ความตายมิอาจจากพราก

มาตรฐาน

ไม่มีใครคิดว่า เมย์ ฟอสเตอร์ จะอยากแต่งงานกับ จอห์น ชาร์ริงตัน แต่เขาไม่คิดอย่างนั้น และเมื่อ จอห์น ชาร์ริงตันต้องการสิ่งใดก็ตาม เขาจะต้องได้มันมาเสมอ เขาเคยขอหล่อนแต่งงานก่อนที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ แต่หล่อนเอาแต่หัวเราะและปฏิเสธไม่ยอมแต่งงานด้วย เขาขอหล่อนอีกครั้งตอนที่เรียนจบและกลับมาอยู่บ้าน หล่อนยังคงหัวเราะและปฏิเสธซ้ำเช่นเคย แล้วเขาก็ขอหล่อนแต่งงานอีกเป็นครั้งที่สาม ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่หล่อนหัวเราะมากกว่าครั้งใดๆ

จอห์นไม่ใช่ผู้ชายคนเดียวที่อยากแต่งงานกับเมย์ เพราะเมย์ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในหมู่บ้านของเรา และเราทุกคนล้วนตกหลุมรักหล่อนทั้งนั้น ฉะนั้นจึงไม่มีใครสักคนที่จะรู้สึกยินดียามที่จอห์นเชื้อเชิญให้ไปร่วมงานแต่งของเขาอย่างกระทันหัน
“งานแต่งของนายงั้นเหรอ?”
“พูดเล่นใช่ไหมนี่?”
“ใครเป็นสาวผู้โชคดีคนนั้นฮึ? แล้วจะแต่งเมื่อไร?”
จอห์น ชาร์ริงตัน รออยู่ชั่วครู่ก่อนตอบคำถาม
“สาวคนนั้นก็คือ เมย์ ฟอสเตอร์ไง และงานแต่งจะมีขึ้นในเดือนกันยายน” เขาตอบเรียบๆ
“ไม่จริง ไม่เชื่อโว้ย…หล่อนปฏิเสธนายไปแล้วไม่ใช่เหรอ” ใครบางคนพูดขึ้น “หล่อนปฏิเสธนายตลอดมานี่นาจอห์น นายจำไม่ได้เหรอ” แล้วทุกคนก็หัวเราะ
“แต่ฉันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงนะ” ผมพูด พลางมองหน้าเขา “นายทำได้ยังไงฮึ? จอห์น”
“คนมันโชคดีว่ะ” เขาตอบ “และฉันก็ไม่เคยหยุดขอแต่งงานกับหล่อนเลยนี่นา” และนั่นคือคำตอบที่เขาให้กับพวกเรา

สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือ ดูเหมือนว่า เมย์ ฟอสเตอร์ เองก็หลงรักเขาเช่นกัน บางทีอาจเป็นเพราะหล่อนรักเขามาตลอดก็ได้ ผู้หญิงช่างเป็นเพศที่เข้าใจยากจริงๆ

พวกเราล้วนได้รับเชิญให้ไปงานแต่ง ส่วนตัวผมเองได้รับเลือกให้เป็นเพื่อนเจ้าบ่าว ทุกคนต่างโจษจันกันถึงเรื่องนี้ และมักจะลงเอยด้วยคำถามเดิมซ้ำๆ ว่า “หล่อนรักเขาจริงๆ หรือเนี่ย?” ครั้งแรกที่ผมตั้งคำถามนี้กับตัวเองคือช่วงต้นฤดูร้อน จนกระทั่งถึงเย็นวันหนึ่งในเดือนสิงหาคม ผมก็ไม่เคยถามคำถามนี้อีกเลย เพราะอะไรน่ะเหรอ?

ปกติเวลากลับบ้าน ผมต้องเดินผ่านโบสถ์ของหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนเนินเขา ที่ล้อมรอบด้วยหญ้านุ่มหนา เวลาเดินจึงแทบจะไม่ปรากฎเสียงใดๆ ให้ได้ยิน ตอนที่เห็นพวกเขาอยู่ด้วยกัน เมย์กำลังนั่งอยู่บนหินหลุมศพเตี้ยๆ ใบหน้าของหล่อนหันเข้าหาแสงอาทิตย์ยามเย็น เป็นใบหน้าที่ตอบคำถามทุกสิ่ง เพราะมันแสดงให้เห็นว่าหล่อนรักจอห์น ชาร์ริงตันแค่ไหน ผมว่า หล่อนดูสวยกว่าทุกครั้งที่ผมเคยเห็น สำหรับจอห์น เขานอนหงายเหยียดยาวอยู่ใกล้ๆ เท้าของหล่อน ได้ยินเสียงของเขาพูดกลบความเงียบของเย็นเดือนสิงหาว่า “ที่รักจ้ะ ที่รักจ๋า ถ้าคุณต้องการผม ผมจะกลับมา แม้ความตายจะพรากให้เราจากกัน ผมก็จะกลับมาหาคุณ” สิ่งที่ผมได้ยิน ทำให้ผมเข้าใจในทันที ผมจึงเร่งฝีเท้าเดินกลับบ้านของตัวเอง

งานแต่งงานถูกจัดเตรียมขึ้นในต้นเดือนกันยายน สองวันก่อนงานแต่ง ผมต้องเดินทางไปทำธุระที่ลอนดอน ขณะที่ผมยืนคอยรถไฟอยู่ที่สถานี ผมก็เห็นจอห์นและเมย์เดินเข้ามาในสถานี ต่างมองตากันและกัน แน่นอน ผมไม่ได้ทักทายพวกเขา และเมื่อรถไฟมาถึง ผมจึงขึ้นรถไฟและมองหาที่นั่งสำหรับตัวเอง พลางคิดว่า ถ้าจอห์นเดินทางเพียงลำพัง เขาคงเดินเข้ามาทักทายผมเอง และเขาก็มาจริงๆ
“หวัดดี” เขาพูดพร้อมกับเดินเข้ามาในตู้ที่ผมนั่ง “โชคดีชะมัด การเดินทางครั้งนี้คงไม่น่าเบื่อถ้ามีนาย”
“นายจะไปไหนเหรอ?” ผมถาม
“ไปดูใจตาแก่แบรนบริดจ์ ลุงของฉันหน่อยน่ะ” เขาตอบ พลางหันไปร่ำลากับเมย์ผ่านหน้าต่างรถไฟ
“จอห์นคะ…ฉันไม่อยากให้คุณไปเลย” หล่อนพูดด้วยน้ำเสียงค่อนข้างจริงจัง
“ฉันรู้สึกว่ามีบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น แต่ฉันไม่รู้ว่ามันคืออะไร”
“คุณคิดว่าผมจะปล่อยให้อะไรเกิดขึ้นกับผมงั้นเหรอ ในเมื่อวันมะรืนนี้ก็จะเป็นวันแต่งงานของเราแล้ว”
“อย่าไปเลย” หล่อนอ้อนวอนเขาอีกครั้ง
เขาจับมือหล่อนไว้ “ผมต้องไปนะเมย์ ลุงดีกับผมมาก และตอนนี้เขากำลังจะตาย ผมต้องไปดูใจเขาหน่อย แต่รับรองว่าจะรีบกลับมาให้ทันงานแต่งของเราแน่ๆ”
“คุณแน่ใจนะ?” หล่อนย้ำ ในขณะที่รถไฟกำลังเริ่มเคลื่อนขบวน
“ไม่มีอะไรจะทำให้ผมไปจากคุณได้หรอก” เขายืนยัน

เมื่อรถไฟแล่นออกมาจนมองไม่เห็นหล่อนแล้ว เขานั่งลงและเล่าถึงเรื่องลุงที่กำลังจะตายที่บ้านในเมืองพีสมาช และอยากพบเขา นั่นทำให้เขารู้สึกว่าเขาจำเป็นต้องไป “ฉันจะกลับมาในวันพรุ่งนี้” เขาบอก “หรือไม่ก็อาจเป็นมะรืนนี้ ขึ้นกับว่ามีเวลาแค่ไหน”
“แล้วถ้าลุงแบรมบริดจ์ของนายตายล่ะ?” ผมถาม
“ไม่ว่าเป็นหรือตาย ฉันก็จะแต่งงานในวันพฤหัสนี้” จอห์นตอบ พลางเปิดหนังสือพิมพ์อ่าน

จอห์นลงรถไฟที่สถานีพีสมาช ผมได้แต่มองเขาเดินจากไป
ผมพักในลอนดอนคืนหนึ่ง เมื่อกลับถึงบ้านในตอนบ่ายของวันถัดไป น้องสาวก็เข้ามาถามว่า “จอห์น ชาร์ริงตัน ไปไหน?”
“อ้าว..เขายังไม่กลับมาเหรอ?” ผมถาม ผมแน่ใจว่าเขาน่าจะถึงบ้านแล้วด้วยซ้ำ “ยังเลยจ้ะ พี่เจฟฟรี่ เขายังไม่กลับมา และที่มากกว่านั้นคือ เขาคงไม่กลับมาแล้วล่ะ และคงจะไม่มีงานแต่งในวันพรุ่งนี้” น้องสาวผมช่างมองคนอื่นในแง่ร้ายอะไรอย่างนั้น นั่นทำให้ผมรู้สึกโกรธมาก “อย่าพูดอะไรโง่ๆ ไปหน่อยเลย ต้องมีงานแต่งงานแน่นอนสิ” ผมว่า ยังไงก็ตามผมก็ไม่มั่นใจนักเพราะหลังจากคืนนั้นผ่านไป จอห์น ชาร์ริงตันก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับมา

เช้าวันต่อมา แดดจ้าฟ้าใส ผมได้รับข้อความจากจอห์น และเมื่อผมไปถึงบ้านของครอบครัวฟอสเตอร์ ก็พบว่าเขาเขียนถึงเมย์ด้วยเช่นกัน “ลุงแบรมบริดจ์ขอให้เขาอยู่อีกคืน” หล่อนว่า “จอห์นเป็นคนใจดี เขาคงปฏิเสธไม่ได้ ฉันเองก็ได้แต่หวังว่าเขาจะไม่ยอมอยู่ค้างอีกคืนนะ”
“ยังไงก็ตาม เขาบอกผมให้ไปรับเขาที่สถานีตอนบ่ายสามโมง และจะตรงไปที่โบสถ์เลย” ผมบอก 

ผมไปถึงสถานีรถไฟตอนบ่ายสองโมงครึ่ง รู้สึกโกรธเล็กน้อยเพราะไม่ค่อยชอบใจที่จอห์นจะตรงไปที่โบสถ์ทันทีหลังจากลงจากรถไฟ เพื่อไปแต่งงานกับสาวสวยขนาดนั้น และเมื่อรถไฟเที่ยวบ่ายสามโมงมาถึง กลับพบว่าไม่มีผู้โดยสารเลยแม้แต่คนเดียว นั่นทำให้ผมฉุนมากขึ้น เพราะจะไม่มีรถไฟขบวนไหนมาเทียบท่าอีกเลยภายในสามสิบห้านาทีจากนี้ “ถ้าเขารีบจริงๆ” ผมคิด “เราน่าจะไปถึงโบสถ์ทันเวลา แต่คนโง่แบบไหนกันนะ ที่พลาดรถไฟขบวนแรกเสียได้”

เวลาสามสิบห้านาทีที่รอคอยดูเหมือนยาวนานเป็นปี รถไฟมาถึงสาย และแน่นอนไม่มีแม้แต่เงาของจอห์น ชาร์ริงตัน บนรถไฟขบวนนั้น ผมรีบกระโจนขึ้นบนรถม้าที่จอดรออยู่นอกสถานี “ขับไปที่โบสถ์” ผมสั่ง จริงๆ แล้วผมรู้สึกกังวลมากกว่าโกรธ เขาไปอยู่ไหนกันแน่? เขาไม่สบายหรือเปล่า? แต่เขาไม่เคยป่วยนี่นา หรือบางทีเขาอาจเกิดอุบัติเหตุ ใช่..ต้องใช่แน่ๆ ต้องมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับเขาเป็นแน่ และผมต้องรีบกลับไปบอกเจ้าสาวของเขา

ตอนที่ผมไปถึงโบสถ์ อีกห้านาทีจะสี่โมง ผมโดดจากรถม้าแล้ววิ่งผ่านกลุ่มคนที่มาร่วมงานซึ่งรอกันอยู่นอกโบสถ์ และพบกับคนดูแลสวนของหมู่บ้านที่หน้าประตู
“พวกเขายังรออยู่อีกเหรอ? ดอน” ผมถาม
“รออยู่หรือขอรับ? นายท่าน ไม่หรอกขอรับ พิธีแต่งงานใกล้จะเสร็จแล้ว”
“หา…เสร็จแล้ว!! คุณชาร์ริงตันมาแล้วหรือ?”
“ขอรับนายท่าน เขามาถึงตรงเวลา แต่ว่า…นายท่านขอรับ…” ทอมหันมองไปรอบๆ แล้วกระซิบให้ผมได้ยินเบาๆว่า “ผมไม่เคยเห็นคุณชาร์ริงตันเป็นแบบนี้มาก่อน ผมว่า เขาคงเมาหนักไปหน่อย เสื้อผ้าเขาก็สกปรกเลอะเทอะ หน้าตาก็ขาวซีดยังกะกระดาษ หลายๆ คนก็ว่ากันแบบนี้ ท่านขอรับ แต่ผมคิดว่าคงเป็นเพราะเขาดื่มหนักไปแน่ๆ เขาดูเหมือนผีเลย และเขาก็เดินตรงเข้าไปโดยไม่ได้ทักทายใครเลย”

ชาวบ้านที่จับกลุ่มกันอยู่ข้างนอกคุยกระซิบกระซาบกันเบาๆ และเตรียมพร้อมที่จะโปรยเมล็ดข้าวสารเพื่ออวยพรแก่คู่บ่าวสาวคู่ใหม่ เมื่อจอห์น ชาร์ริงตันและเจ้าสาวของเขาปรากฎตัวที่หน้าโบสถ์ ผมว่าทอมพูดถูก จอห์น ชาร์ริงตันดูไม่เป็นตัวของตัวเอง เสื้อคลุมของเขาสกปรก ผมรุงรัง และใบหน้าของเขาก็ซีดราวกับคนตาย แต่ก็ไม่ซีดขาวมากไปกว่าใบหน้าของภรรยาของเขา กับชุดสีขาวและช่อดอกไม้สีขาวในมือหล่อน

เมื่อพวกเขาเดินออกจากโบสถ์ คนสั่นระฆังเริ่มดึงเชือก เสียงระฆังเริ่มส่งเสียงกังวาน แต่ไม่ใช่สำหรับงานวิวาห์ มันกลับดังโหยหวน ยาวนานคล้ายกับงานศพ ความรู้สึกหวาดหวั่นเริ่มปรากฎบนใบหน้าของคนที่มาร่วมงาน ทำไมคนสั่นระฆังถึงทำผิดพลาดได้มากขนาดนี้หนอ? การณ์ปรากฎว่าคนสั่นระฆังกลับวิ่งออกมาจากโบสถ์ด้วยท่าทางหวาดกลัว และปฏิเสธที่จะเข้าไปในโบสถ์อีกครั้ง ในขณะที่มือของเจ้าสาวเริ่มสั่น มีรอยสีเทาคล้ำรอบๆ ริมฝีปากของหล่อน ฝ่ายสามีกอดแขนหล่อนกระชับไว้ พาเดินเคียงคู่กันผ่านผู้คนที่มาร่วมงาน เพื่อเตรียมรับการอวยพรด้วยเมล็ดขาว แต่กลับไม่มีใครโปรยเมล็ดข้าวแม้แต่เมล็ดเดียว และเสียงระฆังวิวาห์ก็เงียบกริบไม่ดังกังวานแม้แต่น้อย

ในความเงียบที่เงียบงันยิ่งกว่าเสียงของความตาย จอห์น ชาร์ริงตันและเจ้าสาวก้าวขึ้นไปบนรถม้าของพวกเขา ปิดประตู และรถม้าก็แล่นจากไป

แล้วผู้คนก็เริ่มพูดกันด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความแปลกใจ โกรธ และกลัวระคนกัน อันอาจเนื่องมาจากสิ่งที่พวกเขาเห็น ผมนั่งรถม้ากลับบ้านพร้อมกับนายฟอสเตอร์ พ่อของเมย์ “ทำไมฉันจึงปล่อยให้ลูกสาวแต่งกับหมอนี่นะ?” นายฟอสเตอร์พูดด้วยความโกรธ “มาแต่งงานด้วยสภาพแบบนั้น ฉันน่าจะตั้นหน้ามันด้วยซ้ำ” เขาโผล่หัวออกไปนอกหน้าต่างรถม้า “ขับไปเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้” เขาตะโกนสั่ง คนขับเร่งรถม้าออกไปอย่างรวดเร็ว เราขับผ่านรถม้าของคู่บ่าวสาวโดยไม่หันไปมอง และถึงบ้านก่อนรถม้าคันดังกล่าวจะมาถึง

เรายืนรออยู่ที่ประตู ภายใต้แสงแดดที่ร้อนระอุ ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น รถม้าของคู่แต่งงานก็มาถึง เมื่อมันหยุดลงที่ตรงบันได พ่อของเมย์และผมก็รีบวิ่งลงไป “ให้ตายเถอะ…ในรถม้าไม่มีใครเลย แต่…” ผมเปิดประตูรถม้าออก และสิ่งที่เห็นก็คือ…ไม่มี จอห์น ชาร์ริงตัน มีเพียงเมย์ภรรยาของเขาในชุดแต่งงานสีขาว นอนฟุบอยู่ระหว่างเบาะนั่งกับพื้นของรถม้า

“ผมขับตรงมาเลย” คนขับบอก ในขณะที่พ่อของเมย์อุ้มหล่อนออกมาจากรถม้า “และไม่มีใครออกจากรถม้าเลย” คนขับย้ำ เราช่วยกันอุ้มเมย์ที่ยังอยู่ในชุดแต่งงานเข้าไปในบ้าน และผมก็เห็นหน้าหล่อน เป็นใบหน้าที่ไม่มีทางลืมลงตลอดชีวิตนี้ ผมเห็นแต่สีขาว ขาวเต็มไปหมด ดวงตาของหล่อนฉายแววแห่งความกลัวและตื่นตระหนก อย่างที่ผมไม่เห็นบนหน้าของใครมาก่อน และผมของเธอ…ผมสีทองแสนสวยของเธอ กลายเป็นสีขาวเหมือนสีของหิมะยังไงยังงั้น

ในขณะที่พ่อของหล่อนและผมยืนแข็งที่อ ไม่อาจพูดอะไรได้อยู่ตรงนั้น ก็มีเด็กชายคนหนึ่งมาที่บ้านพร้อมกับข้อความที่บอกว่า
“คุณชาร์ริงตันตกม้าขณะกำลังเดินทางไปสถานีรถไฟตอนบ่ายโมงครึ่ง เขาตายคาที่”
และเขาแต่งงานกับเมย์ ฟอสเตอร์ ที่โบสถ์ตอนสามโมงครึ่ง ท่ามกลางสายตาของคนเกือบครึ่งหมู่บ้าน
“ไม่ว่าเป็นหรือตาย…ฉันจะแต่งงานในวันพฤหัส”
เกิดอะไรขึ้นในรถม้าของคู่แต่งงานระหว่างเดินทางกลับบ้านกันแน่ ไม่มีใครรู้ และคงไม่มีใครอยากรู้

หนึ่งอาทิตย์หลังจากนั้น พวกเขาวางร่างที่ไร้ชีวิตของเมย์ ชาร์ริงตัน เคียงข้างสามีของหล่อนภายใต้พื้นหญ้าเขียวชะอุ่ม หนานุ่ม ในเขตพื้นที่ของโบสถ์ ที่ๆ ทั้งคู่ให้สัญญารักกันว่า “แม้ความตายก็มิอาจจากพราก” และนั่น อาจเป็นวิธีแต่งงานในแบบฉบับของจอห์น ชาร์ริงตัน กระมัง

หมายเหตุ:
แปลจาก John Charrington’s Wedding ของ Edith Nesbit

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s