Avatar…หรือมนุษย์คือผู้รุกรานที่แท้จริง

มาตรฐาน

Avatar คือหนังแฟนตาซีสุดยิ่งใหญ่ของผู้กำกับเจมส์ คาเมรอน ผู้ซึ่งเคยสร้าง Titanic ได้อลังการและประทับใจผู้เขียนมาแล้ว (ต้องบอกว่า Tinanic เป็นหนังเรื่องหนึ่งที่ดูได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่เบื่อ โดยเฉพาะฉากที่กล้องแพนให้เห็นซากเรือที่จมอยู่ในน้ำระยะไกล แล้วซูมเข้าไปเรื่อยๆ ที่ตัวเรือ มองเห็นระเบียงเรือภายในที่เก่าคร่ำครา แล้วก็มีแสงสว่างเรืองรองขึ้นจากหน้าต่างทุกบานลบเงาหม่นเศร้าของซากเรือ ความสว่างทำให้้เห็นระเบียงเรือที่ใหม่ขึ้น ใหม่ขึ้น  กลายเป็นระเบียงไม้สีเบจ ใหม่สด งดงาม…กล้องนำสายตาเราจนมาเจอเข้ากับประตูบานใหญ่ มีพนักงานโค้งรับ เปิดประตู…เหมือนกับกำลังเชื้อเชิญให้เราเข้าไปข้างใน…) หากเรื่องราวของ Titanic ทำให้เรานึกถึง My heart will goes on… Avatar คงทำให้นึกถึงคำว่า Lets save the world before its too late

ก่อนที่จะไปดูหนังเรื่องนี้ เคยได้ดูเบื้องหลังการสร้างที่ผู้กำกับบอกไว้ว่า เขาคิดเรื่องนี้มาเกือบสิบปี แต่ที่ไม่ทำเพราะเขาต้องการรอเทคโนโลยีที่จะทำให้จินตนาการของเขาเป็นจริง และแล้วเวลานี้ก็เป็นเวลาที่เหมาะสม เพราะ Computer Graphic ทำให้ทุกจินตนาการกลายเป็นจริงขึ้นมาได้

หนังพาเราไปสู่โลกอนาคตที่ล้ำสมัย ที่ๆ คนเราสามารถสร้างอะไรก็ได้เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นร่างโคลน เครื่องเชื่อมต่อสมองกับร่างโคลน สถานีอวกาศลอยฟ้า อาวุธที่ทันสมัย และอื่นๆ อีกมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนว่าเราจะทำไม่ได้คือ การสร้างธรรมชาติให้กับโลก นั่นทำให้เราต้องออกแสวงหา “โลกใหม่” ที่ไม่ใช่เพื่อการอยู่อาศัย แต่เพื่อสินแร่ราคาแสนแพง แล้วเราก็มาเจอกับ “แพนโดรา” ซึ่งเป็นโลกที่อุดมสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติอันวิจิตรงดงาม และเต็มไปด้วยสินแร่ที่มนุษย์ต้องการ

ด้วยความที่แพนโดรามีชนชาวพื้นเมืองที่เรียกว่า นาวี อาศัยอยู่ ทำให้มนุษย์ไม่สามารถเข้าไปตักตวงเอาสินแร่ได้โดยง่าย เราจึงคิดวิธีการต่างๆ ทั้งด้านการฑูตและสงคราม ที่จะทำให้ชาวนาวีละทิ้งถิ่นฐาน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นวิธีใดก็ไม่น่าจะประสบความสำเร็จ อุปมาดั่งประเทศไทยเรามีสินแร่ทองคำอยู่ภายใต้พื้นดิน แล้วมีคนชาติอื่นเข้ามาบอกกับเราว่า “ฉันอยากได้แร่ทองคำ กรุณาย้ายออกจากประเทศไทยซะ” ถึงจะเป็นคำพูดที่ไพเราะแค่ไหน เราคงไม่ย้ายออกไปแน่นอน เพราะประเทศไทยไม่ใช่แค่พื้นที่ตามหลักภูมิศาสตร์ แต่คือ “บ้าน” คือ “รากเหง้า” คือ “ประวัติศาสตร์ความเป็นตัวตน” คือ…อื่นๆ อีกมากมายของเรา

ในหนังมีประเด็นที่น่าสนใจหลายเรื่อง เรื่องที่ดูแล้วประทับใจสุดๆ ก็คือ การที่่หนังกำหนดให้ชาวนาวีสามารถเชื่อมต่อตัวเองเข้ากับธรรมชาติโดยใช้ปลายผม เมื่อเชื่อมต่อเข้ากับม้า…ม้ากับชาวนาวีก็จะเป็นเหมือนสิ่งเดียวกัน และเมื่อเชื่อมต่อเข้ากับรากไม้…ชาวนาวีก็จะรับรู้ถึงความรักของธรรมชาติที่โอบล้อมพวกเขาอยู่ (เห็นแล้วอดสะท้อนคิดไม่ได้ว่า ทุกวันนี้มนุษย์เราเหินห่างจากธรรมชาติมาก เราใช้ผลิตสังเคราะห์กันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นยารักษาโรค เครื่องสำอาง..แต่หากเราเชื่อว่าเราถือกำเนิดมาจากธรรมชาติ เราคือผลผลิตของธรรมชาติ ดังนั้นการใช้ธรรมชาติบำบัด ก็น่าจะให้ผลดีที่สุดในการรักษา)

โลกปัจจุบันทำให้มนุษย์เรามีการศึกษาที่สูงขึ้น ใช้สมองมากขึ้น แต่ใช้ร่างกายน้อยลง นั่นอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราต่างอ่อนแอและเจ็บป่วยง่ายขึ้น เพราะพลังชีวิตที่เกิดขึ้นจากพลังกายลดน้อยถอยลง ในเชิงวิชาการ เราพูดกันถึงเรื่องประโยชน์ของการออกกำลังกายกันเยอะมาก แต่กลับพบว่าน้อยคนนักที่จะคงภาวะการออกกำลังกายแบบสม่ำเสมอและยั่งยืน หรืออาจเป็นเพราะเรามองว่า มันคือ “งานอดิเรก” ของชีวิต มีเวลาก็ทำ ไม่มีเวลาก็ไม่ทำ หรือหากไม่ชอบก็ไม่ทำ หรืออาจเป็นเพราะโลกของการทำงานสมัยใหม่…ไม่เปิดโอกาสให้กิจกรรมทางกายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน (คิดเรื่องนี้้ ตอนที่หนังพูดถึงพระเอกของเรื่องที่เป็นทหารแล้วสามารถใช้ชีวิตในแพนโดราได้ เพราะเขามีพลังกายที่เข้มแข็ง หากเป็นคนอื่น เช่น นักวิทยาศาสตร์ คงไม่สามารถอยู่รอดได้ เพราะนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ล้วนเป็นนักคิดที่ร่างกายอ่อนแอ)

อีกประเด็นที่ไม่เกี่ยวกับตัวเนื้อเรื่องของหนัง (แต่ผู้เขียนชอบ) คือ การได้เห็นขาของพระเอกที่ลีบเล็กเพราะความพิการ ซึ่งเกิดขึ้นจริงกับคนพิการทั่วไปที่ไม่มีโอกาสใช้กล้ามเนื้อขา ทำให้รู้สึกว่าหนังไม่ได้มองข้ามรายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้ และเนื่องจากหลงรักพระเอก (Sam Worthington) ตั้งแต่สมัยเล่นคนเหล็ก 4 (คนที่มีร่างกายเป็นหุ่นยนต์แต่หัวใจเป็นมนุษย์) เลยรู้สึกมีความสุขเป็นพิเศษ เหมือนได้เห็นคนเหล็กคนนั้นฟื้นคืนชีพ และสุดท้ายก็อวตารไปเป็นชาวนาวี (ฮา)

โดยภาพรวมแล้ว Avatar เป็นหนังที่น่าดูมากๆ และเหมาะแก่การไปดูในโรงหนังมากกว่าซื้อแผ่นมาดูที่บ้าน ถ้าใครมีโอกาสดูแบบ 3D ด้วยก็ยิ่งดี เพราะจะเหมือนกับเราเข้าไปอยู่ในแพนโดรากับตัวละครด้วย (โลกที่ทำให้ผู้เขียนอยาก อวตาร เข้าไปอยู่สักครั้ง) ข้อที่ไม่ชอบใจมีเพียงข้อเดียวคือ โรงหนังในเครือ Major ยัดเยียดให้คนดูโฆษณาก่อนฉายหนังเยอะมากๆ (เกือบครึ่งชั่วโมง) ทั้งๆ ที่ตั๋วหนังก็แพงกว่าโรงหนังอื่นๆ เลยมีข้อสงสัยว่า เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องไหม (คนดูควรจะยอมรับเงื่อนไขแบบนี้ใช่ไหม) หรือเป็นเรื่องที่ควรร้องเรียนกับใครได้…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s