เอาเรื่องกัน เพราะเมื่อไรที่เรื่องถึงตำรวจ ว่ากันว่าจะเกิดความยุ่งยากตามมามากมาย)

ผลจากการเติบโตด้านเศรษฐกิจและสังคมแบบก้าวกระโดด ทำให้เมืองโฮจิมินห์มีบรรยากาศที่ไม่น่าเที่ยว ทั้งมลพิษทางอากาศและน้ำเห็นได้ชัดเจนในทุกๆ ที่ที่นั่งรถผ่าน ยกเว้นเมืองรอบนอกอย่าง My Tho หรือ Can Tho ที่ยังคงสภาพแม่น้ำและความอุดมสมบูรณ์ของพันธุ์ไม้ต่างๆ ไว้ (ผลไม้ที่อร่อยที่สุดของที่นี่คือ ละมุด ซึ่งจะมีลูกโตและรสชาติหวานละมุนมากกว่าบ้านเรามาก ส่วนผลไม้อย่างอื่นรสชาติสู้บ้านเราไม่ได้) นอกจากเรื่องมลพิษทั้งสองเรื่องที่ว่าแล้ว เรื่องของความไม่น่ารักของคนที่นั่นก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้บรรยากาศในการท่องเที่ยวแย่ลง

เริ่มจากน้องที่ไปด้วยกันถูกแท๊กซี่ข่มขู่เรียกร้องเงินค่าแท๊กซี่ที่เกินจริง  รอบๆ ตลาด Ben Thanh ก็มีพวกที่ใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการหาเงิน เช่น พาเด็กน่ารักๆ มาเดิน พอใครถ่ายรูปหรือเล่นด้วย คนที่เดินตามมาด้วยก็จะบอกว่า “ยี่สิบบาท” เวลาเดินในตลาดก็จะมีคนเดินมาชนหรือเบียดเพื่อให้เราหลีกทาง โดยไม่ได้ยินคำว่าขอโทษหรือคำอื่นใด ไม่มีรอยยิ้ม…มีแต่จะลากเราเข้าไปซื้อของ พอเราไม่ซื้อก็ทำท่าหงุดหงิด (บางคนปล่อยคำพูดที่น่าจะเป็นคำด่ามาด้วย โชคดีที่ไม่รู้ภาษาและไม่มีคุณค่าพอจะให้ความสนใจ) โดยส่วนตัวมีความรู้สึกว่าคนที่นี่ไม่มี service mind (ยกเว้นคนที่ทำงานอยู่โรงแรมและคนที่อยู่ในวงวิชาการ)

มาเวียตนามคราวนี้แล้วนึกถึงประเทศไทย ซึ่งเราเองก็ไม่ได้น้อยหน้าในเรื่องของการหลอกลวงนักท่องเที่ยวไปมากกว่าเขาเท่าไร ได้แต่คิดว่าทำยังไงหนอถึงจะทำให้ทุกคนมีจิตสำนึกในเรื่องของการเห็นแก่ตัวที่น้อยลง ไม่ใช้ความรู้ไม่เท่าทันของคนต่างถิ่นมาเป็นหนึ่งในเครื่องมือทำมาหากิน อยากให้ทุกคนระลึกว่า เราต่างต้องอยู่ในโลกใบนี้ร่วมกันกับใครต่อใครอีกหลายคน การเอาตัวรอดอยู่คนเดียวโดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะเป็นอย่างไร จะถูกเอารัดเอาเปรียบมากน้อยแค่ไหน ไม่นำไปสู่ “สังคมที่ร่มเย็นเป็นสุข” ที่เราฝันไว้ได้

ว่ากันว่าสิ่งหนึ่งที่จะทำให้ช่องว่างในสังคมลงลดได้ก็คือ คนจนต้องขยัน และคนรวยต้องแบ่งปัน
ก็ได้แต่หวังว่า สักวัน…สังคมในฝัน จะกลายเป็นจริง

You may say I am a dreamer
But I am not the only one
I hope some day you’ll join us
And the world will live as one…

(Imagine-John Lennon)

หมายเหตุ
ขอขอบคุณภาพถ่ายจากฝีมือของท่านอาจารย์ ดร.วัฒน์สิทธิ์ ศิริวงศ์

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s