แล้วเราจะดีใจ ที่ไม่ยอมแพ้…

แล้วเราจะดีใจ ที่ไม่ยอมแพ้…

Saikou no Jinsei no Owarikata (Ending Planner) หรือ “จุดจบที่ดีที่สุดของชีวิต” เป็นซีรี่ย์ที่กำลัง on air ในญี่ปุ่น แต่ series8-FC (web สำหรับดูซีรี่ย์เกาหลีและญี่ปุ่นที่ดีที่สุด ณ ขณะนี้ : ความเห็นของเจ้าของ blog) ได้นำมาทำ subtitle ภาษาไทย เพื่อให้แฟนๆ ชาวไทยได้มีโอกาสดูกันแบบอาทิตย์ต่ออาทิตย์ จนแทบจะเรียกได้ว่า ดูไปพร้อมๆ กับเจ้าของประเทศเลยทีเดียว

เรื่องนี้มีเค้าโครงเรื่องที่น่าสนใจมาก เป็นเรื่องเกี่ยวกับเจ้าของธุรกิจการจัดงานศพที่มาด่วนตายจากไป ทิ้งมรดกนี้ไว้ให้กับลูกๆ (ซึ่งไม่มีใครอยากได้) โดยเฉพาะพระเอกของเรื่อง ที่ถึงแม้จะเป็นลูกชายคนรอง แต่ก็ต้องมารับภาระเพราะพี่ชายคนโตหนีออกจากบ้านไป

เริ่มเรื่องด้วยคำรำพึงของพระเอก ที่บอกว่า..

“ความตายเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวผมตลอด เหตุผลก็เพราะครอบครัวของผมเป็นเจ้าของร้านทำศพ  ตลอด 365 วันต่อปี, 24 ชั่วโมงต่อวัน โทรศัพท์ที่ดังขึ้นบอกพวกเราว่า มีคนตาย ใช่…พวกเรามักรอความตายของคนอื่น เมื่อมีคนตาย ก็จะมีคนร้องไห้ เช่นเดียวกับการร้องไห้ที่มีมาตั้งแต่แรกเกิด แล้วเราก็เติบโต เพียงเพื่อที่จะเผชิญว่า วันหนึ่งเราจะต้องตาย…”

ด้วยความคิดแบบนี้ ทำให้พระเอกสงสัยอยู่เสมอว่า คนเราเกิดมาเพื่ออะไร…ถ้าเกิดมาแล้วต้องตาย

เรามีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งใดกัน?

และแม้ว่าจะยังไม่ได้คำตอบ แต่เมื่อพบคนที่พยายามฆ่าตัวตาย เขาก็ช่วยไว้ แล้วบอกว่า “ถ้าคุณยอมแพ้ มันจะจบ แต่ถ้าคุณไม่ยอมแพ้ วันนั้นจะมาถึง แล้วคุณจะดีใจ ที่คุณไม่ยอมแพ้”

ช่างเป็นถ้อยคำที่โดนใจสุดๆ  ทำให้ตั้งหน้าตั้งตาคอยชมตอนต่อๆ ไปแบบไม่มีเบื่อ ^^

สิ่งที่ชอบอีกอย่างหนึ่งในเรื่องก็คือ พินัยกรรมที่พ่อเขียนไว้ในลูกๆ ทั้ง 5 คน เป็นพินัยกรรมที่คนเป็นพ่อเขียนแบบเข้าใจลูกทุกคนอย่างสุดซึ้ง ทั้งยังอธิบายตัวตนของทั้ง 5 ได้อย่างถึงแก่น เนื้อความบอกว่า “เคนโตะ แกพยายามอย่างมากเพื่อช่วยธุรกิจทำศพ นี่เป็นบ้านของแก อย่าลืมซะล่ะ/ มาซาโตะ แกทำอะไรก็ได้ที่อยากทำในชีวิตของแก มีชีวิตอย่างอิสระ แต่ขอให้แกเลือกเส้นทางชีวิตที่แกพูดได้ว่า “ชอบ”/ ฮารุกะ ตอนแกเด็กๆ เพราะพ่อแม่ไม่ระวังแกถึงเจออุบัติเหตุ แกถึงต้องพิการ ฉันเสียใจจริงๆ จากส่วนลึกของหัวใจฉัน/ ฮายาโตะ แค่คิดถึงคนอื่นแบบตรงไปตรงมา ไม่ใช่พรสวรรค์/ โมโมโกะ ถ้าแกคิดว่าฉันจะยกทุกอย่างให้แก แกเข้าใจผิดแล้ว ในโลกนี้ยังมีสิ่งที่เรียกว่า “เหตุผล”/ ผู้คนต่างกลัวและเกลียดชังความตาย เพราะมันพรากคนที่พวกเขารักไป เพราะอย่างนั้น คนทำพิธีศพจึงถูกเกลียดไปด้วย  ถ้าฉันตายอย่างกระทันหัน และไม่มีใครอยากรับภาระทำร้านจัดศพต่อไป ให้ปิดร้านซะ…”

แค่ตอนแรกก็ลึกซึ้งขนาดนี้ ไม่อยากจะนึกถึงตอนต่อไป รอชมอย่างเดียวเลยค่ะ…

(ขอบคุณ series8-FC ที่มีแต่ซีรี่ย์ดีๆ ให้ได้ชมกันค่ะ)

ขอบคุณโลกใบนี้ ที่มีชักโครก

ขอบคุณโลกใบนี้ ที่มีชักโครก

ว่ากันว่า ประวัติศาสตร์ไม่ได้มีแค่เกมการเมือง สงครามและการรบราฆ่าฟัน จริงๆ มันมีมากกว่านั้น ที่สำคัญมันมีเรื่องส้วมกับอึด้วย!!!

“อึ เล่าประวัติศาสตร์” หรือ Poop happened! เป็นหนังสือเบาๆ ที่เล่าเรื่องหนักของอารยธรรมโลก ที่ผู้เขียน (Sarah Albee) บอกว่า เล่าจาก “ก้นบึ้ง” (ของก้นจริงๆ?) โดยบอกเล่าถึงเรื่องสามัญที่สุดอย่างการ อึ ของผู้คนและวิวัฒนาการของห้องน้ำห้องส้วมตั้งแต่ยุคโบราณถึงยุคปัจจุบัน แต่ละบทจะเล่าเรื่องราวของแต่ละยุคสมัย (เน้นที่สังคมตะวันตกเสียเป็นส่วนใหญ๋) และมีการตัดปะเหตุการณ์สนุกๆ หลายอย่างที่เกี่ยวกับกิจกรรมการขับถ่ายของมนุษย์ ตั้งแต่ชาวบ้านไปจนถึงพระราชา

ผู้เขียนเริ่มต้นเล่าเรื่องการรอดชีวิตของคณะมนตรีในกรุงปราก (ที่เราเห็นสวยๆ ในกลรักลวงใจ นั่นแหละคะ..สวยจนใครๆ ก็อยากตามรอยพี่รันกับน้องบัวไปเที่ยวบ้าง…คนเขียน blog ก็คนหนึ่งล่ะ ฮ่าๆๆ) แต่กรุงปรากสมัยนั้น ไม่เหมือนสมัยนี้ มีขบถเดินขบวนมากมาย และพวกเขาก็จับองคมนตรีและคนรับใช้ “โยนบก” ออกนอกกำแพงปราสาทสูง 50 ฟุต สิ่งที่น่าทึ่งคือ คนที่ถูกโยนบกทั้งหมดรอดชีวิต เพราะพวกเขา…ตกลงไปบนอึกองมหึมา (โอ้ แม่ เจ้า….)

แล้วทำไมเราต้องสนใจประวัติศาสตร์ของ “อึ” ด้วย หรือเพราะใครๆ ก็อึ…อุ้ย ยิ่งเขียนยิ่งวกวน ชวนหยึยย… อย่างไรก็ตามผู้เขียนบอกว่าอย่าหมิ่นพลังอึ เพราะอึที่ไม่ได้รับการกำจัดอย่างถูกวิธีเป็นสาเหตุของโรคร้ายแรงมากมายตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ว่ากันว่า การประดิษฐ์ส้วมชักโครกที่ราคาไม่แพงนักเป็นปริมาณมากๆ คือสิ่งที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นในอารยธรรมของเรา และเราเองอาจต้องขอบคุณโชคชะตาฟ้าลิขิต ที่ทำให้เราเกิดมาในยุคที่มีส้วมแล้วอย่างทุกวันนี้ เพราะอะไรนะหรือ…

เพราะในประวัติศาสตร์ เราล้วนได้รับทราบเรื่องราวว่ามีโรคร้ายหลากหลายที่เกิดขึ้นจากสาเหตุการเดินท่อน้ำไม่ดี เกิดการปนเปื้อนของน้ำกับสิ่งปฏิกูลต่างๆ ทำให้เกิดโรคที่ทำให้ผู้คนล้มตายไปนับล้านๆ คน ยกตัวอย่างเช่น อหิวาตกโรค ไทฟอยด์ และโรคบิด ซึ่งเชื่อกันว่าทำให้ทหารตายลงเป็นจำนวนมากกว่าที่ตายเพราะถูกยิงในยามสงครามเสียอีก

ในหนังสือผู้เขียนเริ่มเล่าถึงจุดเริ่มต้นของอึ ปัญหาของส้วมก่อนสมัยประวัติศาสตร์ (เชื่อกันว่ามนุษย์ในสมัยแรกๆ คงจะไม่ได้ห่วงมากนักว่าจะปลอดทุกข์กันตรงไหน เพราะในสมัยนั้นเราย้ายที่อยู่กันอย่างง่ายๆ ปัญหาของพวกเขาน่าจะเริ่มขึ้นเมื่องหยุดร่อนเร่ และตั้งถิ่นฐานลงในที่ใดที่หนึ่ง) พูดถึงอียีปต์ (มีพิระมิต แต่ไม่มีกระโถน แต่เริ่มมีที่หั่งหินปูนที่เจาะรูตรงกลาง) จนมาถึงอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ที่เริ่มมีการเดินท่อน้ำอย่างเหมาะสม จนมาถึงสมัยกรีกโบราณ โรมัน…เข้าสู่ยุคสมัยของการวางท่อและขุดคลองส่งน้ำ (โชคดีของคนเขียน blog ที่ได้ไปเห็นคลองส่งน้ำโบราณขนาดใหญ่ที่อิสตันบูล..ทำให้มองภาพประวัติศาสตร์ได้ชัดเจนขึ้น) ชาวโรมันนั้นเป็นพวกแรกที่ใช้ท่อตะกั่วเรียกว่า พลุมบุส (pulmbus = ตะกั่ว = Pb ในตารางธาตุ) ชาวอังกฤษจึงเรียกการเดินท่อว่าพลัมมิง (plumbing) ในสมัยนั้นชาวโรมันไม่ได้ใช้กระดาษชำระ แต่ในห้องน้ำสาธารณะจะมีถังใส่น้ำเกลือ ภายในถังมีฟองน้ำติดด้ามไม้วางอยู่ เราจะใช้ฟองน้ำเพื่อถูก้น จากนั้น…ก็เก็บไว้ในถังให้คนอื่นใช้ต่อไป (ว้าว…)

หลังจากนั้นผู้เขียนก็พูดถึงประวัติศาสตร์ยุคกลาง ยุคที่อัศวินสวมเกราะ…แล้ว อัศวินอึยังไง??? เวลาเราดูภาพยนตร์ในยุคนี้ก็จะเห็นมีขุนนางและสุภาพสตรีแต่งตัวสวยงาม ขึ้นขี่ม้าบนถนนปูหินที่สะอาดสะอ้าน ผู้เขียนบอกว่า อย่าปล่อยให้ภาพยนตร์พวกนั้นหลอกตา เพราะในความเป็นจริงบ้านเมืองในสมัยนั้นคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่สกปรก เนื้อตัวมีแต่รอยแผล แออัดตามถนนแคบๆ สกปรกเลอะเทอะ ฯลฯ  ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? นั่นก็เพราะชาวคริสต์ในยุคกลางเชื่อว่าการชำระร่างกายเป็นบาป น้ำอุ่นอาจทำให้เกิดความคิดที่ไม่บริสุทธิ์ ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงเป็นดีที่สุด ความเชื่อเช่นนี้ต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance) ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ผู้สร้างพระราชวังแวร์ซายล์ (ว่ากันว่า ทรงอาบน้ำเพียงสองครั้งเท่านั้น..ในชีวิตวัยผู้ใหญ่!!! และสองครั้งนั้นก็เป็นเพราะเหตุผลทางการแพทย์) เรื่องที่น่าตกใจไปกว่านั้นก็คือ ในพระราชวังแวร์ซายล์มีห้องถึง 700 ห้อง มีสุนัขล่าเนื้อ 500 ตัว และมีคนอยู่อาศัยประมาณสองหมื่นคน แต่ในพระราชวังมีเก้าอี้ถ่ายเพียง 275 ตัวเท่านั้น เพราะฉะนั้นผู้คนจึงปลดทุกข์ที่ไหนก็ได้ทุกแห่งหน ระเบียงอันแวววาว ห้องต่างๆ สนามหญ้า ล้วนตลบอวบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็นของอุจจาระของคนและสัตว์ (รวมกลิ่นของคนที่ไม่ได้อาบด้วย) โอ้ย..โย่…

ยิ่งอ่านยิ่งมันส์ ยังไม่ถึงเรื่องของชักโครกสักที (ฮา)

โดยสรุป หนังสือเขียนเล่าประวัติศาสตร์การเกิดส้วมและการอึได้สนุกมากค่ะ ถึงแม้ส่วนใหญ่จะมีข้อจำกัดเรื่องการเล่าแค่ประเทศทางแถบยุโรป แต่ก็ทำให้เราได้เห็นวิวัฒนาการของงานอนามัยสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เราอยู่ในเมืองที่แออัดได้สุขสบายขนาดนี้ เลยอยากจะบอกว่า ขอบคุณโลกใบนี้ ที่มีชักโครก (และมีกระดาษชำระ ที่ทำให้เราไม่ต้องใช้ฟองน้ำเช็ดก้นแบบใช้แล้ว…ให้คนอื่นใช้ต่อค่ะ ^^)

อ้างอิง
Sarah Albee (ธวัชชัย ดุลยสุจริต แปล). 2554. อึ เล่าประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน.

แขน…มีไว้เพื่อกอด

แขน…มีไว้เพื่อกอด

“55 เหตุผลที่คุณควรกอดก่อนตาย” (55 reasons to hug before it’s too late) เป็นชื่อหนังสือที่มีเนื้อหาน่ารักของ ไพลิน ถาวรวิจิตร บอกเล่าเรื่องราวความสุขของการกอด ที่ไม่ต้องซื้อหาด้วยเงินทอง แต่สามารถทำได้ด้วยสองมือที่ธรรมชาติมอบให้เรามาตั้งแต่เกิด

ว่ากันว่า “กอด” ก็เหมือนกับยา ใช้ได้วันละ หลาย ๆ เวลาในแต่ละวัน เพราะสรรพคุณของการกอดนั้นสามารถแก้โรคที่เกิดกับหัวใจ บรรเทาอาการโศกเศร้า กระชับความสัมพันธ์ให้แนบแน่น ช่วยให้หายปวดหัว และเพิ่มพลังในการใช้ชีวิตได้ (ข้อห้ามคือ ไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อกับคนที่ไม่ได้สนิทสนมทางใจ ^^)

บางถ้อยคำในหนังสือบอกไว้ว่า…

Hugging holds hearts together.
“กอด” ช่วยยกระดับความสัมพันธ์

Hugging is a simultaneous giving and receiving.
การ “กอด” คือการได้ให้และการได้รับพร้อม ๆ กัน

You are never too old to hug your mother.
การ “กอด” แม่ไม่ใช่สิ่งน่าอายถึงโตแล้วก็กอดได้

ข้อสุดท้ายนี่เห็นดีเห็นงามเป็นที่สุด ไม่มีใครแก่เกินไปที่จะกอดแม่ (และพ่อหรือคนที่เรารัก ชอบ ชื่นชม…ข้างหลังนี่ผู้เขียนแต่งเติมเอง)

ในความเห็นส่วนตัวคิดว่า เหตุผลของการที่เราควรกอดใครสักคนน่าจะมีมากกว่า 55 ข้อเสียด้วยซ้ำ แต่ใจหนึ่งก็ค้านขึ้นมาว่า หรือจริงๆ เหตุผลในการกอดอาจมีแค่ข้อเดียวก็ได้ คือ เรากอดเพราะอยากกอด เรากอดเพราะรู้ว่าผลที่ตามของการกอดทำให้เราหรือคนที่ถูกกอดมีความสุข หรือมันอาจไม่มีเหตุผลเลยก็ได้สำหรับการจะกอดใครสักคน…เพราะมันอาจเป็นเรื่องของ “ใจ” ไม่ใช่ “เหตุผล” เอ้า…ยิ่งคิดยิ่งฟุ้งซ่าน (ฮา)

แต่ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีเหตุผล สิ่งสำคัญน่าจะเป็นเรื่องของการลงมือ “กอด” มากกว่า เพราะเหตุผลถึงแม้จะสวยหรูดูดีแค่ไหน หากเราไม่ลงมือทำ มันก็จะเป็นแค่การกอดในความคิด ซึ่งคงไม่ก่อให้เกิดมรรคผลที่ดีงามใดๆ ตามมา

อย่างไรก็ตามเหตุผลทั้ง 55 ข้อที่ว่ามา ก็ถือว่าเป็น “แรงบันดาลใจ” ที่ดีในการที่จะทำให้ใครสักคนลุกขึ้นมากอดใครสักคนได้ หนึ่งในเหตุผลน่ารักๆ สำหรับคนที่ชอบคิดว่าตัวเองอวบเกินพอดี ก็คือ  “กอดทำให้รู้ว่ายังมีคนอ้วนกว่าเรา” ฮ่าๆๆ 

อ่านหนังสือแล้วคิดตาม คิดต่อ…
เป็นไปได้ไหม ที่วัตถุประสงค์ของการมีแขนของคนเราอาจไม่ได้จำกัดไว้แค่เพื่อการดูแลตัวเองหรือเพื่อการทำงาน… แต่มีไว้เพื่อกอดด้วย

คุณแม่ 30 คะแนน (My mother is not perfect)

คุณแม่ 30 คะแนน (My mother is not perfect)

“คุณแม่ 30 คะแนน” เป็นนิยายภาพของ Takagi Naoko ว่าด้วยเรื่องของคุณแม่ลูกสามผู้ไม่ถนัดเรื่องทำอาหารและงานบ้านเอาซะเลย แม้จะทุลักทุเลกับการเลี้ยงลูกอยู่บ้าง แต่ทั้งครอบครัวก็สุขสันต์หรรษา ลันลา มีความสุขอยู่เสมอ และลูกๆ ก็ยังรักแม่เป็นชีวิตจิตใจ ทาเคงิ นาโอโกะ บอกว่า เธอเขียนเรื่องนี้จากประสบการณ์และความทรงจำในวัยเยาว์  (ในฐานะลูกสาวคนกลางของบ้าน) นอกจากนี้ก็ยังได้รับข้อมูลจากคำบอกเล่าระคนรำลึกความหลังของพ่อกับแม่และพี่สาว ที่สำคัญคือ “บันทึกการเลี้ยงลูก” ของคุณพ่อของเธอ ที่เก็บรายละเอียดทุกอย่างไว้ดีเยี่ยม

อ่านเรื่องนี้แล้วรู้สึกถึงความทุ่มเทในการเลี้ยงลูกของแม่ชาวญี่ปุ่น (ถึงแม้ว่าจะไม่ perfect อย่างที่ผู้เขียนบอกไว้ก็ตาม) แถมยังได้เรียนรู้ถึงความคิดคำนึงของเด็กน้อยวัยเยาว์ที่พยายามเรียกร้องความสนใจจากแม่ จนบางครั้งก็เลยเถิดทำให้ตัวเองต้องเจ็บตัว รวมถึงลูกสาวที่ออกเสียงคำบางคำไม่ได้ (เช่น ส.เสือ) สุดแสนจะทำให้แม่กลุ้มใจ และพาลนึกไปว่า ตัวเองเลี้ยงดูลูกไม่ดีเหมือนคนอื่นเขา นอกจากนี้เรื่องราวในหนังสือก็ยังแฝงข้อคิดเกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูก อย่างเช่น การซื้อของเล่นให้ลูกสาวสองคนเพียงชิ้นเดียว เพื่อให้รู้จักการแบ่งปัน

ที่ชอบที่สุดในเรื่อง ก็คือ ถึงแม้เรื่องราวในบ้านจะวุ่นวายเจี๊ยวจ๊าวแค่ไหน ทุกคนก็มีความสุข เป็นความสุขที่เกิดขึ้นเพราะคุณแม่ คนที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในบ้านนั่นเอง

ส่วนที่ชอบอีกอย่างในหนังสือก็คือ ปกใน ที่บรรดาผู้เขียน ผู้แปล และกองบรรณาธิการ พากันวงเล็บต่อหลังชื่อตัวเองว่า อาหารรสมือแม่สุดโปรดของตัวเองคืออะไร อ่านแล้วทำให้นึกถึงกับข้าวฝีมือแม่ (ตัวเอง) ทำเอาน้ำลายสอ (ฮา)

เหมือนกับทุกครั้งที่อ่านหนังสือ ความรู้สึกร่วมที่เกิดขึ้นทำให้ตัวเองนึกถึงแม่ในชีวิตจริง (เห็นด้วยกับ ทาคางิ นาโอโกะ อย่างยิ่งว่า แม่ผู้รักและทุ่มเทให้ลูกนั้นไม่ได้อยู่เพียงในฝัน) นึกถึงวัยเยาว์ของตัวเองที่เดินตามแม่ต้อยๆ ที่เป็นภาพจำและนึกถึงอย่างมีความสุขอยู่บ่อยๆ คือ ตอนที่แม่พาไป “ช้อนอีฮวก” (ทางเหนือจะมีอุปกรณ์ชนิดหนึ่ง ทำจากไม้ไผ่เป็นรูปสามเหลี่ยม มีด้ามจับ เรียกว่า “แซะ” ใช้หาพวกปลาเล็กปลาน้อย และอีฮวก (ลูกอ๊อดกบ) เวลาจะช้อน จะวางแซะไว้บนปลักโคลน แล้วใช้เท้าข้างหนึ่งกวาดดินโคลนที่มักจะมีปลาหรืออีฮวกปนอยู่เข้าไปในแซะ เมื่อยกแซะขึ้น น้ำและดินโคลนจะลอดแซะออกไป เหลือไว้แต่กุ้ง หอย ปลา หรืออีฮวก ที่ต้องการ) ตอนนั้นจำได้ว่าสิ่งที่กลัวที่สุดตอนช้อนอีฮวกคือ “ปลิง” แต่แม่ก็จะมีวิธีช่วยลดความกลัวให้ นั่นก็คือ เมื่อมีปลิงมาเกาะขาแม่ แม่ก็จะเรียกให้มาดู แล้วบอกวิธีว่า จะเอาปลิงออกจากขาได้ยังไง (สาธิตให้เห็นแบบจะๆ เนียนๆ ต่อหน้าเลย ฮ่าๆๆ)

เขียนไปก็คิดถึงความหลังครั้งเก่าที่มีความสุข การได้ทำกิจกรรมกับครอบครัวแบบรื่นรมย์นี่มันคือสุดยอดของความสุขในชีวิตจริงๆ และถือว่าโชคดีเอามากๆ ที่ปัจจุบันก็ยังมีโอกาสแบบนั้นเป็นครั้งคราว

วันก่อน กอดแม่แล้วรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง แม่ที่เคยแข็งแรงในอดีต ตอนนี้ตัวเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ถึงกำลังกายจะทดถอย แต่กำลังใจและการดูแลลูกก็ไม่เคยลดน้อยลงกว่าเดิม แม่ยังคงเตรียมอาหารอร่อยๆ ไว้ให้ทานทุกครั้งที่กลับบ้าน และแม่ยังคงจัดเตรียมของอร่อยๆ ไว้ให้ก่อนออกจากบ้านเสมอ (อาหารรสมือแม่สุดโปรด : แกงขนุน)

อยากบอกแม่ว่า แม่ คือผู้หญิงที่ดีที่สุด ในชีวิตของลูก แต่ลูกจะไม่บอกรักแม่ตรงนี้…เพราะจะไปบอกรักแม่ตรงหน้าค่ะ ^^

หยุดเล่น Facebook เสียที ดีไหมหนอ?

หยุดเล่น Facebook เสียที ดีไหมหนอ?

อันเนื่องมาจากบทความของ “นิ้วกลม” ในมติชนสุดสัปดาห์ ว่าด้วยเรื่อง สิ่งที่ซ่อนอยู่หลัง status ในเฟซบุ๊ก บอกเล่าข้อสังเกตเกี่ยวกับการ post status ของเพื่อนบางคน ซึ่งอาจมีส่วนในการสร้างนิสัยให้เพื่อนดูเป็นคนขี้อวด และอาจทำให้เพื่อนบางคนมีอารมณ์หมั่นไส้ถึงขั้นอิจฉา

นิ้วกลมอ้างถึงข้อ สังเกตของ Oliver Burkeman ในหนังสือ Help! ที่บอกว่า เพื่อนๆที่เราคบหาอยู่ ล้วนเป็นปุถุชนคนธรรมดา หมายถึงมีทั้งเรื่องร้าย-ดี ทุกข์-สุข เป็นของตนเอง แตกต่างกันไป แต่เวลาเรามองดูชีวิตเพื่อนๆ ผ่านเฟซบุ๊ก ไม่ว่าจะเป็นสเตตัส รูปถ่ายและเรื่องราวที่เล่าขาน ทุกอย่างกลับดูชวนฝัน ราวกับชีวิตจำลอง (ไปเที่ยวอย่างมีความสุข มีชีวิตแต่งงานที่ดี สนุกกับงาน ที่ทำงานสวย บ้านสวย กินของอร่อยๆ มีไลฟ์สไตล์เก๋ๆ รวมไปถึงการมีความคิดเท่ห์ๆ หรือคำพูดคมๆ) ซึ่งเป็นด้านที่ต้องการให้คนอื่นเห็น ตัวตนในเฟซบุ๊คของคนส่วนใหญ่จึงดูสวยงาม

ว่ากันว่า กระทั่งเพื่อนที่เราสนิทที่สุด ก็ยากที่จะเห็นเขารอบด้านหากจะคบกันผ่านเฟซบุ๊ก เพราะเราต่างแบ่งปันแต่ด้านสุขให้แก่กัน (ปราศจากการร่วมทุกข์) ซึ่งผิดธรรมชาติของคนและความสัมพันธ์ การคบกันในเฟซบุ๊คจึงทิ้งระยะห่างกันประมาณหนึ่ง…ระยะที่ยังไม่เห็นรอยแผล เป็นของ “เพื่อน”

ในขณะที่ Oliver เรียกภาพชีวิตที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นในเฟซบุ๊กว่า “ชีวิตที่ขัดเงาแล้ว” นื้วกลมได้อ้างถึงความเห็นของบล็อกเกอร์รายหนึ่งที่บอกว่า เขารู้สึกสับสันกับสเตตัสในเฟซบุ๊กกับความจริงในชีวิตของเพื่อนบางคน เช่น ในเฟซบุ๊กเขาบอกว่าเขาเพิ่งมีการประชุมที่เพอร์เฟ็กต์ แต่พอเจอกันเพื่อนเล่าให้ฟังว่าเขานอนไม่หลับมาหลายเดือน ทำให้มองเห็นว่า บางครั้ง “ชีวิตจริง” กับ “สเตตัส” ก็ต่างกันราวฟ้ากับดิน แต่บางทีมันก็ไม่ได้ตรงกันข้ามกันเสียทีเดียว เพียงแค่ “สเตตัส” ตัดเฉพาะช่วงดีๆ ในชีวิตมาเล่าสู่กันฟังเท่านั้น …แล้วมันมีปัญหาตรงไหน?

นิ้วกลมบอกว่า ปัญหาเกิดขึ้นเพราะบางครั้ง “สุข-ทุกข์” ของคนเรา ก็ขึ้นกับ “สุข-ทุกข์” ของผู้อื่น และธรรมชาติของคนนั้นชอบเปรียบเทียบ เขายกตัวอย่างว่า สมมุติว่าเราถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่สองซึ่งตอนแรกก็รู้สึกดีใจตัวลอย แต่พอรู้ว่าเพื่อนบ้านถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง ความสุขของเราจะลดน้อยลงทันที (ถ้าเรามีมุฑิตาจิตไม่พอ…อันนี้ผู้เขียนขอเติมเอง)เขาบอกว่า ความรู้สึกทำนองนี้อาจผุดขึ้นมาโดยเราไม่รู้ตัวในระหว่างที่กำลังเล่น เฟซบุ๊ก ดูรูปอันแสนสุขของเพื่อนๆ โดยไม่รู้ตัวว่าเราอาจกำลังเปรียบเทียบตัวเองกับคนเหล่านั้นอยู่ในใจ และความอยากต่างๆ นานาอาจก่อตัวขึ้นเงียบๆ เพราะการได้รับรู้ “ชีวิตขัดเงา” ของคนอื่น

จากงานเขียน นิ้วกลมสรุปว่า การหันด้านที่สวยงามให้คนอื่นเห็นนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ และเขาก็คิดว่าไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจอะไร เพียงแต่ตัวเราเองที่กำลังเล่นเฟซบุ๊ก ต้องมีสติเพียงพอที่จะรับรู้ว่าคนๆ หนึ่งล้วนมีด้านดี-ชั่ว สุข-ทุกข์ เหมือนกับเรา (แม้เขาจะพยายามแสดงแต่ด้านดีๆ และมีความสุขให้เราได้เห็นก็เถอะ…) ซึ่งก็จะทำให้เราเล่นเฟสบุ๊กได้สนุกขึ้น

สำหรับตัวเอง หลังอ่านบทความของนิ้วกลมจบลง ก็ทำให้ได้คิดอะไรหลายอย่าง กลับมาย้อนดูสิ่งที่ตัวเอง post เพื่อหาคำตอบว่า ทำไมเรา post แต่ด้านดีของชีวิต เราหลงตัวเองอย่างเขาว่าไหม…แต่ถ้าด้านดีงามของเรามันช่วยเป็นแรงบันดาลใจ ให้ใครสักคนได้ล่ะ จะทำต่อไปไหม และถ้าเพื่อนๆ หมั่นไส้ (จะรู้ได้ไงว่าเพื่อนเริ่มหมั่นไส้เราแล้ว)…เราจะทำอย่างไร?

และถ้า สุข-ทุกข์ของเรามีผลเชื่อมโยงกับ สุข-ทุกข์ ของเพื่อน เดิมเคยนึกไปว่าการ post แต่ข้อความที่เป็นทุกข์ รังแต่จะไปเพิ่มทุกข์ให้เพื่อน กาลกลับเป็นว่า การ post แต่ความสุข ก็เป็นการสร้างทุกข์ให้เพื่อนอีก…แล้วความพอดีมันอยู่ที่ไหนกัน?

อ่านบท ความดีๆ แล้วชวนคิดมาก แต่ก็ยังหาคำตอบให้กับคำถามตัวเองไม่ได้ว่า…
ควรหยุดเล่น facebook เสียที ดีไหมหนอ?

อ้างอิงจาก
นิ้วกลม. สิ่งที่ซ่อนอยู่หลัง status ในเฟซบุ๊ก. มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 10-16 มิถุนายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1608 หน้า 51.

ชาวนาใจร้อน…

ชาวนาใจร้อน…

“ชาวนาใจร้อน” เป็นพระราชนิพนธ์และภาพฝีพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเขียนไว้เมื่อปี 2550 เป็นหนึ่งในหนังสือเล่มเล็กๆ ของโครงการภูฟ้า ที่อ่านแล้วให้ข้อคิดปนขำจากเรื่องที่เล่า โดยเฉพาะกับการแอบคิดของพระองค์ท่านท้ายเรื่อง เนื้อเรื่องกระชับ ภาพประกอบน่ารัก แบบนี้ค่ะ…

จบแล้วค่ะ ^^

ฟ้าสวยใส…เท่าใจเรา

ฟ้าสวยใส…เท่าใจเรา

เพราะเราต่างมอง จึงมองเห็นต่าง

เห็นฟ้า สวยใส…กว้าง ไม่เท่ากัน..

(รูป: ตลาดน้ำสี่ภาค พัทยา, บทกวี: เชียงใหม่ 14.50 น. ของวันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม 2554)

แด่…ความสัมพันธ์ที่หล่นหาย

แด่…ความสัมพันธ์ที่หล่นหาย

เมฆจาง…คนครวญ

เมฆ…ลอยอ้อยอิ่ง แล้วจางหาย
ความสัมพันธ์…เคยแน่นแฟ้น กลับคลาย
อาจ-เพราะเรา มีเป้าหมาย…ต่างกัน

(เชียงใหม่, 22.30 น. ของวันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม 2554)

เมื่อน้องนิวเคลียร์ปวดท้อง

เมื่อน้องนิวเคลียร์ปวดท้อง

ต้องบอกว่า ผู้เขียนชื่นชมความคิดและวัฒนธรรมหลายๆ อย่างของประเทศญีุ่ปุ่นมานานแล้ว แทบไม่ต้องนับรวมกับความมีระเบียบวินัย และการแบ่งปันที่คนทั่วโลกได้ชื่นชมผ่านข่าวจากกรณีแผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 ที่ผ่านมา และที่น่าชื่นชมอีกอย่างหนึ่งก็คือวิธีการสื่อสารความเสี่ยงของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเขานำเสนอด้วย clip การ์ตูนน่ารักๆ แม้จะเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ก็ทำให้เราสามารถเข้าใจความเสี่ยงของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ได้ไม่ยาก

ในวีดีโอเล่าเรื่อง…น้องนิวเคลียร์ปวดท้อง…ง่ายๆ แบบนี้ค่ะ

จากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ผ่านมา ทำให้น้องนิวเคลียร์ที่ฟุคุชิมะปวดท้อง
…โอ๊ยยยย ปวดท้อง เหมือนอึจะออกเลยยยยย….
อึของน้องนิวเคลียร์เนี่ยเหม็นมาก ถ้าเกิดอึออกมาจริงๆ ผู้คนจะเดือดร้อนกันไปหมด

น้องนิวเคลียร์พยายามอั้นก็แล้ว…แต่…ก็มีเสียงตดดังออกมา
ทุกคนตกใจมาก คิดว่าน้องนิวเคลียร์คงอึราดแล้ว
แต่เมื่อตรวจสอบก็พบว่าเป็นแค่ตด ยังไม่เป็นอะไร

แต่…น้องนิวเคลียร์ก็ยังปวดท้องอยู่
คุณหมอก็เลยพยายามให้ยาน้องนิวเคลียร์ ซึ่งยาก็คือน้ำทะเลกับโบรอน (Boron)
โดยต้องทำให้น้องนิวเคลียร์เย็นลง คุณหมอก็พยายามให้ยาอยู่
แต่เพราะมีการตดหลายครั้ง เลยมีกลิ่นออกมาด้วย
กลิ่นนี้สามารถหายไปได้เอง และคนที่อยู่ไกลก็ไม่สามารถได้กลิ่น
บางคนก็สงสัยกลิ่นนี้จะอยู่ตลอดไปหรือไม่
กลิ่นตดน้องนิวเคลียร์จะหายไปได้เองภายในอาทิตย์เดียว

ซึ่งสมัยก่อน น้องนิวเคลียร์ที่ ทรีไมล์ในอเมริกาก็เคยตดแบบนี้ และไม่มีอึราดออกมา
และหลายทีก็มีชื่อ น้องนิวเคลียร์เชอโนบิลโผล่มา แต่อันนั้นเป็นอุบัติเหตุจริงๆแหละ
เพราะน้องเชอร์โนบิลเธอทั้งอึราด ท้องเสียเรี่ยราดไปทั่วด้วย
แต่ครั้งนี้น้องนิวเคลียร์ที่ฟุคุชิมะนี้ไม่เป็นแบบเชอร์โนบิลแน่นอน

แถมยังมีการใส่ผ้าอ้อมให้แล้วด้วย
ดังนั้นถึงจะมีอึราดออกมา ก็ไม่ว่อนไปไกลรุนแรง
และอึของนิวเคลียร์ก็หนัก ไม่สามารถลอยไปได้ไกลด้วย

ส่วนคุณหมอที่มารักษาน้องนิวเคลียร์ก็ต้องผลัดเวรกันไปเรื่อยๆ
เพราะการอยู่ใกล้น้องนิวเคลียร์นานๆส่งผลเสียต่อสุขภาพคุณหมอ แต่มันก็ช่วยไม่ได้

บางคนอาจจะคิดว่า อ้าวใส่ผ้าอ้อมแล้วก็อึราดผ้าอ้อมได้สิ
แต่จริงๆแล้วการกำจัดผ้าอ้อมเปื้อนอึน้องนิวเคลียร์เนี่ย เป็นเรื่องทำได้ยาก
ทั้งอันตรายและใช้งบประมาณสูงมาก

ในขณะนี้สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการทำให้้น้องนิวเคลียร์เย็นลง
เจ้าหน้าที่ทุกคนกำลังพยายามทำทุกวิถึทางอยู่
ถ้าทุกคนได้ยินข่าวว่า มีการเติมน้ำ (คิดว่าเป็นการใช้น้ำทะเลที่รายงานอยู่ตอนนี้)
ก็ให้เข้าใจว่า คุณหมอกำลังให้ยาน้องนิวเคลียร์อยู่สินะ
ขอให้ทุกคนขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ช่วยกันรักษาน้องนิวเคลียร์อยู่

ในกรณีที่ร้ายแรงที่สุด คืออึราดแล้วรั่วออกจากผ้าอ้อม
ก็จะไม่เป็นแบบเชอร์โนบิล เพราะอึหนัก บินว่อนไม่ได้
แต่ชาวฟุคุชิมะก็จะไม่สามารถใช้ชีวิตในพื้นที่นั้นได้ และส่งผลกับพืชผักและสัตว์ในพื้นที่นั้น
นี่เป็นสาเหตุที่เจ้าหน้าที่ทุกคนกำลังพยายามกันอย่างหนัก

คิดว่าในสองวันนี้คือการเดิมพันสู้ที่หนักที่สุด
ขอภาวนาให้ข้ามผ่านพ้นไปได้ และให้ความสงบสุขกลับคืนมา


เป็นการสื่อสารความเสี่ยง (risk communication) ที่น่ารักและเข้าใจง่ายจริง ๆ ค่ะ…

ส่วนคนที่สนใจเรื่องที่เป็นงานวิชาการกว่านี้ สามารถเข้าไปดูได้ตาม link ข้างล่างนะคะ เขามีรูปประกอบชัดเจน อธิบายเป็นภาษาไทยให้เข้าใจแต่ละขั้นตอนของปัญหาที่เกิดขึ้นแบบละเอียดค่ะ

http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X10342781/X10342781.html

อ้างอิง
ขอบคุณน้องเล็ก ที่ post เรื่องดีๆ แบบนี้ลงบนหน้ากระดาน facebook นะคะ ผู้เขียนขอใช้พื้นที่ blog ของตัวเองเก็บเรื่องดีๆ แบบนี้ไว้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของตัวเองและผู้ที่เข้ามาอ่านไม่มากก็น้อยค่ะ

คนบางประเภท

คนบางประเภท

พาดหัวข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งบอกว่า…บึ้ม  23  ศพ  สังเวยโรงงานนรก – - – - – - -

“บึ้ม”สนั่นโรงงานอบลำไยแห้งราบเป็นหน้ากลอง อนุภาพทำลายล้างร่วม 5 กม. ผลาญบ้านเรือนประชาชน โรงพยาบาล วัด โรงเรียนกลายเป็นซากปรักหักพังเพียงพริบตา  เผย กักตุนสารเคมีต้องห้าม “ฟอสเฟต-โปแตสเซียมคลอเรต” ไว้เพียบพบผู้สังเวยชีพแล้ว 23 ศพ สาบสูญอีก 17 คน เจ็บระนาว 164 ราย

- – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - -

ผมเดินฝ่าเข้าไปในฝูงชนที่จับกลุ่มมองดูซากปรักหักพังของอาคารบ้านเรือนที่เสียหายด้วยแรงระเบิด  แดดร้อนเปรี้ยง  อากาศอบอ้าว  ได้กลิ่นกำมะถันลอยคละคลุ้งอยู่ทั่วไป  บรรยากาศแย่แบบนี้แต่กลุ่มคนก็ยังหนาแน่น  บ้างจับกลุ่มคุยกันวิพากษ์วิจารณ์  บ้างก็เดินสำรวจ…และบ้างก็ร้องไห้

ผมคิดว่าการร้องไห้นี่กระมัง  ที่ช่วยแยกแยะได้ว่าชาวบ้านคนไหนเป็นผู้เสียหายและคนไหนเป็นแค่ “ผู้มาดูความเสียหาย”  ชาวบ้าน…ดูยังไงก็คล้ายกันหมด

ร่องรอยของซาก  แสดงให้เห็นถึงต้นเหตุของความเสียหายที่เกิดขึ้น  แรงอัดและความสั่นสะเทือนของระเบิด  ทำให้ทั้งโรงงานอบลำไยแห้งและบ้านเรือนละแวกใกล้เคียงกลายเป็นเศษไม้เศษหินกองใหญ่  แทบจะมองไม่ออกว่าเคยเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใช้เป็นที่พักอาศัยมาก่อน

บ้านที่มีรัศมีไกลออกไปบ้างก็เหลือแต่เสาและคานบ้าน  หลังคาทรุดและยุบตัวลง ประตูหน้าต่างที่เป็นกระจกแตกหักไม่มีชิ้นดี  ประตูเหล็กอัลลอยด์ถูกแรงอัดจนโค้งงอ  ส่วนที่เป็นประตูเหล็กแบบเลื่อนขึ้นลงของร้านค้าถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ  รั้วบ้านพังเป็นแถบๆ…เห็นแล้วน่าสลดใจ

ผมเดินใกล้ศูนย์กลางที่เกิดระเบิดเข้าไปเรื่อยๆ

“ว้าย…อี้…”  เสียงเด็กรุ่นสาวคนหนึ่งอุทานให้พอได้ยิน  ปนเปไปด้วยน้ำเสียงแสดงความขยะแขยง  ผมหันไปตามต้นเสียง  เห็นหล่อนถอยกรูดออกมาพลางถูรองเท้าข้างขวากับพื้นดินแรงๆ  มองเห็นสิ่งที่หลุดออกมาจากรองเท้าของหล่อน  รูปร่างออกกลมๆ  แต่ด้วยแรงเหยียบทำให้มันเสียรูป  เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆ  จึงรู้ว่าเป็นเศษชิ้นเนื้อมนุษย์  อวัยวะที่ครั้งหนึ่งเคยถูกเรียกว่า “ตา”!!!

เมื่อมองไปรอบๆ  ก็พบว่าไม่ใช่แค่เศษตาเท่านั้นที่ตกเกลื่อน  เศษเนื้อที่เคยเรียกว่า “หู”  แปะติดอยู่กับขอบบ่อน้ำ  เศษเนื้อที่เคยเรียกว่า “ขา”  พาดติดอยู่กับโครงหน้าต่าง  “ลำไส้” ของใครสักคน  ห้อยย้อยอยู่ตามกิ่งไม้

น้ำขมๆเริ่มไหลย้อนเข้ามาในปาก  ท้องไส้ปั่นป่วน  รีบถอยหลังเดินกลับออกมา  กลัวว่าถ้าช้าไปกว่านั้น  อาจต้องเสียของเก่าที่กินไปมื้อเช้า

เดินมาไม่ถึงสิบก้าว  มองเห็นชาวบ้าน 3-4 คน  กำลังพยายามใช้ไม้สอยอะไรอย่างหนึ่งที่ค้างอยู่บนคาคบไม้  เสียง “ตุ๊บ” ที่ตกลงมา  ทำให้ผมอดมองตามไม่ได้  ลูกกลมๆขนาดผลมะพร้าว…มีขนหยิกดำ  กลิ้งขลุกๆ ผ่านหน้าไป

“อ้วก….”  ในที่สุดผมก็คายของเก่าออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่  ขนลุกเกรียว  รีบเดินแกมวิ่งหันกลับออกมาจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว

“พี่ ๆ”  เสียงเรียกจากใครคนหนึ่ง ทำให้ผมเงยหน้าขึ้นมอง  จึงรู้ว่าเดินเข้ามาในบริเวณวัดแห่งหนึ่ง  หลังจากที่ก้มหน้าจ้ำออกมาจากบริเวณที่น่าสยดสยอง

“เอาน้ำไหมพี่  ขวดละ 10 บาทเอง”  เด็กหนุ่มจากรถเข็นขายน้ำถาม  ผมพยักหน้า  ควักเงินจากกระเป๋าเสื้อจ่ายให้  ได้ดื่มน้ำเย็นๆ  ล้างปาก ล้างหน้าแล้วรู้สึกสดชื่นขึ้น  ทรุดนั่งลงกับพื้นข้างรถเข็น  อาศัยร่มเงาของผนังอุโบสถที่ยังหลงเหลืออยู่เป็นเกราะบังความร้อน

“วันนี้อากาศร้อนจังเลยนะพี่”  เด็กขายน้ำชวนคุย

“อื้อ…คนเยอะด้วยมั้ง  มันก็เลยดูร้อนมากกว่าปกติ”

ได้ยินเสียงร้องไห้ของคนหลายคนแว่วมาจากอีกด้านหนึ่งของวัด

“ทำไมเขาจับกลุ่มร้องไห้กันมากขนาดนั้น…” อดถามเด็กหนุ่มไม่ได้

“โธ่…พี่ไม่รู้อะไร  ที่เขาร้องไห้กันมากขนาดนี้ก็เพราะหลังการระเบิด เศียรพระพุทธรูปที่เป็นองค์ประธานถูกแรงกระแทกจนคอหัก  คอหักอย่างเดียวนะพี่  ในขณะที่องค์อื่นๆไม่เป็นอะไรเลย  ชาวบ้านเขาก็เลยคิดว่ามันจะต้องเป็น “อาเพศ” อะไรสักอย่างแน่…เห็นจะต้องทำบุญกันครั้งใหญ่ล่ะที่นี้…”

“แล้วน้องล่ะ  ไม่เสียใจเหรอ  เป็นคนบ้านนี้หรือเปล่า”

“ก็เสียใจกับพวกเขาด้วยน่ะนะ   แต่ผมไม่ใช่คนบ้านนี้หรอก  พอดีรู้ข่าวว่ามีคนแห่มาดูกันเยอะ ก็เลยเข็นรถออกมาขายของบ้าง  คนเราต้องทำมาหากินนี่…ใช่ไหมพี่”

ผมกวาดสายตามองไปรอบๆวัด  เห็นรถเข็นขายของอีกเกือบสิบคันจอดเรียงรายเป็นจุดๆ  มีทั้งรถขายลูกชิ้นปิ้ง  ปลาหมึกย่าง  ซาลาเปา  ที่มากที่สุดก็เห็นจะเป็นน้ำดื่ม

“ขายดีไหม” ผมถาม

“ก็พอไปได้แหละพี่”

“แต่ก็คงขายดีกว่างานวัดบางงาน”

เด็กหนุ่มขายน้ำไม่ตอบ  เพียงแต่ยิ้มพร้อมกับหัวเราะเก้อๆ  แล้วชวนผมคุยต่อ

“พี่ล่ะ  มาจากไหน  ผมนึกว่าเป็นคนแถวนี้เสียอีก”

“ไม่ใช่หรอก  อยู่อีกอำเภอหนึ่ง  ได้ข่าวระเบิดก็อดมาดูไม่ได้  อยากรู้ว่ามันเป็นยังไง  เกิดมาก็ไม่เคยเห็นสักที…”

“คนจากที่อื่นมาดูกันเยอะพี่…เห็นชาวบ้านที่นี้เล่าว่าบางคนไม่มาดูเปล่าๆ  แต่ยังขโมยข้าวของเครื่องใช้ที่อยู่ในสภาพดีของบ้านที่พังไปด้วย  เมื่อกี้ก็ได้ยินเขาพูดกันว่าบ้านหนึ่งถูกฉกเงินไปเกือบหมื่น”

“ถูกฉกได้ไง  สูญหายจากแรงระเบิดหรือเปล่า” ผมถามด้วยความสงสัย

“ไม่หรอกพี่  เห็นเขาบอกว่าเก็บไว้ในกระเป๋าหนังอย่างดี  ใส่ลิ้นชักไว้  เขาตรวจดูแล้วของอย่างอื่นครบนะพี่  แต่กระเป๋าเงินหายไป  ยังงี้ไม่เรียกว่าฉก…เขาจะเรียกว่าอะไร  เฮ้อ…คนเดี๋ยวนี้ทำไมใจร้ายกันนักก็ไม่รู้   น่าจะแช่งให้ไอ้คนที่ฉกเงินไปมัน…”

“แล้วจับตัวคนขโมยได้ไหม”  ผมตัดบทด้วยความอยากรู้

“ไม่ได้หรอกพี่  คนเยอะแบบนี้  ไม่รู้ใครเป็นใคร..ก็ถือว่าซวยซ้ำสองไป”

“แล้ว…เขามีกองทุนอะไรช่วยคนที่เดือดร้อนบ้างไหม” ผมถามต่อ

“มีพี่  เห็นตั้งหน่วยอยู่หน้าโรงพยาบาล  แจกของเป็นชุดๆ  ไม่รู้อะไรบ้าง  สงสัยจะเป็นอาหารแห้งล่ะมั้ง  เออ…พูดถึงเรื่องนี้แล้วอดเจ็บใจแทนชาวบ้านแถวนี้ไม่ได้  ก็ไอ้คนบางประเภทที่มาจากที่อื่น  ดูความเสียหายเสร็จมันก็แวะไปรับของแจกที่โรงพยาบาลด้วย  ไอ้คนแจกก็แจกไม่ดูตาม้าตาเรือ  เห็นเป็นชาวบ้านก็แจกดะ…คนที่เดือดร้อนจริงๆแต่ได้ของน่ะมีน้อย”

“มีแบบนี้ด้วยเหรอ…แย่จังเลยนะ”  ผมพึมพำเออออ  แล้วเหยียดตัวลุกขึ้น

“จะไปแล้วเหรอพี่”

“อื้อ…”

“แล้วพรุ่งนี้จะมาไหม..ถ้ามาอย่าลืมมาอุดหนุนผมอีกนะ”

หลังจากที่ได้ฟังเรื่องจากเด็กขายน้ำ   ผมเดินจากมาด้วยใจที่หดหู่…แต่ก็นั่นแหละ  ผมจะช่วยอะไรได้

บ่ายคล้อยมากแล้ว  แต่ยังไม่มีอาหารตกถึงท้อง…รู้สึกหิวข้าวเป็นกำลัง

รถตู้คันหนึ่งขับมาอย่างเร็ว  ผมรีบฉากตัวหลบเข้าไปในเขตรั้วโรงพยาบาล  แต่ก็ยังสำลักเอาฝุ่นที่คลุ้งตลบอบอวลจากรถคันนั้นไม่ได้

“แม่-ง…ขับรถภาษาอะไรว่-ะ” ผมจามติดๆกันจนน้ำหูน้ำตาไหล  เสเดินเข้าไปในโรงพยาบาล  กะว่าจะไปหาก็อกน้ำล้างหน้าล้างตาเสียหน่อย ก้มหน้าก้มตาเดินผ่านเต้นท์แจกของ

“ลุง…ลุง…ได้ของหรือยัง” เด็กสาวจากเต้นท์แจกของเรียกตามหลัง  คงนึกว่าผมเป็นชาวบ้านแถวนี้กระมัง  นึกถึงคำพูดของเด็กขายน้ำแล้ว…รีบบอกปฏิเสธ  ไม่อยากเป็น ”คนบางประเภท” อย่างที่เด็กหนุ่มมันว่า

ถึงก็อกน้ำ  ล้างหน้าแล้วอดคิดไม่ได้ว่า  พรุ่งนี้ควรจะมาที่นี่อีกไหม?  ดึงผ้าขาวม้าที่คาดเอวออกมาเช็ดหน้า  กระเป๋าหนังใบหนึ่งตกลงไปที่พื้น  รีบเก็บขึ้นมาก่อนที่ใครจะเห็น  แล้วก็ได้คำตอบ    พรุ่งนี้ก็คงต้องมาอีกนั่นแหละ…เผื่อจะได้อีกสักหมื่นสองหมื่น

——————————————————

เขียนเมื่อ 25 สิงหาคม 2542

ได้ Idea จากข่าวการระเบิดของโรงงานอบลำไยที่อำเภอสันป่าตอง  อันเนื่องมาจากสาร  Potassium  Chlorate เขียนเสร็จแล้วก็รู้สึกค่อนข้างภาคภูมิใจ  ที่สามารถจบเรื่องหักมุมได้ตามที่ใจต้องการ ^^