Brothers…ทุกครอบครัวล้วนมีปัญหาของตัวเอง

มาตรฐาน

Brothers เป็นหนังชีวิตครอบครัวที่หนักหน่วง ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ที่ร้าวฉานของพ่อและลูกชายอันเนื่องมาจากผลพวงของความเครียดหลังกลับจากสงคราม (Post Truamatic Stress Disorder: PTSD) ของผู้เป็นพ่อ ความเครียดของพ่อส่งผลกระทบต่อคนทั้งครอบครัว โดยเฉพาะกับลูกๆ เช่นครอบครัวเคฮิลล์ ในหนังไม่ได้บอกรายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น แต่จากคำพูดของตัวละครทำให้ทราบว่า ผลจากการกระทำของพ่อหลังสงคราม ส่งผลให้ลูกชายสองคนมีชีวิตที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คนหนึ่งเป็นทหารดำเนินตามรอยพ่อ (แซม-พี่ชาย) ส่วนอีกคนใช้ชีวิตเหลวแหลกเข้าออกคุกเป็นว่าเล่น (ทอมมี่-น้องชาย)

แซมแต่งงานแล้วกับเกรซและมีลูกสาว (อายุไม่น่าจะเกินสิบขวบ) สองคน มีชีวิตครอบครัวที่ปกติและสมบูรณ์พูนสุข จนกระทั่งวันหนึ่งแซมถูกส่งไปปฏิบัติหน้าที่ที่ประเทศอัฟกานิสถาน ก่อนไปเขาไปรับทอมมี่น้องชายออกจากคุก จากลักษณะความสัมพันธ์ที่แสดงต่อกัน ทำให้ทราบว่าทั้งสองเป็นพี่น้องที่รักกันมาก แต่คนอื่นๆในครอบครัวไม่มีใครอยากจะยุ่งเกี่ยวกับทอมมี่ ในขณะที่ผู้เป็นพ่อเอ่ยปากบ่อยครั้งว่าภาคภูมิใจในตัวแซมแค่ไหน แต่เมื่อเริ่มเปิดปากพูดคุยกับทอมมี่ก็มักจะจบลงด้วยการทะเลาะกันทุกครั้ง นั่นทำให้ทอมมี่รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแกะดำของครอบครัว

หลังจากนั้น หนังนำเสนอเรื่องราวสองส่วนสลับกัน ส่วนแรกเป็นสถานการณ์ที่แซมต้องเผชิญเมื่อปฏิบัติหน้าที่ในอัฟกานิสถาน แล้วเครื่องบินถูกยิงตก เขาตกเป็นจำเลยสงครามในประเทศนั้น ส่วนที่สองเป็นเรื่องของครอบครัวหลังจากที่ได้ข่าวจากกองทัพว่าแซมเสียชีวิตแล้วจากการปฏิบัติหน้าที่ในสงคราม ภาวะวิกฤตในครอบครัวที่เกิดกับเกรซและลูกสองคน รวมทั้งพ่อและแม่ของแซมยามสูญเสียลูกชายสุดที่รัก อย่างไรก็ตาม คนที่เข้ามาทำให้ชีวิตของเกรซและลูกดีขึ้นกลับเป็นทอมมี่ (น้องชายที่แสนเกเรของแซมคนนั้น) เขาทำครัวใหม่ให้เกรซ เล่นกับหลาน ทำหน้าที่เป้นน้องสามีและอาที่ดี จนผู้เป็นพ่อเองก็แปลกใจ และเอ่ยปากบอกเขาว่า ไม่ใช่ว่าเขาจะเป็นคนไม่เก่งเหมือนแซม เพียงแต่สิ่งที่เขามีน้อยกว่าแซมก็คือความมุ่งมั่นและตั้งใจเท่านั้น

ความสัมพันธ์ของเกรซและทอมมี่หลังทราบข่าวเรื่องแซมเสียชีวิตดีขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบเกินเลย แต่ก็สามารถยับยั้งชั่งใจกันได้ (อาจเป็นเรื่องของความใกล้ชิดและความรู้สึกร่วมในการสูญเสียแซม…ซึ่งทั้งสองคนก็มีความเห็นตรงกัน) และไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น ครอบครัวเริ่มเข้าสู่ภาวะสมดุล เพราะทั้งเกรซและลูกๆ เริ่มทำใจกับการสูญเสียได้แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการกระทำของทอมมี่ ที่พยายามเป็นตัวแทนของแซมในการดูแลเกรซและเด็กๆ จนกระทั่งเกรซทราบข่าวว่าแซมยังไม่ตายและกำลังจะกลับบ้าน

สำหรับสถานการณ์ของแซมตอนที่ถูกจับเป็นเชลยในอัฟกานิสถานนั้น เขาต้องเผชิญภาวะกดดันมากมาย ถูกทรมานทั้งใจและกาย และเลือกที่จะมีชีวิตรอดโดยการฆ่าพลทหารในสังกัดของตัวเองที่ถูกจับเป็นเชลยด้วยกัน หลังจากนั้นเขาก็ถูกช่วยออกจากอัฟกานิสถานได้ และถูกส่งกลับบ้านในฐานะวีรบุรุษสงคราม…

ในสายตาของผู้เขียน ประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ของพี่น้องระหว่างแซมกับทอมมี่ดูจะเป็นรองประเด็นความเครียดหลังสงคราม (PTSD) ที่ทหารอย่างแซมต้องเผชิญ (คล้ายกับผู้เป็นพ่อ) เพราะมันส่งผลกระทบต่อครอบครัวมากมาย ว่ากันว่าในชีวิตจริงของคนเรา ภาวะ PTSD สามารถเกิดขึ้นได้ไม่เฉพาะกับคนที่ผ่านสงครามมาเท่านั้น แต่ยังเกิดกับคนที่ผ่านเหตุการณ์ร้ายๆ เช่น ภัยพิบัติจากซึนามิ ถูกข่มขืน ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นอันเป็นผลมาจากความเครียดนั้นอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แต่ใช่ว่าทุกคนจะเกิดภาวะนี้ เพราะจากสถิติพบว่า 60% ของผู้ชายที่พบกับเหตุร้าย มีเพียง 5% ที่ป่วยเป็น PTSD  ในขณะที่ 50% ของผู้หญิงที่พบกับเหตุร้าย มีเพียง 10% เท่านั้นที่ป่วยเป็น PTSD

อาการที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่เป็น PTSD ก็จะเป็นเช่นเดียวกับสิ่งที่แซมเผชิญ ได้แก่ หวาดระแวง (ตอนกลางคืนเขาจะนอนไม่หลับ และจะถือปืนไว้ตลอดเวลา) มีอารมณ์เปลี่ยนแปลงหงุดหงิดง่าย ซึมเศร้า และมีปัญหาในการสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น เช่น ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงาน สิ่งที่หนังนำเสนอก็คือบุคลิกของแซมเปลี่ยนแปลงไปมากจนลูกสาวคนโตรู้สึกกลัว และความหวาดระแวงของแซมก็ยังเกี่ยวพันไปถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเกรซและทอมมี่ด้วย

หนังนำเสนอประเด็นผลกระทบต่อครอบครัวอีกหลายเรื่อง แต่เรื่องที่หนักที่สุดก็คือผลกระทบต่อลูกสาวคนโต ที่ไม่เข้าใจในการกระทำของพ่อ รวมไปถึงความน้อยเนื้อต่ำใจในความรักที่ทุกคนมีให้ เพราะมองว่าทุกคนให้ความรักกับน้องสาวของตนเองมากกว่า (เรื่องดูเหมือนจะซ้ำรอยของครอบครัวเดิม คือเรื่องความรู้สึกอิจฉาระหว่างพี่น้อง) เด็กน้อยกลัวพ่อ โกรธพ่อ และแสดงออกมาในรูปของการโกหกเรื่องบางเรื่องที่คิดว่าจะทำให้พ่อเจ็บช้ำได้ จนเกือบจะทำให้เรื่องจบลงด้วยความเศร้า…

ต้องบอกว่าผู้แสดงในเรื่องนี้แสดงได้ดีทุกคน โดยเฉพาะแซม (โทบี้ แม็คไกวร์) และเด็กน้อยที่แสดงเป็นลูกสาวคนโต ดูแล้วก็อดร้องไห้ให้กับความทุกข์ที่ทุกคนในครอบครัวต้องเผชิญในภาวะอารมณ์และความรู้สึกที่แตกต่างกันไม่ได้ ทำให้นึกถึงคำพูดที่ตัวละครคนหนึ่งพูดว่า “ทุกครอบครัวล้วนมีปัญหาของตัวเอง (Every family has their own problem)” บทสรุปของหนังจับใจดีค่ะ หากใครต้องการดูหนัง drama ดีๆ สักเรื่อง Brothers น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่ไม่น่ามองข้าม และขอบอกว่าตัวอย่างหนังที่นำเสนอ…ทำให้เดาเนื้อเรื่องไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งแทบไม่ใกล้เคียงกับเรื่องราวที่หนังจริงๆ นำเสนอเลย…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s