ความลำบากของพ่อแม่ชนชั้นกลางในยุคนี้

มาตรฐาน

ยุคนี้เป็นยุคที่โรงเรียนกวดวิชากำลังได้รับความนิยม อาจเพราะพ่อแม่ขาดความเชื่อมั่นในระบบการศึกษาของโรงเรียนปกติ และเชื่อว่าการให้ลูกเรียนพิเศษจะทำให้เด็กสามารถสอบเข้าเรียนในระดับที่สูงขึ้นได้ง่าย ทำให้ทั้งตัวเด็กและพ่อแม่ตกอยู่ในกับดักของการศึกษานอกเวลาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น และปัจจุบันกับดักนั้นได้ลุกลามไปถึงการศึกษาในระดับอนุบาลเรียบร้อยแล้ว

คนที่รู้จักกันบ่นให้ฟังถึงความลำบากเกี่ยวกับการหาโรงเรียนอนุมาลดีๆให้ลูกว่าตอนนี้มีการแข่งขันกันสูงมาก โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีชื่อเสียงและมีการเรียนการสอนต่อในชั้นประถมศึกษา ซึ่งหมายความว่า ถ้าเด็กสามารถเข้าอนุบาลของโรงเรียนนั้นได้ โอกาสที่จะเข้าเรียนต่อ ป.1 ของที่นั่นก็จะสูงขึ้น (คล้ายๆ กับโรงเรียนสาธิตทั้งหลายของระดับมัธยมศึกษา) และการเข้าเรียน ป.1 เดี๋ยวนี้ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะเด็กอนุบาลในยุคสมัยนี้ต้องกวดวิชา ต้องอ่านตัวอักษรได้ ต้องสอบผ่านข้อเขียน ในขณะที่พ่อแม่เองต้องไปสอบสัมภาษณ์ (อาจไปพร้อมกับสินน้ำใจก้อนหนึ่ง มากน้อยแล้วแต่ความดังและการขาดความละอายของโรงเรียน) ซึ่งภาวะการณ์แบบนี้ ทำเอาทั้งผู้ปกครองและเด็กเครียดไปตามๆ กัน

ด้วยความที่ไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงถามคนรู้จักไปว่า โรงเรียนของรัฐ (วัด) ใกล้บ้านไม่มีเหรอ เพราะในสมัยก่อนไม่เห็นมีเด็กอนุบาลคนไหนต้องสอบเข้า ป.1 (หรือเดี๋ยวนี้ต้องสอบกันทุกที่ ไม่เว้นกระทั่งโรงเรียนของรัฐ) และทุกคนก็ดูจะแย่งกันเข้าเรียนโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่ง จนพาลคิดไปว่าโรงเรียนในประเทศไทยของเราไม่เพียงพอที่จะรองรับเด็กทุกคนให้เข้าเรียนได้ (แล้วนโยบายเรียนฟรีของรัฐบาลอภิสิทธิ์จะได้ผลไหมนี่) เขาบอกว่ามีเหมือนกัน แต่ก็เป็นทางเลือกรองๆ ลงไป คือรองแบบว่า ถ้ามีที่อื่นๆ (โรงเรียนเอกชนที่ไม่ดีนัก) ให้เลือกมากกว่า ก็จะไม่เลือกโรงเรียนของรัฐเลย

พ้นจากเรียนประถมศึกษามาแล้ว เด็กจะเผชิญความเครียดครั้งหนักๆ อีกครั้งกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ที่ปัจจุบันเปลี่ยนระบบบ่อยจนกระทั่งคนที่อยู่ในวงการการศึกษาเอง หากไม่ได้ติดตามเรื่องราวแบบใกล้ชิด ก็อาจจะงงๆกับระบบเหล่านี้ได้ ทั้ง GAT (แกะ) และ PAT (แพะ) คืออะไร ใครรู้บ้าง?…เลยมีบางคนแอบเรียกการสอบแบบใหม่นี้ว่า เป็นระบบจับแพะชนแกะ

ที่บ้านมีหลานสาวอยู่คนหนึ่ง กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.5 ทุกเสาร์-อาทิตย์ ก็วุ่นวายอยู่กับการเรียนพิเศษหลายวิชากับหลายสถาบัน โชคดีหน่อยตรงที่เป็นคนรักเรียน จึงดูว่ามีท่าทีสนุกกับการเรียนพิเศษ คือไม่ได้รู้สึกว่าถูกบังคับให้ไปเรียนแต่อย่างใด (ถือเป็นโชคดีของพ่อแม่) ปกติก็ไม่เคยรู้ว่าผู้ปกครองต้องวุ่นวายกับการเรียนนอกเวลาของลูกๆ ยังไงบ้าง จนกระทั่งเมื่อวานนี้ มีโอกาสทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองให้กับหลานสาว (เพราะพ่อและแม่ติดธุระต้องไปต่างจังหวัด)

เนื่องจากหลานสาวต้องเรียนฟิสิกส์ในตอนเช้าคือ แปดโมงครึ่งถึงสิบโมง และที่เรียนก็ไกลจากบ้านประมาณ 45 นาที นั่นหมายความว่าเราต้องออกจากบ้านกันตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่ง (ต้องตื่นหกโมงเช้า เพราะต้องเผื่อเวลาสำหรับหลานสาวที่กำลังเป็นวัยรุ่นแต่งตัว…เรื่องนี้ต้องเข้าใจเขาหน่อย) พอไปส่งที่สถาบันกวดวิชา (ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ใส่ผ้าปิดปาก-จมูก ยืนฉีดน้ำยาใส่มือเด็กๆ ทุกคนที่เข้าไปเรียน ดูท่าว่าจะเป็นแนวทางการป้องกันการระบาดของหวัด 2009 แต่ไหงพอเด็กเข้าไปหมดแล้ว เจ้าหน้าที่ถอดผ้าปิดปาก-จมูกออกทุกคนเลย คิดในใจ…เฮ้…โรคนี้มันติดกันทางลมหายใจนะ ไม่ใช่แค่ล้างมือแล้วทุกอย่างก็จะปลอดโรค) เมื่อเด็กๆเข้าเรียนแล้ว ผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็จะมานั่งรอตรงเก้าอี้ที่ทางสถาบันจัดไว้ให้ (ไม่เห็นมีใครใส่ผ้าปิดปาก-จมูกเลย ยกเว้นเรา) แล้วก็รอกันไป…บางคนดูทีวี บางคนถักนิตติ้ง บางคนอ่านหนังสือ และบางคนนั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย เลยได้เรียนรู้อีกอย่างว่า เป็นพ่อแม่นี่ต้องมีความอดทนเป็นเลิศ และต้องรอให้เป็น…

พอหมดสิบโมง หลานสาวต้องเปลี่ยนไปเรียนยังอีกสถาบันหนึ่งที่อยู่ในละแวกเดียวกัน แต่คนละตึก โดยวิชาต่อไปคือภาษาอังกฤษ เรียนสิบโมงครึ่งถึงเที่ยงครึ่ง ระหว่างนี้เราก็แวะทานนมกับขนมปังกันก่อนเพื่อจะได้ไม่หิวในตอนใกล้เที่ยง หลังส่งหลานสาวเข้าเรียนพร้อมกับนัดแนะเวลาทานข้าวกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในห้างใหญ่ เราก็ไปเดินดูหนังสือ เสื้อผ้า รองเท้า (ได้แต่หนังสือมาเหมือนเคย…อะไรจะดีไปกว่าหนังสือเล่า) แป๊บๆ เวลาก็ผ่านไปเที่ยงกว่าแล้ว เลยไปรอหลานสาวที่ร้านอาหารที่นัดกันไว้ และก็ได้สังเกตเห็นว่าคนที่มาทานข้าวในร้านนี้ทั้งร้าน คือผู้ปกครองและเด็กที่มาเรียนพิเศษอายุรุ่นราวคราวเดียวกับหลานสาว (เสมือนว่าเป็นโรงอาหารของสถาบันสอนพิเศษก็ไม่ปาน)

เสร็จจากทานข้าวกันตอนบ่ายโมงครึ่ง หลานสาวก็ไปเรียนวิชาเคมีกับคณิตศาสตร์อีก จะเลิกอีกทีก็ประมาณห้าโมงเย็น ผู้ปกครองอย่างเราก็เลยต้องไปดูหนัง (เพราะคิดว่าไม่มีกิจกรรมใดที่แสนสบายเท่าดูหนังอีกแล้ว) น่าเสียดายที่หนังของ Major มีตัวเลือกน้อย และมักเป็นหนังตามกระแสซะส่วนใหญ่ จึงเลือกดู G.I.JOE (เพราะติดใจพระเอกที่ชื่อ Tatum Channing จาก Step Up แท้ๆ…) พอห้าโมงเย็น เราก็กลับบ้านกัน เพื่อเตรียมตัวสำหรับกิจกรรมวันพรุ่งนี้ต่อ…ใช่แล้ว กิจกรรมของอาทิตย์นี้ยังไม่หมด

วันนี้เราตื่นกันตอนตี่สามครึ่ง (3.30 น. ไม่ผิดแน่) เพราะวันนี้หลานสาวมีสอบ Smart One คือการสอบตรงเข้าคณะบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ต้องตื่นกันแต่เช้าเพราะต้องไปสบทบกันที่สถาบันกวดวิชาแห่งหนึ่งที่เขามีรถรับส่งให้ หมายความว่าผู้ปกครองไม่ต้องไปส่งเด็กสอบเอง แต่ให้ไปส่งเด็กที่สถาบันตอนตีห้า แล้วหลังจากนั้นสถาบันจะมีรถรับ-ส่งเด็กทั้งหมดไปสอบที่ธรรมศาสตร์ คือเขาจัดการตั้งแต่ขั้นตอนของการสมัคร และอำนวยความสะดวกทุกอย่างโดยผู้ปกครองไม่ต้องยุ่งยาก หน้าที่ของผู้ปกครองก็คือ มารอรับเด็กกลับบ้านที่สถาบันตอนเย็นเท่านั้น

อยากบอกว่า นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของความลำบากของพ่อแม่ชนชั้นกลางในยุคนี้ ที่ระบุเฉพาะชนชั้นกลาง เพราะถ้าเป็นคนที่มีเงินหรือร่ำรวยเพียงพอ เขาจะมีวิธีการหาที่ให้ลูกเข้าเรียนได้ง่ายกว่าคนอื่น (ด้วยเหตุผลของกำลังทรัพย์ หรือหากเข้าในเมืองไทยไม่ได้ก็ส่งลูกไปเรียนเมืองนอกซะ) ในขณะที่ถ้าเป็นชนชั้นกรรมาชีพ (คนที่หาเช้ากินค่ำ) คงไม่สามารถมีเงินเพียงพอที่จะให้ลูกได้เรียนพิเศษในสถาบันกวดวิชาแพงๆ ซ้ำร้ายลูกๆ อาจต้องช่วยพ่อแม่ทำงานในวันหยุดด้วย เลยคิดว่าเรื่องเรียนพิเศษของลูก คงเกิดขึ้นและเป็นความยากลำบากที่ตกอยู่กับพ่อแม่ที่เป็นชนชั้นกลางเท่านั้น หรือไม่ใช่?

2 responses »

  1. โอโห คนเข้ามาอ่าน หกพันกว่าคนแล้วววววววววว ตื่นเต้นจริงๆ

    อิ่มใจแทนนะเนี้ย ไม่ต้องกินข้าวเย็นแล้ว

  2. อิ่มใจ แต่ไม่อิ่มท้องค่ะอาจารย์ ข้าวเย็นก็เลยยังเป็นที่ต้องการอยู่ เพื่อเพิ่มน้ำตาลให้สมอง (น้อยๆ) ได้มีแรง+พลังในการเขียน blog ค่ะ (ข่าวดี…หนูเขียน blog ติดต่อกันทุกวัน รวม 27 วันแล้ว)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s