เรื่องเล่า…ของเหล่าจอมยุทธ์ ตอนที่ 4: จำต้องปกปิด

มาตรฐาน

เช้ามืด ณ โรงเตี้ยมกังลั้ง…
“น้องเล็ก นั่นเจ้าจะไปร่วมงานประลองของดรุณี 18 สำนักแล้วใช่ไหม” เย่เหลียนเอื้อนเอ่ย
“ใช่แล้วจ้ะ พี่ใหญ่ ข้าคงกลับตอนย่ำค่ำโน่นแหละ เพราะสถานที่ในการประลองอยู่ไกลถึงอีกฟากหนึ่งของเขาเงียบโต๊ะ”
“แล้วทำไมต้องแต่งกาย เหมือนนางผู้ผ่านการออกเรือนแล้วด้วยเล่า ไยมิแต่งให้สมวัยเจ้า”
เย่ซินได้แต่ยิ้ม กล่าวเพียงว่า “ไว้กลับมาแล้ว ข้าจะเล่าให้ท่านฟัง”
———————————————
ยามดึกของวันเดียวกัน ณ โรงเตี้ยมกังลั้ง
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างเร่งร้อน
“พี่ใหญ่ เปิดประตูให้ข้าเร็วเข้า” เสียงเย่ซินเอ่ยร้อนรน
มิทันที่เย่เหลียนจะเปิดประตูออกกว้าง เย่ซินก็รีบแทรกตัวเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“เกิดเหตุอันใดกัน น้องเล็ก?”
เย่ซินล้มตัวนอนเผละลงบนเดียง เอ่ยคำสั้นๆ  “เหนื่อย…” พร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่
“เหนื่อยกับเรื่องอะไรฮึ เกี่ยวกับการประลองยุทธ์หรือเปล่า” เย่เหลียนเอ่ยถาม
“เปล่าหรอกพี่ใหญ่ เรื่องนั้นน่ะ ไม่เหนื่อยแม้แต่น้อย และข้าก็เป็นเพียงผู้ชม มิได้เข้าร่วมประลองกับเขา ทั้งยังได้เห็นแต่ละสำนักอวดเคล็ดลับวิชากันเต็มที่ แสนจะสนุก ไอ้ที่เหนื่อยนั้น เกิดจากเรื่องอื่น เอาเป็นว่าขอข้าอาบน้ำให้สบายตัวก่อน เดี๋ยวจะเล่าให้ท่านฟัง”
หลังอาบน้ำชำระร่างกายจนสบายตัวแล้ว เย่ซินจึงเล่าเรื่องราวให้เย่เหลียนฟังดังนี้

“ข้าไปร่วมงานประลองยุทธ์ของเหล่าดรุณี 18 สำนักที่จัดขึ้นลึกเข้าไปอีกฟากหนึ่งของเขาเงียบโต๊ะ ด้วยรู้ว่าหนทางไปยังสนามประลองทั้งไกลทั้งอันตราย เกรงจะถูกบุรุษอื่นย่ำยี่ระหว่างเดินทาง ครั้นจะให้แต่งเป็นบุรุษไปตั้งแต่แรก ก็เกรงจะทำให้ดรุณีคนอื่นๆ ไม่วางใจ จึงแต่งกายเหมือนที่พี่ใหญ่เห็นในตอนเช้านั่นแหละ”

“ช่วงที่เดินทางไปร่วมการประลองในตอนเช้า อาจเพราะเป็นตอนกลางวัน จึงดูไม่ใคร่อันตรายเท่าไรนัก แต่พอจบการประลอง ซึ่งกินเวลาถึงย่ำค่ำ ถึงแม้จะมีกลุ่มดรุณีที่ข้ารู้จักเดินจับกลุ่มกันกลับมาด้วยกัน แต่ระหว่างทางต่างก็แยกย้ายกันเข้าพักที่อื่นกันหมด มีเพียงข้าที่ต้องแยกมายังโรงเตี้ยมกังลั้งเพียงลำพัง”

“หลังจากแยกกับคนอื่นๆ ระหว่างทางข้าเจอบุรุษผู้หนึ่ง เขาแนะนำตัวเองว่าเป็นหนึ่งในจอมยุทธ์ที่จะเข้าร่วมประลองที่เขาเงียบโต๊ะ และดูท่าทางจะสนใจข้าไม่น้อย ข้าจึงผูกมิตรไว้ แต่ก็ไม่ใคร่ไว้ใจเท่าใดนัก ตอนนั้นข้าเพียงคิดว่า เจอคนที่เพิ่งรู้จัก (และดูจะมีใจกับข้า) น่าจะดีกว่าไปเจอคนแปลกหน้า ที่ไม่รู้ว่าเป็นใครและอาจมีมากกว่าหนึ่งคน ซึ่งข้าเชื่อว่าการรับมือกับบุรุษเพียงคนเดียวดูจะง่ายกว่า และข้าน่าจะเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ได้”

“ระหว่างที่เดินมาด้วยกัน บุรุษผู้นั้นเอ่ยถามข้าว่า ข้าออกเรือนหรือยัง เพราะถึงจะแต่งตัวเหมือนหญิงสาวที่แต่งงานแล้ว แต่ใบหน้าและกิริยาดูจะเป็นดรุณีน้อยมากกว่าหญิงที่มีครอบครัวแล้ว ข้าตกใจกับคำถามนั้น แต่ก็จำต้องโกหกไปว่า ข้าแต่งงานแล้ว บุรุษผู้นั้นจึงถามต่อว่า ข้ามีลูกหรือยัง ข้าตอบ มีแล้ว ลูกสาวอายุ 7 ขวบ และทั้งสามีและลูกสาวรออยู่ที่โรงเตี้ยม”

“โชคดีเหลือเกิน ที่เราต่างเดินมาถึงหน้าโรงเตี้ยมพอดี ข้าเลยรีบกล่าวคำลา แล้ววิ่งมาหาพี่ใหญ่ที่ห้องอย่างที่ท่านเห็นนั่นแหละ ที่เหนื่อยมาก ก็คือ หากยังไม่ถึงโรงเตี้ยม ข้าก็ไม่รู้ว่าจะปกปิดความเป็นดรุณีน้อยด้วยคำโกหกอันใดอีก”

หลังเล่าจบ เย่ซินก็หลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน แต่โล่งใจ ทิ้งให้เย่เหลียนอมยิ้มกับวิธีการเอาตัวรอดของน้องสาว ที่คงไม่มีดรุณีน้อยคนใดนึกถึงและทำอย่างนางได้…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s