ออมบุญวันละหนึ่งบาทของบ้านแม่พริก

เพิ่งรู้ตัวว่าเป็นคนที่ชอบไปศึกษาดูงานตามที่ต่างๆ มาก เพราะโดยส่วนตัวเชื่อว่าการศึกษาดูงานถือเป็นช่องทางพิเศษที่ทำให้ได้มีโอกาสเรียนรู้แนวคิดและหลักการต่างๆของผู้คนผ่านการใช้ชีวิตและการทำงานของพวกเขา ได้เรียนรู้ว่าคนอื่นๆ เขาทำอะไร คิดกันแบบไหน และโลกรอบๆ ตัวเราหมุนอย่างไรและไปไกลแค่ไหนแล้ว

โชคดีมากๆ ที่หน้าที่การงานที่ทำในปัจจุบัน ทำให้มี “โอกาส” ไปศึกษาดูงานตามสถานที่ที่น่าสนใจมากมาย ได้พบเจอผู้คนที่มีความคิดแบบ “เจ๋งๆ” ทำให้ได้แนวคิดหลากหลายที่สามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันและนำไปถ่ายทอดให้คนอื่นฟังได้ 

ว่ากันว่า”โอกาส” ก็เหมือน “ลม” คือมันวนเวียนอยู่รอบๆ คนทุกคน เพียงแต่ใครจะมองเห็นมันหรือเปล่าเท่านั้น เห็นมากก็มีทางเลือกให้กับชีวิตมาก เห็นน้อยก็มีทางเลือกน้อย (บางคนเห็น…แต๋ก็ไม่ได้ไขว่คว้า)

พูดถึงโอกาสแล้วก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำพูดของนักธุรกิจท่านหนึ่ง ที่พูดไว้ว่า “…สาเหตุของความจนมีแค่ 2 อย่าง คือจนเพราะขี้เกียจและจนเพราะไม่มีโอกาส…” คนจนจำพวกแรกแก้ได้ด้วความขยันของตัวเอง ในขณะที่คนจนจำพวกที่สองแก้ได้ด้วยการหยิบยื่นโอกาสให้กับพวกเขา และคนเหล่านี้หากได้รับโอกาส เขาจะก้าวพ้นความจนได้ง่ายกว่าคนจนจำพวกแรก (ทำให้รู้ว่า มีบางที่เหมือนกันที่ลมแห่งโอกาสเข้าไม่ถึง)

เรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้ไม่เกี่ยวกับโอกาสและความจนนะคะ แต่เกี่ยวกับผู้คนในชุมชนที่มีศักยภาพและมีพลังสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนของตนเอง มีการก่อตั้งสวัสดิการชุมชน (โดยชุมชน เพื่อชุมชน) เพราะเล็งเห็นว่า การหวังพึ่งแต่บริการจากภาครัฐนั้นไม่ถูกต้องและไม่เพียงพอต่อการดำเนินชีวิต โครงการที่ชุมชนจัดทำขึ้นจึงมีเจตนารมย์ที่จะช่วยเหลือคนในชุมชนด้วยกันเอง โดยแอบอิงวิถีทางพุทธศาสนาเป็นแกนหลัก ตัวอย่างดีๆของโครงการลักษณะนี้ ได้แก่ โครงการ “ออมบุญวันละหนึ่งบาทเพื่อสวัสดิการชุมชนบ้านแม่พริก” อ.แม่พริก จ.ลำปาง ซึ่งผู้เขียนเองได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมในสัปดาห์ที่ผ่านมา

หลักการง่ายๆ ของการออมบุญวันละหนึ่งบาทก็คือจะมีคณะกรรมการของหมู่บ้านที่ทำหน้าที่เหมือนพนักงานธนาคาร ทำหน้าที่รวบรวมเงินออมจากสมาชิก (หนึ่งบาท/วัน/คน) แล้วนำมาจัดสรร “เส้นทางการออม” ออกเป็น 3 เส้นทางใหญ่ๆ คือ 50% สำหรับ “วงจรชีวิต=เกิด เจ็บ ตาย” 30% สำหรับ “ชราภาพ=แก่” และอีก 20% สำหรับ “วิสาหกิจชุมชน=ทำงาน” เงินออมทั้งหมดเป็นลักษณะของการช่วยเหลือแบบเงินประกัน โดยสรุปก็คงจะมี 4 กรณี คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ซึ่งจะมีสัดส่วนของเงินช่วยเหลือแตกต่างกันไปตามข้อกำหนดของโครงการ ส่วนเรื่องของการทำงานนั้น สมาชิกแต่ละคนจะสามารถกู้เงินได้เท่ากับจำนวนเงินที่ตัวเองจะได้รับเมื่อตาย (เช่น ลุงแดงเข้าเป็นสมาชิกออมบุญมา 3 ปี เวลาตายจะได้เงินค่าทำศพ 10,000 บาท เท่ากับลุงแดงสามารถกู้เงินได้ในวงเงิน 10,000 บาท และหากแกพลาดพลั้งตายไปโดยที่ยังไม่ได้จ่ายเงินคืน ค่าทำศพของแกก็จะถูกหักเก็บไว้ตามจำนวนที่แกค้างจ่าย- -หมายความว่าจะไม่มีทางเกิดหนี้สูญในทุกๆ กรณี)

DSCF0009_resize

นอกจากเรื่องเงินออมแล้ว ที่แม่พริกยังมี “ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน” ซึ่งเป็นช่องทางให้ชุมชนได้ลงมือปฏิบัติและพัฒนางานด้านการเกษตร โดยมีผู้ใหญ่บ้าน (ที่มีวิสัยทัศน์และความเป็นผู้นำสูงมาก…ขอชื่นชมด้วยใจ) เป็นผู้ให้คำปรึกษาและวางแนวทางในกับชุมชน

DSCF0050_resize

มีพื้นที่สำหรับการเลี้ยง “หนอนนก”

DSCF0017_resize

บ่อเลี้ยงกบและอึ่งอ่าง

DSCF0023_resize

พื้นที่ปลูกพืชผักต่างๆ และ “แก้วมังกร”

DSCF0028_resize

ที่เป็นไฮไลท์สุดๆ ก็น่าจะเป็น การปลูกถั่วงอกแบบตัดรากในถังซีเมนต์

DSCF0039_resize

DSCF0029_resize

DSCF0030_resize

DSCF0035_resize

นี่คือโฉมหน้าของผู้ใหญ่บ้านคนเก่งของเรา และอุปกรณ์สำหรับการทำถั่วงอกแบบง่ายๆ ที่ทั้งแจกทั้งแถมให้คนที่ไปดูงานได้ลองเอาไปทดลองปลูกกัน โดยไม่หวงของและความรู้แม้แต่น้อย

DSCF0047_resize

อาจมีคนสงสัยว่า ทำไมต้องมี “สวัสดิการภาคประชาชน” ในเมื่อตอนนี้เราก็มีทั้งธนาคาร บริษัทประกันชีวิต ประกันสุขภาพของรัฐบาล และประกันสังคม คำตอบก็คงอยู่ตรงต้นๆเรื่องนั่นแหละคะ เพราะความไม่ครอบคลุมของบริการ เพราะไม่สามารถเข้าถึงการให้บริการ และบริการบางอย่างก็ไม่ค่อยเหมาะกับวิถีชีวิตในสังคมชนบท ซึ่งมีความ “เอื้ออาทร” กันมากกว่าสังคมเมือง 

เราอาจพูดได้ว่า หากคนเมืองให้ความวางใจธนาคารกับบริษัทประกันชีวิต (หรือประกันสังคม) คนชนบทเองก็คงจะไว้ใจสวัสดิการชุมชนที่พวกเขาจัดตั้งขึ้นมา ความสำคัญมันอาจไม่ใช่เรื่องของเม็ดเงินที่จะได้ยามเกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่มันคือความช่วยเหลือของญาติพี่น้อง คือความใส่ใจของ “คนบ้านเดียวกัน” ที่ภาครัฐยัง “เอื้อมไม่ถึง” (และไม่รู้ว่าเมื่อไรจะถึง เพราะทุกวันนี้เราไม่ได้บริหารประเทศเพื่อประชาชน…แต่เราบริหารประเทศเพื่อพรรคการเมือง หรือไม่ใช่?)

ชุมชนบ้านพริกถือเป็นตัวอย่างที่ดีของชุมชนอีกหลายชุมชน ที่ลุกขึ้นมาช่วยเหลือตัวเอง ความสำเร็จที่เกิดขึ้นอาจไม่มากมาย ไม่ยิ่งใหญ่ แต่มันก็ช่วยให้คนในชุมชนหันมาใส่ใจซึ่งกันและกัน ไม่งอมืองอเท้า รอเพียงความช่วยเหลือจากภาครัฐ ในเมื่อชุมชนพยายามช่วยตัวเองขนาดนี้แล้ว…ภาครัฐหรือท้องถิ่นล่ะ…มีทิศทางสนับสนุนเรื่องพวกนี้ยังไงบ้าง? (คำถามนี้ต้องการคำตอบที่เป็นการกระทำค่ะ..ไม่ใช่คำพูดหรือรายงาน)

Advertisements

8 Replies to “ออมบุญวันละหนึ่งบาทของบ้านแม่พริก”

  1. ขอชื่นชมด้วยอีกคนค่ะ และจะขอไปดูงานเร็วๆนี้ เปอร์เซนต์การจัดการน่าสนใจ ใคร่อยากจะเรียนรู้ค่ะ

    ศูนย์วิชาการแรงงานนอกระบบภาคกลาง
    ดร.สรา จ๊ะ

  2. ขอบคุณมากค่ะ คุณวันนี้ ทำให้มีกำลังใจในการเขียนเพิ่มขึ้นมากมายเลยค่ะ

    อาจารย์คะ หากศูนย์ฯกำลังจะทำเรื่องสวัสดิการชุมชน ขอแนะนำให้ไปดูงานที่บ้านแม่พริกค่ะ เพราะวิธีการคิดเรื่อง “ออมบุญ” เขาอิงตามหลักของคณิตศาสตร์ประกันภัยด้วยค่ะ

  3. นั่นแหละ วิชานี้น่าเรียนนะ ที่ไหนเขาเปิดสอนแบบขอว่า ขอคนแก่ไปนั่งฟังบ้าง อยากจะไปฟังหน่อยจ้า

    1. คณะเศรษฐศาสตร์น่าจะมีนะคะ หนูก็ว่าจะไปหาเรียนบ้างเหมือนกันค่ะ เพราะคิดว่าเรื่อง Health Economics และ Social Marketing นี่จำเป็นมากๆ สำหรับงานด้านอาชีวอนามัย

  4. เราไปด้วยกันกับ onemoon พร้อมๆกับศูนย์วิชาการภาคเหนือ สิ่งที่น่าสังเกตและลำพูนจะนำมาปรับปรุง เพิ่มคือระบบการออม และระดมทุน + สมาชิกเพิ่ม ตั้งเป้าไว้ออมเดือนละ 1 แสนบาท ภายใน 1 ปี ควรจะมีเงินออมไว้อย่างน้อย 1 ล้านบาท สำหรับกองทุนบ้านธิ ซึ่งถ้าระดับชุมชนมีทุนพอสมควร ที่ onemoon กล่าวไว้นั้น จะทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง สามารถเปิดโอกาสให้ชาวบ้านเข้าถึงแหล่งทุนของเขาเองได้ วิถีประชา เศรษฐศาสตร์ชุมชน นั้นกว้างกว่า ที่ระบบการธนาคารจะเข้าถึงด้วยการคำนวนทางตัวเลขคณิตศาสตร์ อยากให้ผู้รู้เข้ามาสนับสนุนการออมและวิสาหกิจชุมชนมากกว่านี้ ปลุกให้รากหญ้ามีส่วนร่วมบริหารจัดการทุนด้วยตัวเอง เพิ่มเติมให้เขามีความรู้มากขึ้น พัฒนาแหล่งความรู้ ก้าวสู่ พลังปัญญาความคิด ให้โอกาสพัฒนาฐานรากให้เข้มแข็ง ยืนด้วยความมั่นคง เชื่อว่าชาวบ้านจะปรับตัวเข้ากับสังคมที่เปลี่ยนแปลงได้
    และเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ ลำพูน ก็จะเริ่มกิจกรรม นโยบายแปลงทุน สู่ การปฏิบัติวิสาหกิจชุมชน ในกลุ่มเกษตรอินทรีย์เป็นลำดับแรก

  5. สวัสดีค่ะ หมอชัช
    ขอบคุณมากนะคะที่เข้ามาแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ โดยส่วนตัวชื่นชมพลังของคนบ้านธิค่ะ และเชื่อว่าบ้านธิจะสามารถพัฒนางานเพื่อช่วยเหลือชุมชนไปได้ไกลกว่าที่อื่นๆ ขอเอาใจช่วยเจ้าหน้าที่ทุกคนที่พยายามผลักดันและขับเคลื่อนงานด้านนี้ด้วยค่ะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s