Super Richy กับหลักสมาธิในการแก้กรรม

มาตรฐาน

20090515111852

มีโอกาสได้ฟังบรรยาย เรื่อง “สมาธิ เข็มทิศสู่ปัญญา กับการแก้กรรม” ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จัดขึ้น เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ศูนย์รับบริจาคอวัยวะที่จะเปิดใหม่ โดยก่อนที่จะพบกับ Richy ตัวจริง ที่โต๊ะลงทะเบียนหน้างานก็มีการแจกหนังสือ Super Richy (ฉบับธรรมทาน) ให้กับผู้เข้าร่วมฟังการบรรยายทุกคน

ในหนังสือบอกเล่าถึงประวัติของริชชี่ว่า เขาเป็นลูกคนสุดท้องของบ้าน “อริยทรัพย์กมล” มีพี่ชายคนโตชื่อ Only พี่สาวคนรองชื่อ Beauty เขาเติบโตมาเหมือนเด็กทั่วๆ ไป แต่แปลกกว่าคนอื่น ตรงที่เขา “ไม่เคยคลาน!” (เดินได้เมื่ออายุ 1 ขวบ โดยไม่ผ่านการคลาน) “ไม่กินข้าว ดึ่มแต่นม จนกระทั่งขึ้นชั้น ป.3”  ปัจจุบันริชชี่ไม่กินเนื้อสัตว์ใหญ่ รวมทั้งเป็ดและไก่ และส่วนใหญ่จะรับประทานอาหารมังสวิรัติเท่านั้น

เรื่องราวของริชชี่ในหนังสือยังมีเรื่องแปลกและปาฎิหารย์อีกมากมาย แต่สาระสำคัญไม่ใช่เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ แต่เป็นเรื่องที่เขาใช้หลักสมาธิในการแก้กรรมและบอกเล่าเรื่องราวผ่านหนังสือที่เป็นเสมือนอัตชีวประวัติของตัวเองคือ “Super Richy อุบัติการณ์มหัศจรรย์” โดยริชชี่ให้ความเห็นต่อหนังสือว่า “…เรื่องราวที่เกี่ยวกับตัวผมนั้นเป็นแค่ส่วนหนึ่งของหนังสือ แต่ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้อ่าน สิ่งสำคัญที่ผมพยายามจะบอกคือเรื่องหลักการแห่งกรรมและการแก้กรรมให้ทุกคนทราบและนำไปปฏิบัติ โดยไม่ต้องคิดว่าจะต้องมาพบผมหรือให้ผมช่วยแก้ให้ กรรมของใครก็ของคนนั้น แก้ให้กันไม่ได้…”

“…หลายคนเข้าใจว่าจะสามารถแก้กรรมได้ด้วยการทำสังฆทานหรือทำบุญตักบาตร มันเป็นความเข้าใจผิด แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้อะไรเลย นั่นคือการสร้างบุญใหม่ แต่ทั่วๆ ไปมักเข้าใจว่า เมื่อชีวิตปัจจุบันมีปัญหาปุ๊บ ก็ไปทำสังฆทานปั๊บ แล้วปัญหานั้นจะจบ…”

กำลังอ่านเพลินๆ …พิธีกรก็ประกาศว่า “ขอเชิญพบกับ Super Richy ครับ…” (สารภาพตามตรง ว่าไม่เคยเจอริชชี่มาก่อนในชีวิต เคยได้รับรู้เรื่องราวบ้าง แต่แบบผ่านๆ รู้แต่ว่าเขาดังในเรื่องของการแก้กรรม แต่ไม่รู้ว่าแก้ด้วยวิธีไหน และแก้อย่างไร) แล้วสายตาก็เจอกับเด็กหนุ่มวัยเบญจเพศคนหนึ่ง น่าตาสดใส เดินขึ้นเวทีมาพร้อมรอยยิ้มและความมั่นใจ เขาพูดทักทายผู้ฟังด้วยน้ำเสียงกังวาน ชัดเจน น่าฟัง แถมด้วยมุขตลกอีกหลายอย่าง หนึ่งในนั้นก็คือ เขาบอกว่า คนที่มาร่วมฟังบรรยาย (เต็มห้องประชุม+เก้าอี้เสริม) ในวันนี้มีเหตุผลที่มาอยู่ 4 ข้อหลัก

ข้อที่ 1 พวกมีทุกข์แล้วอยากพ้นทุกข์ (สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลใจให้มา)
ข้อที่ 2 พวกที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะมาฟังอะไร (แต่เจ้ากรรมนายเวรลากมา)
ข้อที่ 3 พวกที่ริชชี่ติดค้างในอดีต (เป็นเจ้ากรรมนายเวรริชชี่)
ข้อที่ 4 พวกที่มาเพราะทุกอย่างฟรี (ฮา)

คิดในใจ ของเราคงตกข้อ 2 เพราะไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้มาฟังอะไร รู้แต่ว่าวันนี้มีเวลา และน่าจะได้ “อะไร” จากการมาฟังบรรยายครั้งนี้แน่นอน (สงสัยเจ้ากรรมนายเวรลากมา) แล้วก็คิดว่าตัวเองตัดสินใจไม่ผิด เพราะ “อะไร” ที่ว่าจะได้นั้น ได้เยอะซะจน เวลาใครถามว่า “ไปฟังมาแล้วเป็นไงบ้าง ได้อะไรไหม?” พาลจะตอบไม่ถูก เลยต้องบอกว่า ไว้ตามไปอ่านใน blog ก็แล้วกัน (แต่อาจต้องเขียนติดต่อกันสักสามวัน เพราะเรื่องมันยาว…)

เขียนมาตั้งนานแล้ว ยังไม่ถึงไหนเลย เอาเป็นว่าติดตามตอนต่อไปพรุ่งนี้ก็แล้วกันนะคะ…to be continued…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s