ICOH2009: แวะเก็บดอกไม้ริมทาง

มาตรฐาน

ขอเล่าย้อนไปยังวันเดินทางจากกรุงเทพไปยังเคปทาว์น ประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งจะต้องมีการแวะเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินดูไบประมาณ 7 ชั่วโมง (นานมากๆ) ก่อนหน้านี้ได้ยินคำเล่าลือมานานแล้วว่า duty free shop ของดูไบมีของขายเยอะและราคาไม่แพง แล้วก็ได้มีโอกาสเห็นกับตาว่า มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ

ได้เจอกับ chocolate ยี่ห้อ Lindt ที่เมืองไทยขายอยู่เพียงขนาดเดียวคือแบบ 500 กรัม ราคาประมาณ 1180 บาท (ราคาเพิ่มขึ้นจากปี 2551 ประมาณ 200 บาท) ปรากฎว่าที่สนามบินดูไบขายขนาด 1000 กรัมเพียง 1183 บาท (คำนวณย้อนจากเงิน USD) โอ้ะ…แม่เจ้า ถูกอะไรเช่นนี้ เท่ากับซื้อหนึ่งแถมหนึ่งเลยนะนั่น จึงตัดสินใจซื้อทันที เพราะคิดว่าจะ pack ใส่กระเป๋าแล้ว load เข้าท้องเครื่องโดยไม่ต้องหิ้วตอนขากลับ (และเรื่องนี้ก็ส่งผลถึงกระเป๋าที่น้ำหนักเกินในอนาคต ซึ่งตอนนี้เรายังไม่รู้ตัว) ปรากฎว่าพอเดินออกมาจากร้าน ก็เจอเข้ากับซุ้มลดราคา (SALE) ของ Lindt โดยเฉพาะ ซึ่งหากซื้อขนาด 625 กรัม 1 กล่อง จะได้ฟรีอีก 1 กล่อง (buy 1 get 1 free) โธ่เอ้ย…ทำไมเรามาเจอช้าไปแบบนี้ คิดทบทวนในใจ…ซื้อดี..ไม่ซื้อดี…(ซ้ำไปซ้ำมา…) แล้วก็ตัดสินใจซื้อมาอีกจนได้ เลยกลายเป็นว่าวันนั้นซื้อ chocolate อย่างเดียวไปสองพันกว่าบาท และน้ำหนักในกระเป๋าก็เพิ่มขึ้นมา 2.25 กิโล (ไม่รวมน้ำหนักของอินทผาลัมและขนมอื่นๆ) คงอย่างที่โน้ต อุดมพูดไว้ในเดี่ยว 7 นั่นแหละ ผู้หญิง (art ตัวแม่อย่างเรา) พ่ายแพ้คำว่า SALE เสมอ (ฮา)

ของกินที่สนามบินนี้ถูกจริงๆ แต่ของใช้พวกน้ำหอมราคาแพงกว่าบ้านเรามาก ดังนั้นหากต้องการน้ำหอมราคาถูกควรจะกลับมาซื้อที่ duty free บ้านเรา (หากมีบัตรลดของ king power ราคาก็จะถูกกว่าเดิมเกือบ 10-30%) เรื่องนี้เป็นความรู้ที่ท่านอาจารย์สราได้ให้ไว้

สนามบินดูไบเป็นสนามบินที่มีคนมาแวะเปลี่ยนเครื่องเยอะมาก นั่นทำให้บริเวณที่นั่งพักขณะรอเครื่องมีเก้าอี้ยาวสำหรับนอนหลับพักผ่อนด้วย

chair

ส่วนคนที่ต้องการทำงาน เค้าก็จะมีที่สำหรับ charge battery ซึ่ง charge ได้ทั้งมือถือและ notebook ที่สำคัญ มี wireless internet ให้เล่นฟรีๆ ด้วย (อืมห์…ช่างเป็นสนามบินที่น่าแวะจริงๆ)

battery

ลืมเล่าไปว่า การเดินทางครั้งนี้ เดินทางด้วยสายการบิน Emirates ซึ่งดีมากๆ ในแง่ของการให้บริการและสิ่งอำนวยความสะดวก ที่ชอบที่สุดก็น่าจะเป็น TV ส่วนตัวหน้าเบาะที่นั่ง ซึ่งมีหนังให้เลือกดูมากกว่า 30 เรื่อง ก่อนเดินทางมีหนังที่อยากดูมากๆ อยู่เรื่องหนึ่ง คือ Slumdog Millionaire เนื่องจากเป็นเรื่องที่ได้รางวัลออสการ์ถึง 8 ตัว แต่ไม่มีโอกาสได้ดูสักที และที่ Emirates ก็มีให้ดู (สุดยอด…) หากจะพูดแบบสรุป ทั้งขาไปขากลับ ได้ดูหนังไปประมาณเกือบ 10 เรื่อง (Slumdog Millionaire, The sisterhood of the traveling pants 2, Chengeling, High School Musical 2&3, Wild Child, Narnia: Prince Caspian, Madagasca 2, และ pixar animation อีกหลายเรื่อง) คุ้มซะ…

ที่บอกเล่ามา เหล่านี้คือ “ดอกไม้ริมทาง”
คือความสุขที่เกิดขึ้นได้ตามเบี้ยบ้ายรายทางของการเดินทาง
ในเมื่อเราไม่มีทางรู้ว่า ปลายทางที่กำลังมุ่งไปมีอะไรรอเราอยู่บ้าง
การแสวงหาความสุขจากการ “แวะเก็บดอกไม้ริมทาง” ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ…ไม่ใช่หรือ?

4 responses »

  1. อิจฉาาาาาาาา!!!!!!!!
    อยากปายขี่ม้าลายยยยยย ปายเท่วดิวตี้ฟรีที่ดูไบอ้าาาาาา~~**

    • เลยถือโอกาสแวะไปเยี่ยม web ของ ร้านดอกไม้เช่นกัน
      http://www.jittraflorist.com มีช่อดอกไม้แบบสวยๆ ทั้งนั้นเลยค่ะ
      ขออนุญาตเก็บเป็น list ร้านดอกไม้ไว้ก่อน เผื่อจะใช้บริการในอนาคตนะคะ
      และจะช่วยประชาสัมพันธ์ให้ด้วยค่ะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s