เรื่องเศร้า

มาตรฐาน

เป็นครั้งแรกที่ไม่อยากให้หลักการทางวิทยาศาสตร์ที่เคยร่ำเรียนมาถูกต้อง และหวังอยากให้ปาฎิหารย์เกิดขึ้นจริง…

เริ่มจากตื่นนอนตอนตี 3 เพราะเมื่อวานเข้านอนตั้งแต่ตอนทุ่มตรง (อาจเนื่องจากรู้สึกเพลียจากการเข้าร่วมกิจกรรมสานสัมพันธ์ของนักศึกษาใหม่) จากตีสามถึงตีห้าก็เลยนอนอ่านหนังสือ เพราะไม่รู้สึกง่วงนอนอีกแล้ว

พอเวลาตีห้ากว่าเล็กน้อย น้าเขยมาเรียกที่บ้านให้รีบไปดูน้าผู้หญิง เพราะปลุกยังไงน้าผู้หญิงก็ไม่ตื่น ทั้งเราและพ่อแม่รีบวิ่งไปที่บ้านน้าผู้หญิงที่ห่างออกไปประมาณ 200 เมตร แล้วก็พบว่าน้าผู้หญิงนอนนิ่ง ไม่หายใจ มือและเท้าขาวซีด และเริ่มเย็น ตอนที่จับตัวน้าผู้หญิง เราก็รู้ว่าคงสายเกินไปที่จะทำอะไรแล้ว รีบเข้าไปคลำชีพจรทั้งที่คอและหัวใจ (ด้วยหวังว่า อาจจะยังทัน) แต่กลับพบว่า…ไม่มีสัญญาณการเต้นแม้แต่น้อย  เราตัดสินใจปั๊มหัวใจน้าผู้หญิง (หวังแบบรู้ว่าไร้ความหวัง รอบที่สอง) หลายนาทีผ่านไป…ก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น และตอนนั้นเองที่พี่ชาย (ลูกชายของน้าผู้หญิง) มาถึง (เขาสร้างครอบครัวอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง) เขาโถมเข้าไปกอดน้าผู้หญิง แล้วเรียก “แม่….แม่…” ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง พร้อมกับร้องไห้ เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาหาเรา สิ่งที่เราทำตอนนั้นก็คือส่ายหน้า เพราะรู้ว่า พวกเราไม่มีวันได้น้าผู้หญิงกลับมาแล้ว…เขาทรุดตัวร้องไห้อย่างกลั้นไม่ไหว แทบจะเป็นลมอยู่ข้างๆ ร่างของน้าผู้หญิง…เราได้แต่ร้องไห้อย่างเงียบๆ

จำได้ว่าตอนที่พยายามปั๊มหัวใจน้าผู้หญิง ใจหนึ่งเราอยากให้เกิดปฎิหารย์ ตอนที่คลำหัวใจถึงกับรู้สึกว่าสัมผัสกับเสียงเต้นของหัวใจอยู่ใต้นิ้วมือ…ต้องบอกให้น้องอีกคนที่เป็นหมออนามัยมาคลำช่วย เพราะไม่แน่ใจว่านั่นคือสัมผัสที่เกิดจากการเต้นของชีพจรเราหรือของน้าผู้หญิง และก็อย่างที่คิด น้องบอก…ผมคลำไม่ได้อะไรเลยพี่

หลังจากวินาทีที่รู้ว่า น้าผู้หญิงตายแล้ว เราจึงเห็นว่าทั้งน้าเขย พ่อและแม่ของเรา ดูจะรับมือกับความตายได้ดีกว่าคนอื่นๆ โดยเฉพาะตัวเราและพี่ชาย ทั้งครอบครัวมีเราเพียงสองคนที่ร้องไห้  อาจเพราะเราสองคน ผ่านเรื่องแบบนี้มาน้อย…หรือคนอื่นๆ ผ่านเรื่องแบบนี้มามาก เป็นอย่างนั้นหรือเปล่าหนอ…เราได้แต่ครุ่นคิด

เมื่อแน่ใจว่า ยังไงเรื่องที่เกิดขึ้นตรงหน้าก็เป็นจริงแน่แล้ว (ทั้งยังไม่เกิดปาฏิหารย์ใดๆ ขึ้น) เราก็ลูกพี่ลูกน้องที่เป็นผู้หญิงจึงช่วยกันเช็ดตัว และแต่งตัวให้น้าผู้หญิงใหม่ แม่เป็นคนเลือกชุดที่น้าผู้หญิงชอบให้ น้าเป็นคนชอบแต่งหน้า เราจึงแต่งหน้าและทาเล็บให้…ใบหน้าของน้าดูสงบเหมือนคนนอนหลับ แต่เป็นการนอนหลับที่ไม่ตื่นขึ้นมาอีกแล้ว

หลังจากนั้นก็มีคนมาที่บ้านมากมาย เพราะหมู่บ้านที่เราอยู่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในชนบท พอถึงช่วง 6 โมงเช้า ทุกคนในหมู่บ้านก็แทบจะรู้กันหมด คนที่พอมีเวลาก็เลยมาช่วยกันทำอาหาร เพื่อเลี้ยงทุกคนที่มาช่วยงานตั้งแต่เช้า ส่วนครอบครัวเรา ทั้งพ่อและแม่ก็ไม่มีใครเดินออกจากบ้านน้าหญิงตลอดเช้าวันนั้น ยกเว้นเรา…

มีเรื่องแปลกเกิดขึ้น ก็คือ อยู่ดีๆเราก็เดินออกมาจากบ้านน้าผู้หญิงด้วยความรู้สึกอยากกลับบ้าน แต่บอกไม่ถูกว่าอยากกลับไปทำอะไร เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูทางเข้าบ้านด้านนอก เราก็เจอกับยายนิล ซึ่งเป็นคนแก่ในหมู่บ้านที่เดินไม่ค่อยถนัด แต่แกจะใช้เครื่องช่วยเดินแบบ 4 ขา เวลาต้องการเดินไปตลาดหรือไปเยี่ยมเพื่อนบ้าน ตอนนั้นยายนิลเดินมาถึงหน้าบ้านเรา และไปหยุดนั่งพักบริเวณขอบอิฐข้างรั้ว ซึ่งที่บ้านทำไว้เพื่อปลูกดอกไม้ ขณะนั้นเอง  เราก็มองเห็นแมงป่องตัวใหญ่สีดำสนิท เดินออกมาจากข้างประตูรั้ว และเดินเยื้องย่างไปยังบริเวณที่ยายนิลนั่ง…เราอึ้งไปชั่วครู่ (อาจเพราะเพิ่งผ่านการเสียใจมาใหม่ๆ) ไม่รู้จะทำยังไงดี เดินกลับไปกลับมาอยู่สองสามรอบ พร้อมกับมองหาไม้หรือหินก้อนเหมาะๆ เพื่อเอามาทุบแมงป่องตัวนั้น  เราหาไม้ไม่เจอ…หินที่วางอยู่แถวนั้นก็ก้อนใหญ่ไป…แมงป่องตัวนั้นก็เดินไปเรื่อยๆ (หลังจากผ่านเหตุการณ์นี้มา เรารู้สึกว่า การตัดสินใจของเราช้ามากผิดปกติ ไม่ฉับไว..ไม่เด็ดขาด…ความเศร้าทำให้คนเราเป็นแบบนี้นี่เอง) ในที่สุด เราก็เจอกระเบื้องแตกๆ อยู่ครึ่งแผ่นแถวนั้น เราจึงตัดสินใจพิฆาตแมงป่องตัวนั้นทันที…รู้สึกเสียใจเหมือนกัน เพราะเราเพิ่งเสียน้าผู้หญิงไป แล้วยังต้องฆ่าสัตว์ที่ไม่รู้อิโน่อิเหน่อีก..แต๋ก็นั่นแหละนะ ชีวิตเป็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจ ถ้าเราไม่ฆ่าแมงป่อง ยายนิลอาจถูกแมงป่องกัดก็ได้ (เพราะลำพัง แรงจะยกขาของแกแทบจะไม่มีอยู่แล้ว) เราไม่รู้ว่าสิ่งที่เราทำถูกหรือผิด แต่เราก็เลือกที่จะทำแบบนั้น

พอฆ่าแมงป่องเสร็จ เราเปิดประตูบ้าน…มองเข้าไป แล้วถอยออกมา เพราะนึกไม่ออกว่าตัวเองมาทำไม…ไม่มีเหตุผล ไม่มีข้ออ้าง…มีแต่ความรู้สึกว่างๆ ในใจ จึงตัดสินใจเดินกลับไปที่บ้านของน้าผู้หญิง

จากนั้น เราก็รับหน้าที่เตรียมรูปหน้าศพของน้าผู้หญิง ซึ่งแทบจะไม่มีเลย มีแต่รูปที่ถ่ายตอนที่ลูกชายได้รับปริญญา เราเลยคุยกับทางบ้านว่าเราจะเอาไป scan ตัดแต่ง และอัดใส่กรอบให้ แล้วเราก็ขับรถเข้ามาในเมือง (แบบไม่มีอารมณ์เปิดเพลงฟัง…รู้สึกว่าอารมณ์มันจะล้าไปหมด) เป้าหมายอีกอย่างของการกลับเข้ามาในเมืองคือ จะต้องมาจัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินที่เราจะต้องเดินทางไปกรุงเทพฯในวันที่ 16 นี้ เวลา 12.25 น. ซึ่งคิดว่าคงจะต้องถูกเลื่อนออกไป เนื่องจากตรงกับวันเผาศพของน้าผู้หญิง

ตอนที่หาตั๋วเครื่องบินใหม่ เราก็นึกในใจว่าอย่างน้อยเราคงต้องเสียเงินอีกประมาณพันกว่าบาท เพราะตั๋วที่จองมาเป็นแบบ promotion เปลี่ยน flight ไม่ได้ แทบจะเหมือนกับการซื้อใหม่ด้วยซ้ำ ระหว่างกำลังเลือกอยู่ว่าจะจอง flight ใหม่ตอนไหนดี คือยังไงต้องเป็น flight หลังบ่ายสองโมงของวันที่ 16 ปรากฏว่า flight ที่ถูกที่สุดก็ประมาณหนึ่งพันหนึ่งร้อยบาท แต่ไปถึงกรุงเทพดึกมาก ส่วน flight ก่อนหน้านี้ก็ดูจะแพงเหลือเกิน..ระหว่างกำลังคิดว่า หรือจะนั่งรถ Bus ไปดีหนอ…(ถูกตังค์กว่ากันเยอะ แต่ก็เสียเวลาหน่อย ไม่น่าจะมีปัญหา) ก็พบว่า flight เดิมที่เราเคยจองไว้คือตอน 12.25 น. มันหายไป เลยโทรไปถามที่สายการบิน ปรากฏว่า flight นั้นถูก cancel ไปแล้ว และเราสามารถเลือกที่จะไป flight ก่อนหน้าหรือหลังจากนั้นก็ได้ โดยไม่เสียเงินเพิ่ม…โอ้…สวรรค์โปรด เรื่องโชคดีแบบนี้ก็มีด้วย (ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่) เราจึงเปลี่ยนตั๋วไปเป็น flight ตอนเย็น ซึ่งคิดว่าน่าจะกลับจากการเผาศพของน้าผู้หญิงทันพอดี

เรื่องดีๆ แบบนี้ทำให้อาการเศร้าของเราเบาบางลงไปเยอะ มีความรู้สึกพร้อมที่จะกลับไปรับมือกับเรื่องที่เกิดขึ้นที่บ้านแล้ว และมีความรู้สึกอยากทำดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะยังไงเราก็เชื่อในผลของกรรมดี…และจากการที่น้าผู้หญิงจากไปแบบกระทันหัน ทำให้เราตระหนักว่า ชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก…เราทุกคนมีโอกาสจากไปแบบกระทันหัน และความตายเป็นเรื่องธรรมชาติ เพียงแต่ว่า ก่อนตาย…เราได้ทำทุกๆ อย่างในชีวิตที่ถูกต้องดีงามเต็มที่หรือยัง  ถ้ายัง…เราจะรออะไรกันอยู่ฮึ?

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s