โลกของคนทำความสะอาด

มาตรฐาน

อาชีพทำความสะอาด ถึอเป็นอาชีพพื้นฐานที่มีอยู่ทั่วโลก ทำให้คนที่ทำงานในอาชีพนี้มีสัดส่วนคิดเป็น 3% ของคนทำงานทั้งหมดในประเทศอเมริกา 4% ในประเทศฟินแลนด์ และ 10% ในประเทศสเปน (ในประเทศไทย ณ ตอนนี้ ผู้เขียนยังไม่พบงานวิจัยหรือข้อมูลทางสถิติที่รวบรวมไว้)

ข้อมูลจากหลายประเทศทั่วโลก ชี้ให้เห็นว่า คนทำความสะอาดส่วนใหญ่มักเป็นเพศหญิง และมักจะมีอายุค่อนข้างสูง ทั่งนี้ลักษณะงานทำความสะอาดอาจมีความแตกต่างกันไป ขึ้นกับหน่วยงานหรือพื้นที่ที่เข้าไปทำงาน  ส่งผลให้เกิดความแตกต่างของสภาพการทำงานและปัจจัยอันตรายในการทำงานที่คนทำงานต้องเผชิญ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลส่วนใหญ่พบว่าคนทำความสะอาดจำนวนมากล้วนเป็นแรงงานนอกระบบ โดยเฉพาะคนที่รับทำความสะอาดตามบ้านพักส่วนตัว และบ่อยครั้งที่มักจะพบว่าได้รับการจ้างงานแบบ part-time หรือแบบรายวัน

ผลของการถูกจ้างงานแบบนอกระบบ ทำให้คนงานไม่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายแรงงานและพระราชบัญญัติประกันสังคม ทำให้คนงานเหล่านี้ได้รับค่าจ้างแรงงานและประกันสุขภาพที่ไม่เหมาะสม ขาดการได้รับการเฝ้าระวังทางสุขภาพ และการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงาน

ลักษณะงานทำความสะอาด
จุดประสงค์ของการทำความสะอาดโดยทั่วไป คือ การพยายามคงไว้ซึ่งสภาพที่ดี สะอาด และเหมาะสมของสถานที่ต่างๆ ทำให้งานทำความสะอาดบางครั้งกินความหมายกว้างไปถึงงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การกำจัดขยะ หรือการกำจัดน้ำเสีย อย่างไรก็ตามกิจกรรมหลักโดยทั่วไปของการทำความสะอาด ได้แก่ การทำความสะอาดพื้นผิว เช่น พื้นห้อง เฟอร์นิเจอร์ หน้าต่าง ยานพาหนะ เครื่องมือเครื่องจักรต่างๆ รวมทั้งการเทขยะ อาจหมายถึงงานที่ต้องมีการปัดฝุ่น (dusting) เช็ด (wiping) กวาด (sweeping) หรือทำความสะอาดโดยใช้เครื่องดูดต่างๆ (vacuuming) ซึ่งงานเหล่านี้ มักต้องทำควบคู่ไปกับการใช้น้ำยาทำความสะอาด เพื่อช่วยให้การทำความสะอาดพื้นผิวต่างๆ เป็นไปได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงการใช้น้ำยาหรือสารเคมีที่มีกลิ่นหอม เพื่อใช้ขจัดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์

ปัจจัยอันตรายจากการทำงานของงานทำความสะอาด
โดยทั่วไปปัจจัยอันตรายจากการทำงานในงานทำความสะอาดจะขึ้นกับลักษณะงานที่ทำและอุปกรณ์ที่นำมาใช้ประกอบการทำความสะอาด รวมทั้งสารเคมีที่ใช้ และสภาพแวดล้อมในการทำงานบริเวณที่ต้องทำความสะอาด ชั่วโมงการทำงานของการทำความสะอาดส่วนใหญ่ มักจะไม่อยู่ในช่วงเวลาของชั่วโมงการทำงานปกติ แต่จะเกิดขึ้นหลังจากที่ส่วนของสำนักงานหรือโรงงานต่างๆ เลิกทำงานแล้ว นั่นทำให้ระบบระบายอากาศต่างๆ มักจะถูกปิดไปด้วย ส่งผลให้คนที่เข้าไปทำความสะอาดมีโอกาสสัมผัสกับความร้อน ความเย็น หรือการระบายอากาศที่ไม่ดีในขณะทำงาน มากกว่าคนที่ทำงานในชั่วโมงปกติ โดยเฉพาะในกรณีของห้องปฏิบัติการหรือห้องผ่าตัด ซึ่งอาจทำให้คนทำงานมีความเสี่ยงสูงในการสัมผัสสารอันตรายต่างๆ ผ่านระบบทางเดินหายใจ

นอกจากนี้การสัมผัสกับสารทำความสะอาดซึ่งมักเป็นสารเคมีที่มีความเข้มข้นสูง ถือเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของปัจจัยอันตรายที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนทำงานได้ ซึ่งปัจจัยอันตรายจากการทำงานในงานทำความสะอาดนั้น พอจะแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลักๆ ได้แก่ ปัจจัยอัตรายด้านกายภาพ ความปลอดภัย เคมี และจิตสังคม ดังนี้

ปัจจัยอันตรายด้านการยศาสตร์ ได้แก่ การเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อร่างกายทั้งแบบ dynamic และ static ซ้ำๆ การก้มไปข้างหน้า การเอี้ยวหรือเอนตัวมาข้างหลัง รวมถึงการทำงานโดยใช้มือกดหรือจับอุปกรณ์ทำความสะอาด และการเอื้อมมือเพื่อทำความสะอาดพื้นผิวที่อยู่ในที่สูง ล้วนส่งผลให้เกิดการทำงานหนักของระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบหายใจ และระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อของร่างกาย โดยเฉพาะอาการเจ็บป่วยในระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อ เช่น อาการปวดหลังส่วนล่าง ปวดคอ ไหล่ ข้อมือ และขา

อุบัติเหตุจากการทำงาน มักมีสาเหตุมาจากโครงสร้างของอาคารที่สร้างเป็นลักษณะพิเศษ ทำให้ยากต่อการเข้าไปทำความสะอาด ที่พบมากคือการตกจากที่สูงจากการทำความสะอาดหน้าต่าง และอาคารสูง หรือพื้นที่เปียกก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดการลื่นล้ม ในขณะที่คนทำความสะอาดถนน เป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการได้รับอุบัติเหตุจากรถเฉี่ยวชน สำหรับการทำความสะอาดในสถานที่ที่เป็นโรงพยาบาล ก็อาจได้รับอุบัติเหตุจากของมีคมทิ่มตำ จากการทิ้งเข็มหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีคมไม่เหมาะสม

ปัจจัยอันตรายด้านเคมี ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ใช้ในการทำความสะอาด เช่น น้ำยาฆ่าเชื้อ กรด ด่าง สารตัวทำละลาย และสารเพิ่มความหอม ซึ่งส่วนใหญ่จะมีฤทธิ์ในการกัดกร่อนหากใช้ในความเข้มข้นสูง และมักจะก่อให้เกิดอาการระคายเคืองเมื่อใช้ในความเข้มข้นต่ำ

ปัจจัยด้านจิตสังคม ได้แก่ การทำงานในองค์กรหรือหน่วยงานที่มีความซับซ้อน หลากหลาย บางพื้นที่ต้องทำงานเพียงลำพัง หรือการต้องทำงานในช่วงหลังเลิกงาน ทำให้เสี่ยงต่อการถูกคุมคามทางเพศและความรุนแรงต่างๆ โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานที่เป็นผู้หญิง นอกจากนี้ ด้วยลักษณะงานทำความสะอาดที่มีชั่วโมงการทำงานต่างจากคนทำงานกลุ่มอื่น ทำให้มักถูกแยกออกจากสังคม และบางครั้งก็ถูกมองว่าเป็นคนที่ทำงานต่ำต้อย โอกาสก้าวหน้าในงานน้อย รวมไปถึงปัจจัยอื่นๆ ที่อาจก่อให้เกิดความเครียดจากการทำงาน เช่น ความเมื่อยล้า ความกดดันที่เกิดจากเวลาการทำงาน ไม่ได้รับการอบรมที่เพียงพอ และงานที่ซ้ำซาก นอกจากนี้การทำงานที่ต้องสัมผัสกับสิ่งสกปรกและกลิ่มเหม็นก็อาจทำให้เกิดความรู้สึกไม่สุขสบายได้

ปัจจัยอันตรายอื่นๆ ได้แก่ ปัจจัยอันตรายด้านชีวภาพจากงานทำความสะอาดที่เกี่ยวข้อง เช่น โอกาสสัมผัสเชื้อโรคต่างๆ ที่อาจสะสมในเครื่องดูดฝุ่น หรือการทำความสะอาดถนนที่อาจมีโอกาสสัมผัสฝุ่นควันจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ต่างๆ เป็นต้น

อ้างอิงจาก:
Zock, J. P. (2005). World at work: cleaners. Occup Environ Med, 62; 581-584.

2 responses »

  1. โอโห ไม่ได้เข้ามาดูเสียหลายวัน มีอะไรต่ออะไร เกิดขึ้นเยอะแยะเลย ชื่นชมจ๊ะ ชื่นชม

    อาจารย์

    • ช่วงนี้มีอารมณ์อยากเขียน blog มากเลยค่ะ อย่างที่อาจารย์ว่า มีอะไรเกิดขึ้นมากมาย เมื่อมีเวลาพอที่จะบันทึก ก็เลยรีบทำค่ะ (จริงๆ กลัวลืมค่ะ ^^)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s