เรื่องแปล: เกมส์เขย่าขวัญ

มาตรฐาน

1
——————-
“ไม่ล่ะ”
แจ็คสันปฏิเสธพร้อมรอยยิ้มที่แฝงด้วยความละอายเล็กน้อย
“ผมขอโทษจริงๆ ผมแค่ไม่อยากเล่นซ่อนหาน่ะ”

คืนนั้นเป็นคืนวันคริสต์มาสอีฟ พวกเราอยู่ในบ้านด้วยกันทั้งหมดสิบสี่คน เราต่างมีช่วงเวลามื้อค่ำที่แสนสุข และต่างก็อยู่ในอารมณ์สนุกสนานที่อยากเล่นเกมส์ ยกเว้นแจ็คสัน
เมื่อใครคนหนึ่งเอ่ยปากว่าอยากเล่นซ่อนหา ก็มีเสียงตะโกนเชียร์ว่าเห็นด้วยกันเซ็งแซ่ มีเพียงแจ็คสันคนเดียวเท่านั้นที่ตอบปฏิเสธ ซึ่งดูไม่น่าเป็นไปได้ที่เขาจะปฏิเสธการเล่นเกมส์นี้
“นายสบายดีหรือเปล่า” ใครบางคนถามขึ้น
“ผมสบายดี ขอบคุณ” เขาตอบ
“แต่…” เขาพูดพร้อมรอยยิ้มและปฏิเสธแบบนุ่มนวล แต่ดูเหมือนจะไม่เปลี่ยนใจ
“ผมยังยืนยันว่าจะไม่เล่นซ่อนหา”
“ทำไมล่ะ” ใครสักคนในกลุ่มพวกเราถามขึ้น แจ็คสันลังเลไปชั่วขณะหนึ่งก่อนตอบว่า
“ผมเคยไปเที่ยวบ้านหลังหนึ่งที่มีเด็กผู้หญิงตายเพราะเล่นซ่อนหาในความมืดในบ้านที่เธอไม่รู้จักดีพอ บ้านหลังนั้นมีประตูบานหนึ่งที่เปิดไปสู่ช่องบันไดของห้องคนรับใช้ เมื่อถูกตามหา เธอคิดว่าประตูดังกล่าวเปิดไปสู่ห้องนอน จึงเปิดประตูและกระโดดเข้าไป นั่นทำให้เธอตกลงไปข้างล่างของช่องบันได แน่นอนว่ามันทำให้เธอคอหักตาย”
พวกเราดูเหมือนจะเครียดกันไปหมดเมื่อได้ยินเรื่องดังกล่าว จนกระทั่งมิสซิสเฟิร์นเลย์พูดขึ้นว่า
“แย่จังเลยนะคะ แล้วตอนนั้นคุณอยู่ที่ไหน”
แจ็คสันโคลงศีรษะด้วยความเศร้า
“ตอนนั้นผมไม่ได้อยู่ที่นั่น” เขาตอบ
“แต่ผมอยู่ที่บ้านหลังนั้นเมื่อเหตุการณ์อื่นเกิดขึ้น เหตุการณ์บางอย่างที่แย่เอามากๆ”
“อะไรล่ะ ที่จะแย่ไปกว่านั้น”
“มันคือ…” เขาลังเลอยู่ชั่วครู่ ในที่สุดก็ตัดสินใจพูดออกมาว่า
“ผมสงสัยว่าใครก็ตามในหมู่พวกคุณคงเคยเล่นเกมส์ที่เรียกว่า ‘Smee’ ไหม มันสนุกกว่าการเล่นซ่อนหามาก และแน่นอนชื่อของมันมาจากคำว่า ‘It’s me’ บางทีคุณอาจจะอยากเล่นเกมส์นี้มากกว่าเล่นซ่อนหาก็ได้ ผมจะอธิบายกติกาการเล่นเกมส์นี้ให้ฟัง”
“ในเกมส์นี้ผู้เล่นทุกคนจะได้รับแผ่นกระดาษ ทุกแผ่นจะว่างเปล่ายกเว้นแผ่นหนึ่งที่เขียนไว้ว่า ‘Smee’ ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็น Smee ยกเว้นตัวของ Smee เอง เมื่อปิดไฟในบ้านทั้งหมดแล้วคนที่เป็น Smee จะเดินออกจากห้องไปเงียบๆและไปซ่อนตัว หลังจากนั้นคนอื่นๆก็จะออกไปหาคนที่เป็น Smee โดยที่พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าคนที่พวกเขากำลังหาอยู่เป็นใคร เมื่อผู้เล่นคนหนึ่งเจอผู้เล่นคนอื่น เขาจะต้องร้องทักคนนั้นว่า ‘Smee’ และหากผู้เล่นคนนั้นไม่ใช่ ‘Smee’ เขาจะต้องตอบผู้เล่นคนที่ถามว่า ‘Smee’ เช่นกัน ในกรณีนี้พวกเขาก็จะแยกย้ายกันเดินหาคนที่เป็น ‘Smee’ ต่อไป แต่หากคนที่ถูกร้องทักเป็น ‘Smee’ ตัวจริง เขาจะต้องไม่ตอบอะไรทั้งสิ้น ทำให้ผู้เล่นที่ร้องทักรู้ว่าเขาคือ Smee และจะต้องอยู่เงียบๆ ข้างๆ เขา จนกระทั่งพวกเขาถูกพบโดยผู้เล่นคนที่สาม เมื่อคนที่สามร้องทักและไม่ได้คำตอบ เขาก็จะต้องเข้ามารวมกลุ่มกับสองคนแรก เกมส์จะเล่นแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งผู้เล่นทุกคนมารวมอยู่ในที่เดียวกัน คนสุดท้ายที่พบ ‘Smee’ จะเป็นผู้แพ้ มันเป็นเกมส์ที่สนุกมาก โดยเฉพาะถ้าเล่นในบ้านหลังใหญ่ๆ บ่อยครั้งที่จะใช้เวลานานมากในการหา ‘Smee’ บางทีพวกคุณอาจอยากลองเล่นดู ผมเองคงจะมีความสุขมากหากถูกปรับแพ้และนั่งอยู่ข้างกองไฟตรงนี้ในขณะที่พวกคุณเล่นกันอยู่”
“ดูน่าจะเป็นเกมส์ที่สนุกนะ” ผมพูด
“คุณเคยเล่นเกมส์นี้หรือเปล่า แจ็คสัน”
“เคยสิ” เขาตอบ
“ผมเล่นในบ้านหลังที่เคยบอกคุณตั้งแต่ตอนต้นไปแล้วนั่นแหละ”
“แล้ว…เธออยู่ที่นั่นด้วยหรือเปล่า? เด็กผู้หญิงคนที่คอหักน่ะ…”
“ไม่นะ…ไม่” คนอื่นๆ ช่วยตอบ “ก็เขาบอกพวกเราว่า เขาไม่ได้อยู่ที่นั่นตอนที่เธอคอหักนี่นา”
แจ็คสันนิ่งคิดชั่วขณะ
“ผมไม่รู้ว่าเธออยู่ที่นั่นด้วยหรือเปล่า แต่ผมเกรงว่าเธอจะอยู่ที่นั่นนะ ที่ผมรู้ก็คือมีคนสิบสามคนกำลังเล่นเกมส์กันอยู่ แต่พวกเราในบ้านมีกันเพียงสิบสองคน และผมเองก็ไม่รู้ว่าเด็กผู้หญิงที่ตายชื่อว่าอะไร ทุกครั้งที่ผมได้ยินเสียงกระซิบในความมืดซึ่งก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกกังวลเท่าไร แต่มันก็ทำให้ผมประสาทเสียอยู่นานเหมือนกัน หลังจากนั้นผมก็ไม่เคยเล่นเกมส์นี้อีกเลย และชอบที่จะถูกปรับแพ้มากกว่า”
พวกเราทุกคนได้แต่จ้องมองเขา ซึ่งคำพูดของเขาไม่ได้ทำให้เข้าใจอะไรได้มากนัก จนกระทั่งทิมเอ่ยขึ้นมาว่า
“ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจเอามากๆ น่า…แจ็คสัน คุณช่วยเล่าให้พวกเราฟังแทนการถูกปรับแพ้จากการเล่นเกมส์ก็แล้วกัน”
“ก็ได้” แจ็คสันพูด
และนี่คือเรื่องราวที่เขาเล่า…

2
———————–
ผมไม่รู้ว่าพวกคุณเคยเจอครอบครัวแซงสตันหรือเปล่า พวกเขาเป็นญาติของผมและมีบ้านพักอยู่ที่เซอร์เร่ ห้าปีก่อนผมถูกเชิญให้ไปร่วมฉลองช่วงคริสต์มาสกับพวกเขา บ้านที่พวกเขาพักอยู่นั้นเป็นบ้านเก่าที่เต็มไปด้วยทางเดินและบันไดที่วกวน คนที่ไม่คุ้นเคยกับบ้านอาจหลงทางเอาได้ง่ายๆ

ไวโอเล็ต แซงสตัน สัญญากับผมว่าเมื่อผมไปถึงที่นั่นตอนคริสต์มาส ผมจะรู้จักกับแขกที่ไปเกือบทั้งหมด โชคไม่ดีนักที่ผมไม่สามารถจัดการกับงานที่ทำให้เสร็จได้จนกระทั่งถึงวันคริสต์มาสอีฟ ซึ่งแขกส่วนใหญ่มาถึงบ้านก่อนหน้านั้นแล้วและผมเป็นคนสุดท้ายที่ไปถึงทันรับประทานอาหารมื้อค่ำเพียงมื้อเดียวเท่านั้น ผมทักทายทุกคนที่ผมรู้จัก และไวโอเล็ตก็แนะนำผมให้คนอื่นๆ ได้รู้จักเช่นกัน หลังจากนั้นก็เป็นช่วงเวลาของการรับประทานอาหารค่ำ

ดูเหมือนว่าผมจะไม่เคยได้ยินชื่อผู้หญิงที่มีรูปร่างสูง ผมดำสลวย ซึ่งผมไม่เคยเจอมาก่อน ทุกคนดูเหมือนว่าจะเร่งรีบแนะนำตัวและผมเองก็เป็นคนที่มีความจำเกี่ยวกับชื่อคนค่อนข้างแย่ ผู้หญิงคนนั้นดูเป็นคนฉลาดแต่ค่อนข้างเย็นชา ดูไม่ค่อยเป็นมิตรแต่ก็น่าสนใจมาก ผมได้แต่สงสัยว่าเธอเป็นใครแต่ก็ไม่ได้ถาม เนื่องจากค่อนข้างแน่ใจว่าจะต้องมีใครในโต๊ะอาหารเอ่ยชื่อของเธอในระหว่างการรับประทานอาหารแน่ แต่โชคร้ายเก้าอี้ที่ผมนั่งอยู่ห่างจากเธอมาก และผมเองก็นั่งติดกับมิสซิสเกอร์แมนซึ่งเป็นคนที่ร่าเริงและมีอารมณ์ขันมาก เรื่องที่เธอพูดล้วนน่าฟัง ทำให้ผมลืมเสียสนิทที่จะถามชื่อผู้หญิงผมดำที่เย่อหยิ่งคนนั้น

พวกเรามีกันทั้งหมดสิบสองคนเมื่อรวมสมาชิกของครอบครัวแซงสตันด้วย เราต่างยังหนุ่มยังสาว หรือไม่ก็พยายามทำตัวแบบหนุ่มสาว คนที่อายุมากที่สุดก็คือ แจ็คและไอโวเล็ต แซงสตัน ส่วนคนที่อายุน้อยที่สุดก็คือลูกชายอายุสิบเจ็ดปีของพวกเขาที่ชื่อ เร็กกี้
เมื่อหัวข้อที่พวกเราคุยกันเป็นเรื่องของการเล่นเกมส์ ดูเหมือนว่าจะเป็นเร็กกี้นั่นแหละที่เสนอให้เล่นเกมส์ Smee กัน เขาบอกพวกเราถึงกติกาการเล่นเหมือนที่ผมบอกกับพวกคุณ แจ็คเตือนพวกเราว่า
“ถ้าจะเล่นเกมส์ในความมืดควรจะระวังบันไดหลังบริเวณชั้นหนึ่งของบ้านด้วย มีประตูอยู่ที่นั่นซึ่งผมได้ปิดตายมันไปแล้ว เพราะในความมืดคนที่ไม่คุ้นเคยกับบ้านมักคิดว่าเป็นประตูเปิดเข้าไปสู่ห้องนอน เด็กผู้หญิงที่คิดแบบนี้เคยคอหักตายมาแล้ว”
ผมถามเขาว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
“เรื่องเกิดขึ้นเมื่อสิบปีก่อน ก่อนที่พวกเราจะเข้ามาอยู่ที่นี่ มีการจัดงานเลี้ยงและพวกเขาเล่นเกมส์ซ่อนหากัน เด็กผู้หญิงคนนั้นมองหาที่สักแห่งในการซ่อนตัว เมื่อเธอได้ยินเสียงคนกำลังเดินมาตามทางเดิน เธอจึงเปิดประตูเข้าไปซึ่งเธอคิดว่ามันคงเป็นประตูที่เปิดเข้าไปสู่ห้องนอน โดยเธอวางแผนว่าจะซ่อนตัวในนั้นจนกระทั่งคนที่ตามหาจากไป โชคไม่ดีที่ประตูบานนั้นเป็นประตูที่เปิดลงสู่ช่องบันไดด้านหลัง เธอจึงตกลงไปด้านล่าง เมื่อพวกเขานำตัวเธอขึ้นมาก็พบว่าเธอตายแล้ว”

พวกเราสัญญาว่าจะระวังตัว มิสซิสเกอร์แมนเล่าเรื่องตลกเกี่ยวกับการเป็นคนอายุเก้าสิบให้เราได้หัวเราะกัน พวกคุณก็เห็นแล้วว่าพวกเราไม่มีใครรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น และต่างก็ไม่ต้องการรู้สึกเศร้าในวัน คริตสมาสอีฟ

ดังนั้นพวกเราจึงเริ่มเล่นเกมส์กันทันทีหลังจากรับประทานอาหารค่ำเสร็จ เร็กกี้เดินสำรวจรอบตัวบ้านเพื่อให้แน่ใจว่าไฟทุกดวงถูกดับหมดแล้ว ยกเว้นดวงเดียวในห้องของคนรับใช้และในห้องนั่งเล่นที่พวกเรานั่งกันอยู่ เมื่อเตรียมกระดาษสิบสองแผ่นที่เขียนคำว่า Smee ไว้หนึ่งแผ่นเรียบร้อยแล้ว เร็กกี้ก็เขย่าให้ปนกัน แล้วให้ทุกคนจับขึ้นมาคนล่ะหนึ่งแผ่น คนที่จับได้คำว่า Smee จะต้องออกไปซ่อนตัว สำหรับผมเองนั้นได้กระดาษเปล่า เมื่อไฟฟ้าทุกดวงถูกปิดลง ในความมืดผมได้ยินเสียงใครบางคนเดินออกจากประตูไปเงียบๆ

หลังจากนั้นสักครู่ก็มีเสียงผิวปากและเราทั้งหมดก็กรูออกไปที่ประตู ผมไม่รู้ว่าใครคือ Smee หลายนาทีต่อมาพวกเราต่างแยกย้ายกันไปตามทางเดินและห้องหับต่างๆ ร้องทักคนอื่นๆ และตอบ “Smee?” “Smee!”

สักพักหนึ่งเสียงเริ่มเงียบลง ผมเดาว่าคงมีใครพบ Smee แล้ว หลังจากนั้นผมพบกลุ่มคนนั่งอยู่บนบันไดแคบๆ เมื่อผมร้องทักออกไปและไม่ได้รับคำตอบ แสดงว่า Smee อยู่ที่นั่นจริงๆ ผมจึงรีบเข้าไปนั่งรวมกลุ่มกับพวกเขา ต่อมามีผู้เล่นอีกสองคนมาถึง ต่างก็รีบร้อนร้องทักเพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นคนสุดท้าย ปรากฏว่าแจ็คเป็นคนสุดท้ายที่มาถึง และเป็นคนที่ถูกปรับแพ้

“ผมคิดว่าเราทุกคนอยู่กันที่นี่ครบทุกคนแล้ว ใช่หรือเปล่า?” เขาถาม พร้อมกับจุดไม้ขีดไฟ มองตามขั้นบันไดและเริ่มนับ
“…เก้า สิบ สิบเอ็ด สิบสอง สิบสาม” เขานับพร้อมกับหัวเราะ “บ้าน่า..เกินมาคนหนึ่ง” ไฟจากไม้ขีดไฟมอดลง เขาจึงจุดก้านใหม่ขึ้นมาและเริ่มนับอีกครั้ง เมื่อนับถึงสิบสองเข้าทำท่าแปลกใจ
“มีคนทั้งหมดสิบสามคนอยู่ที่นี่” เขาบอก “นี่ผมยังไม่ได้นับตัวเองเลยนะ”
“โธ่…ไร้สาระน่า” ผมหัวเราะ “ดูเหมือนว่าคุณจะเริ่มนับตัวคุณเองเป็นคนแรกและตอนนี้คุณนับตัวคุณซ้ำอีกครั้ง”

เร็กกี้ลูกชายของเขาเปิดไฟฉายขึ้น ซึ่งสว่างกว่าการใช้ไม้ขีดและพวกเราก็เริ่มนับกันใหม่อีกครั้ง แน่นอนพวกเรานับได้สิบสองคน แจ็คหัวเราะแล้วพูดว่า “ผมแน่ใจว่าผมนับได้สิบสามทั้งสองครั้งเลยนะ” แล้วทุกคนก็ได้ยินเสียงไวโอเล็ตที่นั่งอยู่แถวกลางของขั้นบันได พูดแบบหวาดๆ ขึ้นมาว่า “ฉันคิดว่ามีใครบางคนนั่งถัดจากฉันขึ้นไปอีกสองขั้นนะ คุณย้ายที่หรือเปล่ากัปตันแรนซัม?” เสียงกัปตันตอบกลับมาว่า “ไม่นี่ครับ แต่ผมคิดว่ามีใครบางคนนั่งอยู่ระหว่างมิสซิสแซงสตันกับผมนะ”

ชั่วขณะหนึ่งดูเหมือนว่าพวกเราทุกคนต่างรู้สึกว่ามี “บางสิ่ง” เกิดขึ้น บรรยากาศในห้องเริ่มอึดอัด เหมือนมีนิ้วมือเย็นๆ สัมผัสผ่านพวกเราทุกคน ในเวลานั้นพวกเรารู้สึกเหมือนว่าบางสิ่งที่ไม่ค่อยดีกำลังจะเกิดขึ้น ดังนั้นพวกเราจึงได้แต่หัวเราะกับตัวเองและคนอื่นๆ แล้วทุกคนก็รู้สึกกลับเป็นปกติเหมือนเดิมอีกครั้ง ก็เรามีกันเพียงสิบสองคนเท่านั้นนี่นา เรายังคงหัวเราะกันไม่หยุดและกลับไปยังห้องนั่งเล่นเพื่อเริ่มต้นเล่นเกมส์กันใหม่อีกครั้ง

3
———————
ครั้งนี้ผมคือ Smee ไวโอเล็ตพบผมในขณะที่ผมกำลังหาที่ซ่อนตัวอยู่ เกมส์นี้ใช้เวลาไม่นานนัก เมื่อครบสิบสองคนเกมส์นี้ก็จบ ไวโอเล็ตรู้สึกหนาวและอยากได้เสื้อคลุม สามีของเธอจึงขึ้นไปหยิบเสื้อคลุมของเธอบนห้องนอนของพวกเขา เมื่อเขาเดินขึ้นห้องไป เร็กกี้ก็สะกิดที่แขนผม ดูเหมือนเขาจะหน้าซีดๆ และดูไม่ค่อยสบาย

“เร็วเข้า” เขากระซิบ “ผมมีเรื่องอยากคุยกับคุณ ผมว่ามีบางสิ่งที่น่ากลัวเกิดขึ้นแล้วล่ะ”
เราเดินเข้าไปในห้องอาหารเช้า “เกิดอะไรขึ้นเหรอ” ผมถาม
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ครั้งสุดท้ายนี่คุณเป็น Smee ใช่หรือเปล่า? แน่นอนผมเองนั้นไม่รู้ว่าใครคือ Smee ในขณะที่แม่ผมและคนอื่นๆวิ่งไปทางฟากตะวันตกของบ้านและเจอคุณ ผมมาทางฟากตะวันออก ที่นั่นมีตู้เสื้อผ้าแบบฝังผนังในห้องนอนของผม ซึ่งดูเหมือนว่าน่าจะใช้เป็นที่ซ่อนได้ดี ผมคิดว่าบางทีคนที่เป็น Smee อาจอยู่ในนั้น ผมจึงเปิดประตูเข้าไป ในความมืดผมสัมผัสกับมือของใครบางคน ผมจึงกระซิบทักไปว่า ‘Smee?’ แต่ไม่ได้รับคำตอบ ผมจึงคิดว่าผมพบ Smee แล้ว ผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกของตัวเองเท่าไร ทันใดนั้นผมก็รู้สึกแปลกๆ มันรู้สึกหนาวๆ ซึ่งไม่รู้จะอธิบายยังไงดี แต่ก็รู้สึกว่าต้องมีอะไรที่ผิดปกติแน่ ดังนั้นผมจึงเปิดไฟฉายขึ้น แล้วก็พบว่าไม่มีใครอยู่ในนั้นเลย แต่เดี๋ยวนี้ผมมั่นใจนะว่าผมจับโดนมือของใครสักคน และไม่มีใครออกมาจากตู้เสื้อผ้าเลยเพราะผมยืนขวางประตูอยู่ แล้วคุณล่ะคิดยังไงกับเรื่องนี้?”
“คุณคิดไปเองหรือเปล่าว่าคุณจับโดนมือใคร” ผมพูด
เขาหัวเราะแห้งๆ “ผมรู้ว่าคุณต้องพูดแบบนั้น” เขาพูด “ช่างเถอะ ผมอาจคิดไปเองจริงๆ ก็ได้ นั่นเป็นเพียงเหตุผลเดียวที่พอจะอธิบายได้ ไม่ใช่เหรอ?”
ผมเห็นด้วยกับเขา ผมรู้สึกได้ว่าเขายังรู้สึกหวั่นๆ เรากลับมาที่ห้องนั่งเล่นด้วยกันเพื่อเล่นเกมส์กันใหม่ ซึ่งคนอื่นๆ นั้นพร้อมอยู่แล้วและรอที่จะเริ่มเล่นเกมส์กันอีกครั้ง

4
———————–
บางทีผมอาจคิดมากไปเอง (แม้ว่าผมจะค่อนข้างมั่นใจว่ามันไม่ใช่ก็ตาม) แต่ผมรู้สึกว่าไม่มีใครสนุกกับเกมส์นี้อีกต่อไปแล้ว แต่ก็ไม่มีใครกล้าพอที่จะเอ่ยปากหยุดเล่น เช่นเดียวกับทุกคนผมเองก็รู้สึกถึงบางสิ่งที่ผิดปกติ ลึกๆ แล้วผมพยายามเตือนตัวเองว่า ‘ดูแลตัวเองให้ดี’ กระซิบย้ำกับตัวเองว่า ‘ดูแลตัวเองให้ดี’ มันเหมือนมีบางสิ่งที่ไม่ธรรมดาและไม่ปลอดภัยครอบงำบ้านหลังนี้อยู่ ทำไมผมถึงรู้สึกแบบนั้นเหรอ ก็เพราะแจ็คนับคนได้สิบสามคนแทนที่จะเป็นสิบสอง และเพราะลูกชายของเขาคิดไปเองว่าได้สัมผัสมือของใครบางคนในตู้เสื้อผ้าที่ว่างเปล่าน่ะสิ ผมพยายามหัวเราะกับตัวเอง แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล

ดังนั้นเราจึงเริ่มเล่นเกมส์กันอีกครั้ง ในขณะที่พวกเราทั้งหมดกำลังหาว่าใครคือ Smee เราต่างพยายามส่งเสียงดังเท่าที่จะสามารถทำได้ แต่ดูเหมือนว่าจะมีผมเพียงคนเดียวเท่านั้นที่พยายามทำแบบนั้น พวกเราต่างไม่สนุกกับเกมส์นี้อีกต่อไปแล้ว

ตอนแรกผมอยู่กับคนอื่นๆ แต่สองสามนาทีหลังจากนั้นเมื่อไม่พบ Smee ผมจึงเดินแยกจากกลุ่มและเริ่มหาในชั้นหนึ่งทางฟากตะวันตกของบ้าน และที่นั่นในขณะที่ผมกำลังเดินไปตามทางเดินผมก็ชนเข้ากับเข่าของคนๆ หนึ่ง

ผมคลำลงไปพบกับม่านหนาหนัก ดังนั้นผมจึงรู้ว่าผมอยู่ที่ไหน ที่นั่นเป็นหน้าต่างทรงสูง มีขอบหน้าต่างลึกเข้าไป เป็นหน้าต่างบานที่อยู่บริเวณสุดทางเดินซึ่งคลุมด้วยม่านย้อยจรดพื้น มีใครบางคนนั่งอยู่ตรงมุมหนึ่งของขอบหน้าต่างหลังม่าน
‘นั่นแน้…’ ผมคิด ผมจับ Smee ได้แล้ว ดังนั้นผมจึงเปิดม่านด้านหนึ่งออกและแตะโดนแขนของผู้หญิงคนหนึ่ง
เนื่องจากบริเวณนั้นมืดมากและไม่มีแสงจันทร์ส่องถึงเลย ผมจึงมองไม่เห็นผู้หญิงคนที่นั่งอยู่บนขอบหน้าต่าง
“Smee?” ผมกระซิบ
เงียบ…เมื่อไม่มีคำตอบแสดงว่าคนๆ นั้นเป็น Smee แน่นอน ดังนั้นผมจึงนั่งลงใกล้ๆ เธอเพื่อรอคนอื่นๆ จากนั้นผมกระซิบถาม “คุณชื่ออะไรครับ?” มีเสียงกระซิบจากความมืดใกล้ๆ ตัวผมตอบว่า “เบรนด้า ฟอร์ด”

5
———————-
ผมไม่รู้จักชื่อนี้ แต่ผมก็เดาได้ทันทีเหมือนกันว่าเธอเป็นใคร เพราะผมรู้จักชื่อผู้หญิงทุกคนในบ้านยกเว้นคนหนึ่ง ซึ่งก็คือสาวรูปร่างสูง ผมดำคนนั้น และขณะนี้เธอกำลังนั่งบนขอบหน้าต่างข้างๆ ผมท่ามกลางม่านหนาหนักและหน้าต่างบานนี้ ผมเริ่มรู้สึกสนุกกับเกมส์อีกครั้ง ผมสงสัยว่าเธอเองจะรู้สึกสนุกเหมือนผมหรือเปล่า ผมจึงกระซิบถามเรื่องทั่วๆไปกับเธออีกหนึ่งหรือสองคำถาม แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ

โดยทั่วไปนั้น Smee เป็นเกมส์แห่งความเงียบ มันเป็นกติกาของเกมส์ที่ว่า Smee และคนที่พบ Smee จะต้องอยู่กันเงียบๆเพื่อที่จะทำให้คนอื่นพบพวกเขาได้ยาก นั่นอาจเป็นเหตุผลที่เธอยังคงเงียบ แต่ในเมื่อตอนนี้ยังไม่มีใครอื่น ผมจึงถามขึ้นอีกครั้งและก็ยังคงไม่ได้รับคำตอบเช่นเดิม ผมเริ่มรู้สึกโกรธเล็กน้อย ‘บางทีเธออาจเป็นผู้หญิงเย็นชาผู้เฉลียวฉลาด คนทีมีความคิดแย่ๆ กับผู้ชายทุกคนก็ได้’ ผมคิด ‘เธอคงไม่ชอบผมและกำลังใช้กติกาของเกมส์ปฏิเสธโดยไม่พูดอะไร ถ้าอย่างนั้นเมื่อเธอไม่ชอบที่จะนั่งกับผม ผมเองก็ไม่อยากจะนั่งกับเธอเหมือนกัน’ ผมจึงนั่งหันหลังให้เธอ ‘ได้แต่หวังว่าคงมีใครเจอเราในเร็วๆ นี้’ ผมคิด

ในขณะที่ผมนั่งอยู่นั้น ผมรู้สึกว่าผมไม่ชอบนั่งข้างๆ ผู้หญิงคนนี้เอามากๆ มันรู้สึกแปลกๆ ผู้หญิงที่ผมเห็นตอนมื้อค่ำดูเหมือนจะเป็นคนน่ารักกว่านี้ ตอนนั้นผมยังอยากรู้จักเธอมากกว่านี้ด้วยซ้ำ แต่ในขณะนี้ผมกลับรู้สึกอึดอัดยามที่นั่งเคียงข้างเธอ ความรู้สึกบอกว่ามันผิดปกติ บางสิ่งที่ไม่ธรรมดากำลังขยายตัวขึ้นในใจของผมเรื่อยๆ ผมจำความรู้สึกตอนที่แตะถูกแขนเธอได้ และนั่นทำให้ผมรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา ผมอยากจะโดดลงไปจากขอบหน้าต่างและวิ่งหนีไปไกลๆ แต่ก็ได้แต่ภาวนาให้ใครสักคนมาถึงเร็วๆ

แล้วผมก็ได้ยินเสียงฝีเท้าย่ำมาตามทางเดิน มีใครบางคนอยู่นอกม่านชนเข้ากับเข่าของผม ม่านด้านหนึ่งถูกเปิดออก มีมือของผู้หญิงคนหนึ่งจับที่ไหล่ของผม “Smee?” ผมจำเสียงนั้นได้ทันที เธอคือมิสซิสเกอร์แมน เมื่อเธอไม่ได้รับคำตอบ เธอจึงเข้ามานั่งข้างๆ ผมและนาทีนั้นผมรู้สึกดีขึ้นมาก
“คุณคือโทนี่ แจ็คสัน ใช่หรือเปล่า?” เธอกระซิบถาม
“ใช่ครับ” ผมกระซิบตอบ
“คุณใช่ Smee หรือเปล่า?”
“เปล่าครับ ผู้หญิงที่เป็นนั่งอยู่ข้างๆ ผม”
มิสซิสเกอร์แมนเอื้อมมือข้ามตัวผม ผมได้ยินเล็บของเธอครูดกับเสื้อผ้าไหมของผู้หญิง
“สวัสดีค่ะ Smee คุณเป็นไงบ้าง? คุณคือใครเอ่ย? โอ้…ขอโทษที ตามกติกาเข้าห้ามพูดกันนี่นา”
“โทนี่คะ…เรามาแหกกฎกันเถอะ คุณรู้หรือเปล่าคะโทนี่ ว่าเกมส์นี้ทำให้ฉันไม่ค่อยสบายใจนัก ฉันหวังว่าเราคงไม่เล่นเกมส์นี้กันทั้งคืนหรอกนะ ฉันอยากจะเล่นเกมส์เงียบๆที่สนุกกว่านี้พร้อมหน้าพร้อมตาพวกเราทุกคนรอบๆกองไฟที่อบอุ่นมากกว่า”
“ผมก็เหมือนกัน” ผมเห็นด้วย
“คุณคงจะไม่บอกอะไรกับพวกเขาหรอกนะคะ เกี่ยวกับบางสิ่งที่ดูไม่ค่อยปลอดภัยที่เกี่ยวกับเกมส์นี้ ฉันค่อนข้างมั่นใจ แม้มันจะฟังเหมือนโง่ไปหน่อย แต่ฉันไม่สามารถขจัดความคิดที่ว่ามีผู้เล่นคนอื่นเพิ่มเข้ามาในหมู่พวกเราได้เลย…ใครบางคนที่ไม่น่าจะอยู่ที่นี่ในเวลานี้น่ะค่ะ”
นั่นตรงกับที่ผมรู้สึกเลย แต่ผมก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป อย่างไรก็ตามการมาถึงของมิสซิสเกอร์แมนทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาก มันช่วยขับไล่ความรู้สึกกลัวของผมออกไปได้ เรานั่งคุยกัน “ฉันสงสัยจังว่าเมื่อไรคนอื่นถึงจะหาเราพบ” มิสซิสเกอร์แมนพูด
หลังจากนั้นไม่นานเราได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงของเร็กกี้ตะโกนว่า
“สวัสดี….สวัสดี…มีใครอยู่ตรงนั้นบ้าง”
“มี” ผมตอบ
“มิสซิสเกอร์แมนอยู่กับคุณด้วยหรือเปล่า?”
“ใช่แล้ว”
“เกิดอะไรขึ้นกับคุณเนี่ย คุณทั้งคู่ถูกปรับแพ้นะ พวกเรารอคุณอยู่เป็นชั่วโมงแน่ะ”
“แต่คุณยังไม่เจอ Smee ไม่ใช่เหรอ” ผมบ่น
“คุณต่างหากที่ไม่เจอ เกมส์นี้ผมคือ Smee นะ”
“แต่ Smee อยู่กับเราที่นี่นี่นา” ผมโอดครวญ
“ใช่จ้ะ” มิสซิสเกอร์แมนช่วยย้ำ
ม่านถูกดึงไปข้างหลัง และเราต่างมองตามแสงไฟฉายของเร็กกี้ ผมมองเห็นมิสซิสเกอร์แมน ส่วนด้านข้างอีกด้านของผมมีแต่ความว่างเปล่า ผมผุดลุกขึ้นและนั่งลงอีกครั้งด้วยความอ่อนแรง ผมรู้สึกไม่ค่อยสบายเอามากๆ และโลกดูเหมือนจะหมุนอยู่รอบๆ ตัวผม
“มีใครบางคนนั่งอยู่ตรงนี้” ผมยืนยัน “และผมแตะโดนตัวเธอด้วย”
“ฉันก็เหมือนกัน” มิสซิสเกอร์แมนพูดด้วยเสียงที่ไม่มั่นคงนัก “และฉันไม่คิดว่าจะมีใครออกไปจากขอบหน้าต่างโดยที่พวกเราไม่รู้”
เร็กกี้หัวเราะเสียงแหลม “ผมจำประสบการณ์ที่ไม่น่าพิศมัยก่อนหน้านี้ได้ คงมีใครบางคนแกล้งสร้างเรื่องหลอกเราอยู่ก็ได้” เขาพูด “เอาล่ะ พวกคุณจะลงมาได้หรือยัง”

6
————————
ทั้งผมและมิสซิสเกอร์แมนไม่ได้ถูกกล่าวขวัญถึงมากนักเมื่อปีนลงมาจากขอบหน้าต่างและเข้าไปในห้องนั่งเล่น
“ผมพบคนทั้งคู่นั่งอยู่บนขอบหน้าต่างหลังม่าน” เร็กกี้พูด
ผมเดินไปหาผู้หญิงร่างสูงหน้าตาคมคาย
“ทำไมคุณถึงหลอกผมว่าคุณเป็น Smee แล้วก็เดินจากมา” ผมกล่าวโทษเธอ
เธอสั่นศีรษะปฏิเสธ
แล้วพวกเราก็เริ่มลงมือเล่นไพ่กันในห้องนั่งเล่น และผมเองก็รู้สึกดีขึ้นมาก
หลังจากนั้นดูเหมือนว่าแจ็คจะต้องการพูดบางอย่างกับผม เห็นได้จากสายตาที่เขามองมา และเขาก็บอกเหตุผลให้ผมทราบในที่สุด
“โทนี่” เขาพูด “ผมสงสัยว่าคุณจะตกหลุมรักมิสซิสเกอร์แมน ซึ่งมันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับผมหรอกนะ แต่ขอร้องว่าอย่าทำอะไรกับเธอในบ้านของผม โดยเฉพาะในระหว่างการเล่นเกมส์ด้วย คุณรู้ไหมว่าทำให้คนอื่นต้องรอคุณนานแค่ไหน มันหยาบคายมาก และผมก็รู้สึกละอายใจกับสิ่งที่คุณทำเหลือเกิน”
“แต่เราไม่ได้อยู่กับตามลำพังนะ” ผมคัดค้าน “มีคนอื่นอยู่ด้วย คนที่แกล้งทำตัวเป็น Smee ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นผู้หญิงร่างสูงผมดำคนนั้น เธอคือมิสฟอร์ด เธอกระซิบบอกชื่อของเธอให้ผมทราบ ถึงแม้ว่าเธอจะปฏิเสธที่จะไม่พูดอะไรอีกเลยหลังจากนั้นก็ตาม”
แจ็คถลึงตามองผม “ใครนะ?”
“แบรนด้า ฟอร์ด เธอบอกผมแบบนี้”
แจ็คใช้มือของเขาจับไหล่ของผมไว้พร้อมกับพูดว่า “ฟังนะ โทนี่ ผมไม่สนใจว่าเป็นเรื่องล้อกันเล่นหรือเปล่า แต่มันมากเกินไปแล้ว เราคงไม่อยากสร้างความกังวลใจให้พวกผู้หญิงหรอกนะ คุณรู้ไหม แบรนด้า ฟอร์ด น่ะ คือชื่อของเด็กผู้หญิงที่ตกบันไดคอหักตาย และเธอเคยเล่นซ่อนหาที่นี่ เมื่อสิบปีก่อน!!”

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s