พาดหัวข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งบอกว่า…บึ้ม 23 ศพ สังเวยโรงงานนรก – - – - – - -
“บึ้ม”สนั่นโรงงานอบลำไยแห้งราบเป็นหน้ากลอง อนุภาพทำลายล้างร่วม 5 กม. ผลาญบ้านเรือนประชาชน โรงพยาบาล วัด โรงเรียนกลายเป็นซากปรักหักพังเพียงพริบตา เผย กักตุนสารเคมีต้องห้าม “ฟอสเฟต-โปแตสเซียมคลอเรต” ไว้เพียบพบผู้สังเวยชีพแล้ว 23 ศพ สาบสูญอีก 17 คน เจ็บระนาว 164 ราย
- – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - -
ผมเดินฝ่าเข้าไปในฝูงชนที่จับกลุ่มมองดูซากปรักหักพังของอาคารบ้านเรือนที่เสียหายด้วยแรงระเบิด แดดร้อนเปรี้ยง อากาศอบอ้าว ได้กลิ่นกำมะถันลอยคละคลุ้งอยู่ทั่วไป บรรยากาศแย่แบบนี้แต่กลุ่มคนก็ยังหนาแน่น บ้างจับกลุ่มคุยกันวิพากษ์วิจารณ์ บ้างก็เดินสำรวจ…และบ้างก็ร้องไห้
ผมคิดว่าการร้องไห้นี่กระมัง ที่ช่วยแยกแยะได้ว่าชาวบ้านคนไหนเป็นผู้เสียหายและคนไหนเป็นแค่ “ผู้มาดูความเสียหาย” ชาวบ้าน…ดูยังไงก็คล้ายกันหมด
ร่องรอยของซาก แสดงให้เห็นถึงต้นเหตุของความเสียหายที่เกิดขึ้น แรงอัดและความสั่นสะเทือนของระเบิด ทำให้ทั้งโรงงานอบลำไยแห้งและบ้านเรือนละแวกใกล้เคียงกลายเป็นเศษไม้เศษหินกองใหญ่ แทบจะมองไม่ออกว่าเคยเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใช้เป็นที่พักอาศัยมาก่อน
บ้านที่มีรัศมีไกลออกไปบ้างก็เหลือแต่เสาและคานบ้าน หลังคาทรุดและยุบตัวลง ประตูหน้าต่างที่เป็นกระจกแตกหักไม่มีชิ้นดี ประตูเหล็กอัลลอยด์ถูกแรงอัดจนโค้งงอ ส่วนที่เป็นประตูเหล็กแบบเลื่อนขึ้นลงของร้านค้าถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ รั้วบ้านพังเป็นแถบๆ…เห็นแล้วน่าสลดใจ
ผมเดินใกล้ศูนย์กลางที่เกิดระเบิดเข้าไปเรื่อยๆ
“ว้าย…อี้…” เสียงเด็กรุ่นสาวคนหนึ่งอุทานให้พอได้ยิน ปนเปไปด้วยน้ำเสียงแสดงความขยะแขยง ผมหันไปตามต้นเสียง เห็นหล่อนถอยกรูดออกมาพลางถูรองเท้าข้างขวากับพื้นดินแรงๆ มองเห็นสิ่งที่หลุดออกมาจากรองเท้าของหล่อน รูปร่างออกกลมๆ แต่ด้วยแรงเหยียบทำให้มันเสียรูป เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆ จึงรู้ว่าเป็นเศษชิ้นเนื้อมนุษย์ อวัยวะที่ครั้งหนึ่งเคยถูกเรียกว่า “ตา”!!!
เมื่อมองไปรอบๆ ก็พบว่าไม่ใช่แค่เศษตาเท่านั้นที่ตกเกลื่อน เศษเนื้อที่เคยเรียกว่า “หู” แปะติดอยู่กับขอบบ่อน้ำ เศษเนื้อที่เคยเรียกว่า “ขา” พาดติดอยู่กับโครงหน้าต่าง “ลำไส้” ของใครสักคน ห้อยย้อยอยู่ตามกิ่งไม้
น้ำขมๆเริ่มไหลย้อนเข้ามาในปาก ท้องไส้ปั่นป่วน รีบถอยหลังเดินกลับออกมา กลัวว่าถ้าช้าไปกว่านั้น อาจต้องเสียของเก่าที่กินไปมื้อเช้า
เดินมาไม่ถึงสิบก้าว มองเห็นชาวบ้าน 3-4 คน กำลังพยายามใช้ไม้สอยอะไรอย่างหนึ่งที่ค้างอยู่บนคาคบไม้ เสียง “ตุ๊บ” ที่ตกลงมา ทำให้ผมอดมองตามไม่ได้ ลูกกลมๆขนาดผลมะพร้าว…มีขนหยิกดำ กลิ้งขลุกๆ ผ่านหน้าไป
“อ้วก….” ในที่สุดผมก็คายของเก่าออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ขนลุกเกรียว รีบเดินแกมวิ่งหันกลับออกมาจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว
“พี่ ๆ” เสียงเรียกจากใครคนหนึ่ง ทำให้ผมเงยหน้าขึ้นมอง จึงรู้ว่าเดินเข้ามาในบริเวณวัดแห่งหนึ่ง หลังจากที่ก้มหน้าจ้ำออกมาจากบริเวณที่น่าสยดสยอง
“เอาน้ำไหมพี่ ขวดละ 10 บาทเอง” เด็กหนุ่มจากรถเข็นขายน้ำถาม ผมพยักหน้า ควักเงินจากกระเป๋าเสื้อจ่ายให้ ได้ดื่มน้ำเย็นๆ ล้างปาก ล้างหน้าแล้วรู้สึกสดชื่นขึ้น ทรุดนั่งลงกับพื้นข้างรถเข็น อาศัยร่มเงาของผนังอุโบสถที่ยังหลงเหลืออยู่เป็นเกราะบังความร้อน
“วันนี้อากาศร้อนจังเลยนะพี่” เด็กขายน้ำชวนคุย
“อื้อ…คนเยอะด้วยมั้ง มันก็เลยดูร้อนมากกว่าปกติ”
ได้ยินเสียงร้องไห้ของคนหลายคนแว่วมาจากอีกด้านหนึ่งของวัด
“ทำไมเขาจับกลุ่มร้องไห้กันมากขนาดนั้น…” อดถามเด็กหนุ่มไม่ได้
“โธ่…พี่ไม่รู้อะไร ที่เขาร้องไห้กันมากขนาดนี้ก็เพราะหลังการระเบิด เศียรพระพุทธรูปที่เป็นองค์ประธานถูกแรงกระแทกจนคอหัก คอหักอย่างเดียวนะพี่ ในขณะที่องค์อื่นๆไม่เป็นอะไรเลย ชาวบ้านเขาก็เลยคิดว่ามันจะต้องเป็น “อาเพศ” อะไรสักอย่างแน่…เห็นจะต้องทำบุญกันครั้งใหญ่ล่ะที่นี้…”
“แล้วน้องล่ะ ไม่เสียใจเหรอ เป็นคนบ้านนี้หรือเปล่า”
“ก็เสียใจกับพวกเขาด้วยน่ะนะ แต่ผมไม่ใช่คนบ้านนี้หรอก พอดีรู้ข่าวว่ามีคนแห่มาดูกันเยอะ ก็เลยเข็นรถออกมาขายของบ้าง คนเราต้องทำมาหากินนี่…ใช่ไหมพี่”
ผมกวาดสายตามองไปรอบๆวัด เห็นรถเข็นขายของอีกเกือบสิบคันจอดเรียงรายเป็นจุดๆ มีทั้งรถขายลูกชิ้นปิ้ง ปลาหมึกย่าง ซาลาเปา ที่มากที่สุดก็เห็นจะเป็นน้ำดื่ม
“ขายดีไหม” ผมถาม
“ก็พอไปได้แหละพี่”
“แต่ก็คงขายดีกว่างานวัดบางงาน”
เด็กหนุ่มขายน้ำไม่ตอบ เพียงแต่ยิ้มพร้อมกับหัวเราะเก้อๆ แล้วชวนผมคุยต่อ
“พี่ล่ะ มาจากไหน ผมนึกว่าเป็นคนแถวนี้เสียอีก”
“ไม่ใช่หรอก อยู่อีกอำเภอหนึ่ง ได้ข่าวระเบิดก็อดมาดูไม่ได้ อยากรู้ว่ามันเป็นยังไง เกิดมาก็ไม่เคยเห็นสักที…”
“คนจากที่อื่นมาดูกันเยอะพี่…เห็นชาวบ้านที่นี้เล่าว่าบางคนไม่มาดูเปล่าๆ แต่ยังขโมยข้าวของเครื่องใช้ที่อยู่ในสภาพดีของบ้านที่พังไปด้วย เมื่อกี้ก็ได้ยินเขาพูดกันว่าบ้านหนึ่งถูกฉกเงินไปเกือบหมื่น”
“ถูกฉกได้ไง สูญหายจากแรงระเบิดหรือเปล่า” ผมถามด้วยความสงสัย
“ไม่หรอกพี่ เห็นเขาบอกว่าเก็บไว้ในกระเป๋าหนังอย่างดี ใส่ลิ้นชักไว้ เขาตรวจดูแล้วของอย่างอื่นครบนะพี่ แต่กระเป๋าเงินหายไป ยังงี้ไม่เรียกว่าฉก…เขาจะเรียกว่าอะไร เฮ้อ…คนเดี๋ยวนี้ทำไมใจร้ายกันนักก็ไม่รู้ น่าจะแช่งให้ไอ้คนที่ฉกเงินไปมัน…”
“แล้วจับตัวคนขโมยได้ไหม” ผมตัดบทด้วยความอยากรู้
“ไม่ได้หรอกพี่ คนเยอะแบบนี้ ไม่รู้ใครเป็นใคร..ก็ถือว่าซวยซ้ำสองไป”
“แล้ว…เขามีกองทุนอะไรช่วยคนที่เดือดร้อนบ้างไหม” ผมถามต่อ
“มีพี่ เห็นตั้งหน่วยอยู่หน้าโรงพยาบาล แจกของเป็นชุดๆ ไม่รู้อะไรบ้าง สงสัยจะเป็นอาหารแห้งล่ะมั้ง เออ…พูดถึงเรื่องนี้แล้วอดเจ็บใจแทนชาวบ้านแถวนี้ไม่ได้ ก็ไอ้คนบางประเภทที่มาจากที่อื่น ดูความเสียหายเสร็จมันก็แวะไปรับของแจกที่โรงพยาบาลด้วย ไอ้คนแจกก็แจกไม่ดูตาม้าตาเรือ เห็นเป็นชาวบ้านก็แจกดะ…คนที่เดือดร้อนจริงๆแต่ได้ของน่ะมีน้อย”
“มีแบบนี้ด้วยเหรอ…แย่จังเลยนะ” ผมพึมพำเออออ แล้วเหยียดตัวลุกขึ้น
“จะไปแล้วเหรอพี่”
“อื้อ…”
“แล้วพรุ่งนี้จะมาไหม..ถ้ามาอย่าลืมมาอุดหนุนผมอีกนะ”
หลังจากที่ได้ฟังเรื่องจากเด็กขายน้ำ ผมเดินจากมาด้วยใจที่หดหู่…แต่ก็นั่นแหละ ผมจะช่วยอะไรได้
บ่ายคล้อยมากแล้ว แต่ยังไม่มีอาหารตกถึงท้อง…รู้สึกหิวข้าวเป็นกำลัง
รถตู้คันหนึ่งขับมาอย่างเร็ว ผมรีบฉากตัวหลบเข้าไปในเขตรั้วโรงพยาบาล แต่ก็ยังสำลักเอาฝุ่นที่คลุ้งตลบอบอวลจากรถคันนั้นไม่ได้
“แม่-ง…ขับรถภาษาอะไรว่-ะ” ผมจามติดๆกันจนน้ำหูน้ำตาไหล เสเดินเข้าไปในโรงพยาบาล กะว่าจะไปหาก็อกน้ำล้างหน้าล้างตาเสียหน่อย ก้มหน้าก้มตาเดินผ่านเต้นท์แจกของ
“ลุง…ลุง…ได้ของหรือยัง” เด็กสาวจากเต้นท์แจกของเรียกตามหลัง คงนึกว่าผมเป็นชาวบ้านแถวนี้กระมัง นึกถึงคำพูดของเด็กขายน้ำแล้ว…รีบบอกปฏิเสธ ไม่อยากเป็น ”คนบางประเภท” อย่างที่เด็กหนุ่มมันว่า
ถึงก็อกน้ำ ล้างหน้าแล้วอดคิดไม่ได้ว่า พรุ่งนี้ควรจะมาที่นี่อีกไหม? ดึงผ้าขาวม้าที่คาดเอวออกมาเช็ดหน้า กระเป๋าหนังใบหนึ่งตกลงไปที่พื้น รีบเก็บขึ้นมาก่อนที่ใครจะเห็น แล้วก็ได้คำตอบ พรุ่งนี้ก็คงต้องมาอีกนั่นแหละ…เผื่อจะได้อีกสักหมื่นสองหมื่น
——————————————————
เขียนเมื่อ 25 สิงหาคม 2542
ได้ Idea จากข่าวการระเบิดของโรงงานอบลำไยที่อำเภอสันป่าตอง อันเนื่องมาจากสาร Potassium Chlorate เขียนเสร็จแล้วก็รู้สึกค่อนข้างภาคภูมิใจ ที่สามารถจบเรื่องหักมุมได้ตามที่ใจต้องการ ^^