ทำไมใครต่อใครจึงเชื่อหมอดู?

มาตรฐาน

มีคนพูดกันเล่นๆ ว่า ตอนที่ยังเล็ก (ก่อนเข้าโรงเรียน) เราจะเชื่อพ่อแม่หรือคนเลี้ยงดู พอเข้าชั้นประถม- -เชื่อครู พอขึ้นมัธยม- -เชื่อเพื่อน เมื่อเรียนปริญญาตรี- -เชื่อตำรา ครั้นเรียนปริญญาโท- -เชื่อตัวเอง แต่พอเรียนปริญญาเอก เราจะไม่เชื่ออะไรเลย (แม้แต่ตำราและตัวเอง…)

ดังนั้น หมอดูคงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้เหล่าคนที่ไม่เชื่อตำรา (และตัวเอง) หันไปพึ่งพิง เพราะอะไรก็ตามที่เราไม่รู้จริงและอธิบายไม่ได้ด้วยหลักทางวิทยาศาสตร์เราพร้อมที่จะเชื่อมากกว่าไม่เชื่อ เคยมีคนยกตัวอย่างว่า ถ้าเราบอกเพื่อนว่า “ในกาแลกซี่มีดาวมากกว่าแสนแปดหมื่นดวง” จะไม่มีใครคัดค้านเรา และอาจพร้อมจะเชื่อคำพูดนั้นถ้าคนพูดเป็นคนที่น่าเชื่อถือ (ถ้าอยากทดสอบว่าเราไม่รู้จริงเกี่ยวกับเรื่องราวบนโลกใบนี้มากน้อยแค่ไหน ให้ลองอ่าน “ ำ” ของวินทร์ เลียววาริณ)

เป็นไปได้ไหมที่หมอดูบางคนจะเห็นอนาคตของเรา เหมือนกับว่าเขาเห็นเหตุการณ์นั้นๆจริง หากใครเคยอ่าน “ประวัติย่อของกาลเวลา” ของ Stephen Hawking ก็จะพบว่า ในเชิงฟิสิกส์มีความเป็นไปได้ที่กาล-เวลาจะไม่ได้เรียงเป็นเส้นตรงแบบที่เรารับรู้คือ อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต แต่มันอาจมีความโค้งงอในลักษณะที่ทำให้เกิดการเดินทางข้ามเวลาได้ อธิบายง่ายๆ ก็คือ ช่วงเวลาอดีต ปัจจุบัน และอนาคตมีความเป็นจริงอยู่เท่าๆ กัน (ดำรงอยู่พร้อมๆ กัน)  ขึ้นกับว่าเราหรือผู้สังเกตการณ์อยู่ตำแหน่งไหน อย่างไรก็ตามภาพที่คนทั่วไปเห็นก็คือ ปัจจุบันเท่านั้นที่เป็นจริง

ถ้าเชื่อตามหลักวิทยาศาสตร์เชิงทฤษฎี (เพราะยังขาดหลักฐานพิสูจน์) ว่าการมองเห็นอนาคตเป็นไปได้จริง เรื่องที่หมอดูทำนายทายทักไว้ก็มีความเป็นได้สูงที่จะเกิดขึ้น (และถูกพิสูจน์ด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา..แม่นไม่แม่น ตัวเจ้าของดวงชะตาเองทำนั้นที่บอกได้) โดยส่วนตัวยังไม่เข้าใจว่า การดูดวงชะตา (อดีต) สามารถนำมาทำนายอนาคตได้อย่างไร (แต่หากเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกใบนี้มีความสัมพันธ์กัน อดีต ปัจจุบัน อนาคต ย่อมถูกผูกโยงกันแบบแยกไม่ออก)

ในเชิงจิตวิทยา การบำบัดกับนักจิตวิทยาส่วนใหญ่มักเน้นให้คนไข้เข้าใจปัญหาและแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง หรือที่เรียกว่า การบำบัดโดยยึดผู้มารับบริการเป็นศูนย์กลาง (Client-centered therapy) โดยนักจิตวิทยาอาจใช้เทคนิคการฟังอย่างตั้งใจ (active listening) การสะท้อนความรู้สึก (reflection) การทวนความ (paraphrasing) หรือสรุปความ (summarizing) ในการคุยกับผู้มารับบริการ โดยหลักของการบำบัดแบบนี้นักจิตวิทยาจะต้องไม่คุยมากกว่าผู้รับบริการ

แต่นักจิตวิทยาแบบไทยๆ อย่างหมอดู กลับใช้หลักการที่ตรงข้ามกับนักบำบัดทางจิตทั่วไป หมอดูต้องคุยมากกว่าผู้รับบริการ (คุยมาก…ทายถูกมาก…ได้รับการยอมรับมาก) คงไม่มีใครอยากไปเจอหมอดูที่เงียบๆ ไม่ทายไม่ทักอะไรเลย นอกจากนี้คำทำนายส่วนใหญ่มักเป็นคำนายที่เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนที่มาดู ว่าเราควรทำหรือไม่ควรทำอะไรบ้าง ทำแล้วจะเกิดอะไร ไม่ทำแล้วจะเกิดอะไร (และยิ่งมีวลีต่อท้ายแบบเสริมความมั่นใจสุดๆ เช่น “ฟันธง” “confirm” ยิ่งทำให้คนดูเกิดความเชื่ออย่างแท้จริง และนำไปสู่กฎแห่งแรงดึงดูด (law of attraction) ที่เป็นที่มาของหนังสือ The Secret และคำพูดที่ว่า ขอ เชื่อ และรับ นั่นเอง…)

แอบคิดไปเองเล็กน้อยว่า นักจิตวิทยาบ้านเราควรเรียนโหราศาสตร์เสริม (เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้กับผู้มารับบริการ) หรือหมอดูเองก็ควรเรียนรู้ทักษะการบำบัดทางจิตวิทยาบ้าง (ไม่ใช่ไปทำนายทายทักอะไรที่ทำให้คนอื่นเครียด) 

กลับไปสู่คำพูดในตอนแรกที่ว่า “เราจะเชื่อในสิ่งที่เราไม่รู้จริงและพิสูจน์ไม่ได้” (คำทำนายของหมอดูก็เช่นกัน) และถึงแม้สิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตจะ “ไม่สอดคล้อง” กับคำนายนั้น…เราก็พร้อมที่จะให้อภัย และสรุปด้วยตัวของเราเองว่า “หมอดูไม่แม่น” แล้วก็ไปแสวงหาคนอื่น “ที่แม่นกว่า” ใหม่

ว่าแต่ว่า…สำหรับคนที่เข้ามาอ่าน ตอบตัวเองได้บ้างหรือยังคะว่าทำไมคุณจึงเชื่อหมอดู?

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s