ตะวันรุ่งกับเดือนแจ่ม: บทที่เจ็ด(อวสาน)

มาตรฐาน

…เธอกำลังมองคนมากมายที่เดินไปมาในทางเดินบนตึก กลิ่นยา เสียงเด็กร้อง เสียงคนพูดคุยกัน เสียง
หมอและพยาบาล เข้ามาภายในความรับรู้ของเธอ…

…ราวกับเป็นฝันซ้อนฝัน แต่บัดนี้เดือนแจ่มรู้แล้วว่า เธอไม่ได้ฝัน ยิ่งไปกว่านั้น บัดนี้เธอมีแต่เพียงความรู้สึก
สงบภายในจิตใจ…

เธอมองลงไปยังฝ่าเท้าของเธอ และก็พบว่าฝ่าเท้านั้นยังคงไม่ติดดิน…

…แต่บัดนี้เธอรู้แล้วว่า เธอจะจบความฝันของเธออย่างไร…

เธอลอยเข้าไปในห้องฉุกเฉิน หมอและพยาบาลกำลังปลดสายระโยงระยางออกจากคนไข้คนหนึ่งที่นอนอยู่
บนเตียง เธอมองตามคุณหมออกไปนอกห้อง ด้านนอกมีชายสองคนและหญิงสองคนกำลังยืนรออย่างกระวน
กระวาย

…เพียงคุณหมอเริ่มอธิบายให้คนกลุ่มนั้นได้รับทราบ หญิงสาวคนหนึ่งก็ทรุดลงกับพื้นและส่งเสียงร้องไห้ออก
มาอย่างไม่เกรงใจใคร ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ ทรุดตัวลงกอดหญิงสาวคนนั้น ซึ่งเธอก็ซบลงกับอกของ
ชายหนุ่ม ส่งเสียงออกมาจนหมอต้องหยุดพูด…

หมอเดินกลับเข้ามาภายในห้อง พร้อมทั้งกลุ่มคนผู้นั้น ตรงเข้ามารายล้อมร่างซึ่งบัดนี้มีผ้าสีขาวปิดคลุม
อยู่ทั่วตัว หญิงสาวคนที่ร้องไห้นั้น พยายามกลั้นเสียงของเธอไว้ และเปิดผ้าคลุมส่วนใบหน้าออกมา

เธอทรุดตัวลงข้างเตียงอีกครั้งเมื่อเห็นใบหน้านั้น สาวอีกนางหนึ่งก้มลงประคองเธอไว้ ต่างร้องไห้ไปด้วยกัน
ชายหนุ่มทั้งสองยืนนิ่งอยู่ทางด้านหลัง หมอo(ติดโปรแกรมกรองคำ)oยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่งของเตียงอย่างสงบ

เดือนแจ่มเริ่มเห็นความเคลื่อนไหวเล็กน้อยภายใต้ผ้าคลุม ดวงตาของคนไข้ค่อยๆ ลืม หมอที่ยืนอยู่อย่าง
สงบนั้น บัดนี้วิ่งออกไปนอกน้อง พลางร้องเรียกพยาบาลและหมอผู้ช่วย หนุ่มทั้งสองดึงสองสาวขึ้นยืน
เพื่อพบว่า คนไข้นั้นกำลังลืมตามองพวกเขาอยู่ เสียงร้องเรียกชื่อคนไข้อย่างดีใจดังออกมาจากหญิงสาว
ผมยาวสลวย…

กลุ่มหมอและพยาบาลกลับเข้ามาภายในห้อง สายต่างๆ ถูกต่อเข้ากับคนไข้อีกครั้งหนึ่ง ทั้งสี่เขยิบห่างออก
ไป และออกจากห้องไปในที่สุด

เดือนแจ่มยิ้มให้คนไข้ผู้นั้น และกล่าวแก่เขา ซึ่งมองกลับมายังเธอด้วยสีหน้าที่สงบรับรู้ทุกสิ่ง…

=======================================================================

เธอทรุดตัวลงข้างเตียงอีกครั้งเมื่อเห็นใบหน้านั้น สาวอีกนางหนึ่งก้มลงประคองเธอไว้ ต่างร้องไห้ไปด้วยกัน
ชายหนุ่มทั้งสองยืนนิ่งอยู่ทางด้านหลัง หมอo(ติดโปรแกรมกรองคำ)oยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่งของเตียงอย่างสงบ

เดือนแจ่มเริ่มเห็นความเคลื่อนไหวเล็กน้อยภายใต้ผ้าคลุม ดวงตาของคนไข้ค่อยๆ ลืม หมอที่ยืนอยู่อย่าง
สงบนั้น บัดนี้วิ่งออกไปนอกน้อง พลางร้องเรียกพยาบาลและหมอผู้ช่วย หนุ่มทั้งสองดึงสองสาวขึ้นยืน
เพื่อพบว่า คนไข้นั้นกำลังลืมตามองพวกเขาอยู่ เสียงร้องเรียกชื่อคนไข้อย่างดีใจดังออกมาจากหญิงสาว
ผมยาวสลวย…

กลุ่มหมอและพยาบาลกลับเข้ามาภายในห้อง สายต่างๆ ถูกต่อเข้ากับคนไข้อีกครั้งหนึ่ง ทั้งสี่เขยิบห่างออก
ไป และออกจากห้องไปในที่สุด

เดือนแจ่มยิ้มให้คนไข้ผู้นั้น และกล่าวแก่เขา ซึ่งมองกลับมายังเธอด้วยสีหน้าที่สงบรับรู้ทุกสิ่ง…

=======================================================================

…น่าแปลกที่แม้จะดูเหมือนฝันซ้อนฝัน แต่เธอก็ยังคงจดจำทุกวินาทีในนั้นได้อย่างชัดเจน…

เธอจำได้ว่าคนไข้คนนั้น ยืนยันกับเธอว่า เขาขาดเธอไม่ได้ …และคำนั้นยิ่งตอกย้ำความเจ็บช้ำในจิตใจ
ของเธอให้มากขึ้นไปอีก เมื่อเธอก็ตระหนักในใจของเธอเองว่า เธอขาดเขาไม่ได้เช่นเดียวกัน…

และในที่สุด เธอก็บอกความในใจของเธอให้เขาได้รับทราบ …ในความฝันซ้อนฝันนั้น…

“…ทั้งๆ ที่รู้อยู่อย่างนี้ แต่เดือนแจ่มก็ยังเห็นคุณเป็นชายในฝันของเดือนแจ่ม ทั้งๆ ที่มันเป็น
ไปไม่ได้ ทั้งๆ ที่เดือนแจ่มไม่ได้อยู่ในโลกอีกต่อไปแล้ว และทั้งๆ ที่คุณเองก็มีคู่รักอยู่แล้ว…”

ความรู้สึกกำลังจะสูญเสีย อยู่เต็มภายในใจของเขา อยู่ในทุกถ้อยคำที่เขา…ชายในฝันของเธอ…กำลัง
ถ่ายทอดมันออกมาให้เธอได้รับทราบ …และเธอก็ได้รับรู้ว่าเธอนั้นก็มีความรู้สึกไม่แตกต่างไปจากเขา
เท่าใดนัก…

แล้วลำแสงสีฟ้าอ่อนที่ยึดร่างของเขาไว้นั้นเริ่มพริ้วสั่น เขาร้องออกมาอย่างเจ็บปวด อกของเขา
สะบัดขึ้นอย่างแรง เขาปล่อยเธอให้หลุดออกจากมือทั้งสองของเขา

…เธอเริ่มลอยออกไปอย่างไร้จุดหมาย ความรู้สึกที่อยากจะยึดเหนี่ยวเริ่มเข้ามาภายในจิตใจ เธอมีความ
รู้สึกว่า เธอนั้นจะต้องไม่ยอมแพ้ต่อชะตากรรมของตน…

…มือและเท้าตะเกียกตะกายตรงเข้าไปหาเขา แต่ก็ทำได้เพียงแต่ทรงตัวอยู่บนสายน้ำแห่งแสงนั้น…

…เขาค่อยๆ ตรงเข้ามาหาเธอ จับเธอเอาไว้ ซึ่งเธอก็จับเข้าไว้แน่นเช่นกัน…

…แต่แล้วเขาก็มีอาการออกมาอีกครั้ง คราวนี้มือทั้งคู่ที่จับกันไว้แน่นนั้น มั่นคงและไม่หลุดจากกันอีก…

…เธอรู้ว่าเวลาของเธอนั้นเริ่มหมดลง และของเขาเช่นกัน…

…ที่สุด สายไยสีฟ้าอ่อนนั้นก็ขาดสะบั้นลง ทั้งเขาและเธอต่างก็ล่องลอยไปตามกระแสน้ำแห่งแสงอันเชี่ยวกราก
และโหดร้าย …พลันเธอก็ได้รับรู้ถึงความรู้สึกของเขา… ความรู้สึกของกันและกัน…

…เธอรับรู้กึงพี่พิเชษฐ์ที่อยู่เคียงข้างเธอมาตั้งแต่เด็ก ผู้ที่เธอเริ่มเข้าใจในบัดนี้ว่า ความรู้สึกที่พี่พิเชษฐ์
มีต่อเธอนั้น ห่วงหาอาทรเพียงใด เป็นความรู้สึกของผู้ที่สุภาพเพียงพอที่จะคอยปกป้องเธอ และในขณะ
เดียวกันก็ไม่เคยทำร้ายจิตใจเธอเลย… และเธอก็เพิ่งเข้าใจความรู้สึกนั้นได้ในวันนี้ ว่าเธอนั้นมีความรู้สึกต่อ
พี่พิเชษฐ์ของเธอเพียงใด…

…เธอเริ่มจดจำได้ถึงพ่อแม่ของเธอ บ้านหลังเล็กๆ กลางกรุงที่เธอพักอาศัยอยู่ ความทรงจำต่างๆ
ไหลท่วมเข้ามาอย่างที่เธอยั้งไม่ทัน แต่ก็ไม่เกินกว่าที่เธอจะรับมันไว้ได้…

…เธอเริ่มรับรู้สึกถึงเพื่อนสนิทตะวันรุ่ง ทั้งกัลยา ชาญ ดารา คนที่ตะวันรุ่งเคยมั่นคงอยู่ด้วย จนกระทั่ง
เธอเข้ามาในชีวิตของเขา ไมตรี เพื่อนที่รักของตะวันรุ่งซึ่งเคยสนิทสนมกับดารามาก่อน และคอยดูแลห่วง
ใยทั้งคู่ แม้ภายในใจของเขานั้นยังคงมีแผลแห่งอดีตอยู่ก็ตามที…

…ไม่สิ ไม่เพียงแค่นั้น เธอเริ่มรับรู้กว้างไกลออกไป เธอรับรู้สึกถึงความผูกพันของเธอกับสังคมรอบข้าง
และเริ่มแผ่กว้างออกไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด…

…เป็นความผูกพันของมนุษยชาติทั้งมวล…

…เธอรับรู้อยู่ทุกเสี้ยววินาทีว่า ทุกสิ่งที่เธอกำลังรับรู้ ตะวันรุ่งก็กำลังประสบอยู่เช่นเดียวกัน…

…และเป็นการรับรู้ที่เปลี่ยนชีวิตของเธอไปอย่างไม่มีวันกลับมาเป็นคนเดิมได้อีก…

…เธอมองคนไข้บนเตียงนั้นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจากมา เธอกำลังมุ่งหน้ากลับไปยังที่ที่เธอจะต้องไป…

…เธอรับรู้ว่า บัดนี้ เธอคือคนใหม่ และเธอก็ยังรับรู้ว่า…

…ชายในฝันของเธอก็เป็นเช่นเดียวกัน…

======================================================================

เดือนแจ่มรู้สึกได้ถึงไออุ่นของแสงแดดที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามากระทบใบหน้า ภาพแรกที่เห็นนั้นพร่า
เธออาศัยเวลาครู่หนึ่งเพื่อปรับสายตาของเธอให้ชินกับความสว่างเจิดจ้านั้น

…แล้วเธอก็พบว่าเธอกำลังนอนอยู่บนเตียงในห้องนอนของเธอเอง…

“…คุณแม่ครับ น้องแจ่มฟื้นขึ้นมาแล้ว…”
เธอได้ยินเสียงดังจากข้างตัวของเธอ เสียงโครมครามจากส้นเท้าที่ย่ำไปบนพื้นไม้บนบ้าน เพียงไม่ช้า
ก็มีเสียงมากมายที่ดังผสมขึ้น คนกลุ่มใหญ่ตรงเข้ามาหาเธอ

เธอพยายามเปล่งเสียงออกไป ลำคอนั้นแห้งผาก แต่เธอก็ค่อยๆ เปล่งออกไปได้ในที่สุด
“…คุณแม่…คุณพ่อ… พี่พิเชษฐ์ …ทุกคน…น้องแจ่มตื่นแล้วค่ะ…”

เธอยิ้มให้กับทุกคน คุณแม่ของเธอโผลงซบหน้าไปมาที่ร่างของเธอ แล้วก็บรรจงจูบที่ข้างแก้มทั้ง
สองของเธอ…

…เธอยิ้มอย่างมีความสุข เบื้องหน้าของเธอ เธอเห็นพี่พิเชษฐ์ของเธอกำลังร้องไห้…

…แต่เป็นการร้องไห้อย่างมีความสุข…

=======================================================================

รถยนต์คันหนึ่งวิ่งลดเลี้ยวไปตามถนนเลียบภูเขา อีกด้านหนึ่งเป็นทะเลสาบกว้างใหญ่

“…เฮ้ย นายแน่ใจนะว่าเธอจะอยู่ที่นั่น…”
“…ไม่รู้สิหว่ะ กันบอกไม่ถูก รู้แต่เพียงว่า ควรจะมาที่นี่ เวลานี้ กันเพียงแต่จะขอพบเธออีกสักครั้ง และ
กันให้สัญญากับนายเลยว่า มันจะเป็นครั้งสุดท้ายที่กันจะพบกับเธอ…”

“…เออ…เออ กันเชื่อหว่ะ ไม่คิดว่านายจะไปคุกเข่าขอโทษยายดาได้ที่กลางเลสเตอร์สแควร์ แล้วยิ่งเรื่อง
ที่แกเล่าให้กันฟังทั้งหมด กันเองก็ไม่อยากจะเชื่อแกเลยหว่ะ…”
“…แต่พอกันเห็นนายตั้งแต่ที่นายออกจากโรงพยาบาล นายเปลี่ยนไปเป็นคนละคน นายเข้าหาเพื่อนมากขึ้น
ร่าเริงมากขึ้น พูดจริงๆ นะ… กันรู้สึกว่านายเป็นคนที่…บอกไม่ถูกหว่ะ…เหมือนกับไม่ใช่นายคนเดิมเลยหว่ะ
แต่จะยังไงก็ช่าง ครั้งนี้กันอภัยให้… หวังว่านายคงจะไม่ทำร้ายจิตใจดาอีกล่ะ…”

“…อีกอย่างหนึ่งที่กันอยากจะพูด ที่กันยอมขับรถพานายมา จริงๆ แล้วกันอยากจะเห็นว่า คนที่ทำให้นาย
หลงใหลไม่ลืมหูลืมตาได้น่ะ จะซักอย่างไรกัน เผื่อบางที กันจะได้ขอตีตราจองเลยไง ฮ่ะๆๆๆ…”
“…เสียใจด้วยเฟ้ย… เค้ามีแฟนแล้ว ชื่อพิเชษฐ์ กันสงสัยว่านายจะแห้วตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้าแล้วหว่ะ ฮ่าๆๆ”

========================================================================

รถชะลอความเร็วและจอดในที่จอดรถข้างทางถัดไปจากรถยนต์อีกคันหนึ่ง ประตูรถเปิดออก ตะวันรุ่งก้าวลง
จากรถ มองไปรอบๆ ทั่วบริเวณที่จอดรถมีเพียงรถของเขาและรถอีกคันเท่านั้นที่จอดอยู่ เขาข้ามถนนไป
ยังฝั่งตรงข้ามที่มีพุ่มไม้ขึ้นเรียงยาวเป็นแนวริมถนน เบื้องหน้าเป็นทะเลสาบกว้างใหญ่…

เขาลัดเลาะไปตามพุ่มไม้จนกระทั่งพบทางเดินที่ลาดลงสู่ลานหินเบื้องหน้า แสงแดดยามบ่ายต้องสะท้อนคลื่น
เล็กๆ บนผิวน้ำ ส่องประกายระยิบระยับไปทั่วบริเวณ…

…ร่างหนึ่งนั่งอยู่บนก้อนหินกลางลานหินนั้น…

“…คุณเดือนแจ่ม…”

ร่างนั้นลุกขึ้น หันตรงมายังตะวันรุ่ง

“…สวัสดีค่ะ คุณตะวันรุ่ง ในที่สุดคุณก็มานะคะ…”
“…ครับ คุณเดือนแจ่มมานานรึยังครับ…”

เธอนั่งลงที่ก้อนหินก้อนเดิม เขาตัดสินใจนั่งลงที่ก้อนหินข้างๆ กันนั้น

“…ไม่นานหรอกค่ะ…”

=========================================================================

ไม่ไกลจากที่นั่น ไมตรีเห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่ที่พุ่มไม้อีกด้านหนึ่งตรงข้ามกับที่ตะวันรุ่งเดินไป

“…เอ้อ สวัสดีครับ คุณคงจะเป็นคุณพิเชษฐ์ใช่ไหมครับ…”
ชายหนุ่มนั้นหันกลับมายังไมตรี
“…ใช่ครับ ถ้างั้น คุณก็คงจะเป็นคุณไมตรีล่ะสิครับ และคนที่กำลังคุยกับน้องแจ่มก็คือคุณตะวันรุ่ง…”
ไมตรีมองจากจุดที่ทั้งสองยืนอยู่นั้นลงไปยังลานหินเบื้องล่าง ท่ามกลางลานหินที่ระยิบระยับไปด้วยแดด
ยามบ่ายนั้น มีร่างของชายหญิงคู่หนึ่งนั่งเคียงคู่กันอยู่…

“…ใช่ครับ ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นได้…” ไมตรีตอบกลับไป
“…ผมก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันครับ จากวันที่น้องแจ่ม…เอ้อ..คุณเดือนแจ่ม…ขอโทษนะครับที่ผมเผลอพูด
น้องแจ่มเสียเคย เพราะเราสนิทกันมากน่ะครับ…”
“…ไม่เป็นไรครับ ชื่อน้องแจ่มก็เพราะดีนะครับ เล่าต่อไปสิครับ…”

“…ครับ…ตั้งแต่วันที่น้องแจ่มประสบอุบัติเหตุรถชน หลังจากนั้นน้องแจ่มก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลยราวกับเจ้าหญิง
นิทรา หมอบอกว่าโอกาสที่น้องแจ่มจะฟื้นขึ้นมามีน้อยมาก ผมเองก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย แต่แล้วเมื่อน้อง
แจ่มตื่นขึ้นมา กลับเล่าเรื่องชายหนุ่มคนหนึ่งที่ผมไม่เคยรู้จัก แล้วน้องแจ่มก็รบเร้าให้พาเธอมาที่นี่ให้ได้
จนผมหาโอกาสลาพักร้อนได้ก็เลยมาที่นี่พร้อมกับน้องแจ่ม แล้วก็เลยมาที่นี่ได้ในที่สุดน่ะครับ…”

“…ทางฝ่ายผมก็เหมือนกันครับ หมอนี่ถูกพวกผมชักชวนมาเที่ยวกัน แต่แล้วก็กลายเป็นคนเพี้ยนไป พยายาม
หลบหน้าผู้คนมานั่งที่ลานหินนี่ จนกระทั่งเกิดเรื่อง ดันไปบอกเลิกคนรักของเขาเข้า ผมเลยก็…เอ้อ…”

เสียงพูดของไมตรีชะงักลง แต่พิเชษฐ์ก็ต่อให้

“…คุณก็เลยตุ๊ยหน้าคุณตะวันรุ่งเข้าให้…”

“…ครับ…ใช่… แต่ปรากฏว่าเขาล้มลงแล้วศีรษะคงจะไปกระแทกกับก้อนหิน ไม่รู้สึกตัว ผมก็เลยต้องพาเขา
ไปโรงพยาบาล พอเขาฟื้นขึ้นมาก็ราวกับเป็นคนละคนไปเลย…”

“…นั่นน่ะสิครับ น้องแจ่มของผมก็เหมือนกัน แต่ก่อนงอแงจะเอาแต่ใจ เดี๋ยวนี้เรียบร้อย จริงจัง เปลี่ยน
ไปเป็นคนใหม่เลย ผมเองไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นไปได้อย่างไร…”

“…หมอนี่ก็เป็นเหมือนกันเลยครับ แต่ก่อนเป็นแต่หนอนหนังสือ เพื่อนฝูงไม่เคยคบหา โดดเดี่ยวจนดาราเขา
สงสาร แล้วเข้าไปคบด้วย แล้วก็เลยกลายเป็นสนิทกันไป ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมากลับกลายเป็นคนละคน เข้าหา
เพื่อนฝูง พูดคุยดูมีเหตุผลมากขึ้น แล้วก็…เอ้อ…ดีต่อดารามากขึ้น…”

“…อืออม ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ดูทุกอย่างจะลงเอยด้วยดีนะครับ…”
“…นั่นน่ะสิครับ เย็นนี้ไปร่วมทานอาหารเย็นด้วยกันไหมครับ…”

“…ยินดีอย่างยิ่งเลยครับ…”

=======================================================================

ดวงอาทิตย์เริ่มลดต่ำลง แสงแดดสีส้มสาดส่องไปทั่วบริเวณ ทั้งคู่ลุกขึ้นยืน

“…เดือนแจ่มคงต้องไปแล้วน่ะค่ะ เดือนแจ่มรู้สึกยินดีมากเลยที่ได้รู้จักคุณตะวัน และทำให้เดือนแจ่มได้รับ
ประสบการณ์ที่เดือนแจ่มคิดว่าคงจะไม่ได้ประสบอีกจนชั่วชีวิต…”

ใบหน้าสดชื่นนั้นยิ้มหวานให้ตะวันรุ่ง ผมยาวสลวยปกอยู่ด้านหลัง เขาเพ่งมองหน้าหล่อน …แต่ในใจนั้น
บัดนี้มีแต่ความรู้สึกแตกต่างจากเมื่อก่อนที่เขาเคยพบนางฟ้าผู้นี้ที่กลางลานหินแห่งนี้

“…เช่นกันครับ ผมเองก็รู้สึกดีใจที่ได้พบคุณเดือนแจ่ม และเป็นเพราะการพบกันแท้ๆ ที่ทำให้ผมได้เข้าใจ
ถึงความรู้สึกแท้จริงภายในใจของผม ทำให้ผมได้ก้าวขึ้นไปอีกขั้นของความเป็นมนุษย์ ทำให้ผมได้มอง
ทุกสิ่งได้อย่างที่มันเป็นไปตามความเป็นจริงกว่าที่เคยเห็นแต่ก่อน…”

ใบหน้าคมสันของตะวันรุ่งเด่นชัดขึ้นในท้องฟ้า คิ้วเข้ม สายตาคมเข้มภายใต้นั้นตรงมายังเดือนแจ่ม
ริมฝีปากยิ้มน้อยๆ ใบหน้าที่เดือนแจ่มเคยใฝ่ฝัน แต่บัดนี้เดือนแจ่มได้มาเห็นด้วยตาทั้งคู่ของตนเอง
จริงๆ และน่าแปลกแท้… ความรู้สึกในขณะนี้กลับแตกต่างไปจากแต่ก่อนอย่างสิ้นเชิง…

…ความฝันจบลงไปแล้ว บัดนี้ทุกสิ่งทุกอย่างคือความจริง…

เดือนแจ่มยื่นนิ้วก้อยให้เขา ยิ้มกว้างและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสดใส

“…เรามาเป็นเพื่อนสนิทกันตลอดไปนะคะ…”

ริมฝีปากภายใต้จมูกโด่งนั้นยิ้มตอบ เขายื่นนิ้วก้อยออกมา นิ้วทั้งคู่เกี่ยวกันเป็นสัญญลักษณ์ของความ
สัมพันธ์ของคนทั้งสอง…

“…ครับ เรามาเป็นเพื่อนสนิทกันตลอดไปนะครับ…”

มีเสียงตะโกนโหวกเหวกมาจากถนนด้านบน ตะวันรุ่งและเดือนแจ่มดันกลับไปทางต้นเสียง แขนสองคู่
โบกไหวอยู่ที่พุ่มไม้ริมถนน

“…เฮ้ๆ เย็นมากแล้ว ไปหาอะไรทานกันเถอะ…”

เขาและเธอมองตากันอีกครั้ง เดินไปตามทางเดินสู่ถนนด้วยกัน บัดนี้เขาและเธอได้ค้นพบหนทางเดินแล้ว

…ทางเดินทั้งคู่นั้น ไม่อาจจะบรรจบกันได้ เปรียบเหมือนกับตะวันที่ส่องแสงอยู่บนท้องฟ้าในยามกลางวัน
ในขณะที่เดือนเพ็ญส่องแสงแจ่มกระจ่างในยามกลางคืน แต่ตะวันและเดือนเพ็ญนั้นต่างก็อยู่เคียงคู่กับโลก
ตลอดไป…

…ถึงแม้เขาและเธอต่างไม่อาจจะเทียบได้กับตะวันและเดือนเพ็ญ แต่อย่างน้อย ทุกสิ่งที่ทั้งสองตั้งใจ
ปฏิบัติต่อบุคคลรอบข้าง คงจะเป็นเครื่องช่วยแนะแนวทางของผู้คนที่อยู่ใกล้ชิดได้…

…และทั้งสองหวังว่า เพียงทุกๆ คนจะร่วมมือกันกระทำความดี ผลแห่งความดีจะแผ่กระจายไปทั่วใน
สังคม ในประเทศชาติ…

…และสักวันหนึ่ง มนุษยชาติจะประสบแต่สันติในที่สุด…

=====================================================================
(อวสาน)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s