11 นาที (Eleven Minutes)

มาตรฐาน

0000773

 

“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีโสเภณีคนหนึ่งชื่อว่ามาเรีย…”
เปาโล ขึ้นต้นหนังสือเรื่อง 11 นาที ของเขาด้วยประโยคนี้

เช่นเดียวกับหน้าปกหนังสือที่โปรยคำพูดไว้ว่า
เป็นวรรณกรรมถ่ายทอดความงาม ลึกซึ้ง
และความศักดิ์สิทธิ์ของ “เซ็กซ์”
นั่นทำให้เดาได้ไม่ยากว่าเนื้อในของหนังสือคงไม่พ้น
เรื่องอิโรติกเรื่องอื่นที่คุ้นเคย

การพูดถึงเซ็กซ์ในแง่ของความงามและความลึกซึ้งยังพอเข้าใจได้
แต่ความศักดิ์สิทธิ์ล่ะ คือสิ่งใดกัน?

เมื่อพลิกไปอ่านคำโปรยบนปกหลัง ก็พบกับข้อความที่ว่า
“…ไม่เหมือนที่ลูกค้าของฉันคิด เซ็กซ์ใช่ว่าจะมีกันเมื่อไหร่ก็ได้
คนแต่ละคนต่างก็มีนาฬิกาซ่อนอยู่ข้างใน
และเพื่อที่จะมีสัมพันธ์กัน เข็มนาฬิกาของคนทั้งสอง
จะต้องชี้ไปที่เวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน
ใครที่มีความรัก ความรู้สึกดีๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีเพศสัมพันธ์
คนสองคนที่ใช้ชีวิตร่วมกัน ถ้าอยากมีความสุข
ก็จำเป็นต้องปรับเข็มนาฬิกาของตนเอง
ด้วยความอดทนและพยายาม…”
นี่คือ บันทึกของมาเรียในวันที่ลูกค้าบางตา

แค่บันทึกช่วงหนึ่งในวันที่ลูกค้าบางตา มาเรียยังเขียนได้ลึกซึ้งแบบนี้
ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า แล้ววันอื่นๆ ของเธอล่ะ
เธอได้บันทึกและเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตและเซ็กซ์อย่างไรบ้าง

พอได้อ่านหนังสือเล่มนี้จริงจัง ก็ทำเอาวางไม่ลงจริงๆ
เลยอ่านรวดเดียวจบภายในสามชั่วโมง
ได้เจอกับคำพูดโดนใจมากมาย ที่ลึกซึ้งและสวยงาม
อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ต้น
ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่เป็นบันทึกของมาเรีย และส่วนที่เปาโลผู้เขียนเรียบเรียงไว้

หนังสือพาเราไปรู้จักกับมาเรีย หญิงสาวชาวบราซิล เริ่มตั้งแต่วัยเริ่มสาว
ความรักครั้งแรกเมื่ออายุได้ 11 ปี (ที่สูญเสียไปเพราะความไร้เดียงสา
เนื่องจากไม่รู้ว่าจะตอบสนองปฏิกิริยาของเด็กหนุ่มที่ดูเหมือน
จะชอบเธอเหมือนกันแบบไหน เลยได้แต่แอบรักและปวดร้าว)
จูบครั้งแรก (ที่เมื่อเล่าให้เพื่อนฟังแล้วถูกหัวเราะเยาะ เพราะความไม่ประสา
ทำให้เธอได้รู้ว่า ภาพจูบในหนังทีวี ใช้ไม่ได้กับชีวิตจริง)
และการเสียสาวครั้งแรก (ที่มีแต่ความรู้สึกเจ็บปวด ไม่มีความรู้สึกอัศจรรย์
ไม่มีนกกระสาโผบิน ไม่มีดวงอาทิตย์อัศดง ไม่มีดนตรีบรรเลง
ไม่…อื่นๆ อีกมากมาย)

มีเรื่องราวทั้งดีและร้ายเกิดขึ้นกับมาเรียหลายเรื่องในช่วงที่เริ่มสาว
และเธอเลือกที่จะบันทึกมันไว้ทุกสิ่ง
จนกระทั่งเธอได้พบกับชาวสวิสคนหนึ่ง ที่ทำให้เธอตัดสินใจ
ละทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อตามเขาไปทำงานเป็นนักเต้นที่สวิสเซอร์แลนด์
หลังจากนั้นชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
และกลายเป็นปฐมบทของการตัดสินใจเริ่มอาชีพ “โสเภณี”

ว่ากันว่า กาลเวลาไม่ได้ทำให้คนเปลี่ยน ความรู้ก็เหมือนกัน
สิ่งเดียวที่สามารถทำให้คนเปลี่ยนได้คือความรัก
แต่ก่อนตัดสินใจก้าวสู่การเป็นโสเภณี มาเรียกลับได้เรียนรู้ว่า
สิ่งที่ทำให้มนุษย์เลือกทางเดินที่ต่างจากเส้นทางที่ได้วางแผนไว้อย่างสิ้นเชิง
คือสิ่งที่เรียกว่า “ความสิ้นหวัง” มากกว่า ความรัก
ใช่ ความรักอาจเปลี่ยนแปลงคนบางคนได้
แต่ความสิ้นหวังเปลี่ยนได้เร็วยิ่งกว่า

มาเรียพยายามทุกวิถีทางที่จะเป็นโสเภณีที่ดีที่สุด
หาเงินให้ได้มากๆ ในเวลาที่น้อย
ไม่คิดอะไรมาก และหาเหตุผลดีๆ มารองรับสิ่งที่กำลังทำอยู่
เธอบอกว่า สิ่งที่ยากที่สุดก็คือ เธอไม่รู้ว่าเหตุผลที่แท้จริงคืออะไร
ชีวิตที่ผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าหรือเปล่า…
ที่ทำให้เธอตัดสินใจเลือกเดินเส้นทางนี้

เธอเขียนบันทึกตอนหนึ่งว่า “…แม้ว่าชะตาชีวิตของฉันจะไม่ดีงาม
และเป็นแค่คนชายขอบ แต่ในการแสวงหาความสุข
เราทุกคนได้แต้มเสมอกันทั้งนั้น…”

หลังทำงานได้หกเดือน มาเรียแปลกใจที่พบว่า ลูกค้าทุกๆ หนึ่งในห้า
ไม่ได้มาซื้อบริการโสเภณีเพื่อเซ็กซ์ แต่เพื่อให้ได้คุยนิดหน่อย
จ่ายตามราคา ไปโรงแรม และเมือถึงเวลาที่ต้องเปลื้องผ้า
พวกเขาจะบอกว่าไม่ต้อง
พวกเขาอยากคุยเรื่องความกดดันจากที่ทำงาน เรื่องชีวิตคู่ที่มีปัญหา
เรื่องที่ตัวเองรู้สึกโดดเดี่ยว ฯลฯ
ทำให้เธอรู้ว่าตัวเองต้องสรรหาอะไรบางอย่าง
เพื่อให้ลูกค้าผ่อนคลายจากความเครียด
นั่นหมายถึงการปรับปรุงคุณภาพของการบริการ (เท่ากับโอกาสที่จะได้เงินเพิ่ม)

เธอจึงไปใช้บริการห้องสมุด ยืมหนังสือเกี่ยวกับปัญหาชีวิตคู่
จิตวิทยา การเมือง และเริ่มสนใจอ่านข่าวหนังสือพิมพ์
รวมทั้งติดตามหน้าเศรษฐกิจทุกครั้งที่ทำได้
เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้บริหาร
เธออ่านตำราเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์
เพราะเชื่อว่าทุกคนมีความทุกข์ไม่ว่าจะมาจากสาเหตุใด
การกระทำเหล่านี้ ทำให้เธอได้รับการยอมรับนับถึอจากลูกค้า
และเป็นที่ชื่นชอบ (ปนอิจฉาริษยา) จากเพื่อนร่วมอาชีพ

มาเรียพยายามพัฒนาตัวเองในเรื่องของการทำงาน
จึงพยายามลองดูหนังโป๊บ้างเป็นบางครั้ง
ด้วยหวังว่าจะได้เรียนรู้อะไรดีๆ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในที่ทำงานได้
บางครั้งเธอพบเห็นบางอย่างน่าสนใจ แต่พอนำมาปฏิบัติกับลูกค้าแล้ว
กลับพบว่าไม่สนุก เพราะต้องใช้เวลานานมาก…

อ่านแล้วทึ่งความคิดของมาเรีย เธอไม่ได้ชอบในสิ่งที่เป็น
แต่เมื่อเป็นแล้ว เธอกลับพยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
(คนที่ไม่ชอบงานที่ตัวเองทำอยู่ น่าจะได้อ่านหนังสือเล่มนี้)

ในหนังสือยังพูดถึงโสเภณีคนหนึ่ง ที่ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ
การทำงานไว้น่าสนใจว่า
“…โสเภณีเป็นอาชีพที่ไม่เหมือนอาชีพอื่น ใครที่เพิ่งทำ รายได้จะดี
ใครที่มีประสบการณ์แล้ว รายได้จะน้อย…”

นอกจากนี้ ยังมีคำแนะนำที่สาวๆ มักจะบอกต่อๆ กันว่า
“เวลาถึงจุดสุดยอด เธอต้องร้องครวญครางรู้ไหม
รับรองว่าลูกค้าไปไหนไม่รอด”
“ทำไมต้องทำอย่างนั้นด้วยล่ะ พวกเขาจ่ายเงิน
เพื่อให้ตัวเองมีความสุขนี่นา” มาเรียถาม
“เธอไม่รู้อะไร ผู้ชายไม่ได้ดูเป็นลูกผู้ชายเพราะไอ้นั่นแข็งตัวหรอก
แต่จะเป็นผู้ชายจริง ถ้าเขามีปัญญาทำให้ผู้หญิงมีความสุขต่างหากล่ะ
แล้วถ้าเขาทำให้โสเภณีอย่างเรามีความสุขได้แล้วล่ะก็ เธอเอ๋ย
เขาจะมั่นใจว่าเขาเจ๋งเกินใคร…”

(อืมห์…ผู้ชายเป็นแบบนั้นจริงๆ เหรอ?)

11 นาทีเป็นเรื่องที่อ่านสนุกมาก ไม่มีบทสังวาสหวือหวา
(โปรดอย่าคาดหวังว่าจะมีฉากอีโรติกเหมือนหนังสือที่พูดถึงเซ็กซ์ทั่วไป)
แต่จบได้น่ารักและมีความสุข เหมาะกับคำขึ้นต้นที่ว่า
“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…”

ส่วนที่ว่าชื่อเรื่อง “11 นาที” คืออะไร และมาจากไหน…
อยากได้คำตอบ คงต้องหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านเองกันแล้วล่ะ ^^

อ้างอิงจาก
11 นาที (Eleven Minutes) ของ Paulo Coelho
แปลโดย ประโลม บุญรัศมี

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s