หนีตามกาลิเลโอ…กฎก็คือกฎ และโลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล

มาตรฐาน

awThemeEarth

ว่ากันว่า กฎ (rule หรือ law) คือ ความจริงพื้นฐาน (principle) โดยที่ความจริงในตัวของมันเองสามารถทดสอบได้ และได้ผลเหมือนเดิมทุกครั้งโดยไม่มีข้อโต้แย้ง ในโลกนี้มีกฎธรรมชาติมากมายที่ถูกค้นพบแล้วนำมาอธิบายปรากฏการณ์เหล่านั้นด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ (เช่น กฎแรงโน้มถ่วง กฏการเคลื่อนที่ของนิวตัน ฯลฯ) ส่วนกฎที่ยังอธิบายไม่ได้ชัดเจน (แต่พวกเราชาวพุทธเชื่อกันว่าเป็นเรื่องจริง) และดำรงอยู่ยืนยงมาถึงสองพันกว่าปีก็คือ กฎแห่งกรรม

ในหนัง “หนีตามกาลิเลโอ” ว่าด้วยเรื่องของสองสาวเพื่อนซี้ (คนหนึ่งหนีรัก คนหนึ่งหนีเรียน) พากันออกเดินทางไปยังสามประเทศในยุโรป (ที่น่าจะเป็นประเทศในฝันของคนหลายคน) ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส และอิตาลี เพื่อพิสูจน์ความจริงบางอย่างในชีวิต และได้พบว่าในชีวิตจริง มีความจริงยิ่งกว่าจริงซ่อนอยู่ (และอาจไม่จำเป็นต้องไปพิสูจน์ไกลครึ่งค่อนโลกขนาดนั้นก็ได้)

คนที่หนีเรียน…หนีไปเพราะขาดความเข้าใจในชีวิต ว่าด้วยเรื่องของการไม่ทำตามกฎเกณฑ์ที่สังคมตั้งขึ้น เอาความคิดของตัวเองเป็นที่ตั้ง (เราคือศูนย์กลางของจักรวาล ทุกอย่างต้องหมุนรอบตัวเรา) ก้าวร้าวและไม่ยอมรับผิด การหนีจากสังคมหนึ่ง (ไทย) ไปสู่อีกสังคมหนึ่ง (เมืองนอก) ก็ใช่ว่าจะสามารถหนีตัวตนของตัวเองได้ เธอจึงทำผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ส่วนคนที่หนีรัก…ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าหนีรักได้ไหม รู้แค่ว่า เลิกกับแฟนที่คบหากันมานาน เลยอยากหนีความจริงในชีวิต (ความผิดหวัง) ไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ (ความหวังใหม่) ที่เกือบจบลงด้วยความเจ็บปวด เพราะ “รักเพื่อน”

จริงๆ หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ดูได้ใสๆ สบายๆ เพราะภาพวิวทิวทัศน์ในหนังล้วนน่ามองไปทุกฉาก เราจะได้เห็นมุมมองของสามประเทศผ่านการเดินทางท่องเที่ยวของสองตัวละครหลัก (ที่บางครั้งขาดความรับผิดชอบ คิดแค่ว่าคง “ไม่เป็นไร” หาก…จะขาดงานเพื่อเที่ยวบ้าง และผลพวงของการคิดแบบนั้น ก็ทำให้ทั้งคู่ตกงานในที่สุด) หนังไม่ได้นำเสนอแง่มุมของความเป็นจริงเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในต่างแดนสักเท่าไร ความยากลำบากในชีวิตของสองสาวที่ต้องเผชิญก็ไม่ค่อยเห็นชัดเจน เหมือนๆ ว่าจะไม่มีเงิน แต่ก็ไปเที่ยวกันได้ เหมือนๆ ว่าจะมีเงิน แต่ก็ยังตัดสินใจโกงคนอื่นเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย (อย่างการนั่งเรือกอนโดร่า)

นอกจากนี้หนังยังปูพื้นเรื่องครอบครัวไม่ค่อยเนียนเท่าไร เช่นตัวละครที่หนีเรียนมีพ่อที่น่าจะเข้าใจและสนับสนุนการกระทำของลูกสาวในทุกๆเรื่อง คือเป็นห่วง แต่แสดงออกน้อย ทั้งยังไม่ได้แสดงความกดดันลูกสาวมากมาย จนทำให้เธอต้องหนีไปหาความหมายของชีวิตในต่างแดน ยิ่งตอนที่เธอโทรศัพท์กลับบ้านเหมือนไม่อยากคุยกับพ่อ (ตอนที่ตกงาน) และคุยมากและร่าเริงสุดๆ (ตอนที่ได้งาน) ดูมันขัดๆ กันยังไงก็ไม่รู้ ส่วนตัวละครที่หนีรัก ก็ทะเลาะกับพ่อก่อนไปต่างประเทศ ประเด็นของการทะเลาะคือ หนูจะทำ (ตามใจตัวเอง) แบบนี้ ยังไงหนูก็จะทำ โดยไม่ฟังเสียงของพ่อ ว่าจะห่วงแค่ไหน ที่ลูกสาวอายุยี่สิบต้นๆ จะไปเผชิญชะตากรรมในต่างแดน (หรือเด็กเดี๋ยวนี้เป็นอย่างนี้กันหมดแล้ว)

มีความรู้สึกว่าหนังพยายามมากเกินไปที่จะทำให้คนดูคล้อยตามกับสิ่งหนังพยายามจะบอก มันจึงไปทำลายจินตนาการส่วนที่ผู้ชมจะต้องคิด หรือทำความเข้าใจด้วยตัวเอง

และถึงแม้หนังเรื่องนี้จะมีจุดอ่อนอยู่มากมาย แต่มันก็ช่วยให้เราเรียนรู้ว่า “กฎก็คือกฎ” เราไม่อาจฝีนกฎธรรมชาติได้ เพราะเรา (เลือก) ทำอย่างนี้ เราจึงได้ (ผลลัพธ์) แบบนี้ และเราต้องคิดถึงใจคนอื่นบ้าง (เอาใจเขามาใส่ใจเรา) เพราะเราไม่ได้อยู่เพียงลำพังในสังคม (เราเป็นแค่ดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่หมุนรอบตัวเอง หมุนรอบดวงอาทิตย์ และไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล)…

One response »

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s