OneMoon's Blog

พฤศจิกายน 28, 2009

จงทำในสิ่งที่ตัวเองรัก

มีโอกาสได้อ่านงานของพิษณุ นิลกลัด คอลัมน์ คลุกวงใน หัวข้อ “ถาม-ตอบ เศรษฐีหมายเลข 1 และ 2 ของโลก” ในหนังสือมติชนสุดสัปดาห์แล้วชอบใจ จึงอยากเล่าเรื่องที่อ่านมาให้เพื่อนๆ ได้ฟังบ้าง

ในคอลัมน์กล่าวถึงกรณีที่ บิลล์ เกตส์ และ วอร์เรน บัฟเฟตต์ สองอภิมหาเศรษฐีหมายเลข 1 และ 2 ของโลก ได้ปรากฎตัวร่วมกันที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย รัฐนิวยอร์กเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาถามคำถามต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ แง่คิดในการที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต การบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือสังคม และอื่นๆ โดยมีคนเข้าร่วมฟังกว่า 700 คน


ว่ากันว่าเหตุผลที่เลือกมหาวิทยาลัยโคลัมเบียเพราะบัฟเฟตต์เป็นศิษย์เก่าที่นี่ และสาเหตุที่เขาเลือกเรียนในมหาวิทยาลัยนี้ก็เพราะอยากเรียนกับ เบนจามิน แกร์ม ซึ่งเป็นปรมาจารย์ด้านการลงทุนที่เขานับถือ

ในการตอบคำถามครั้งนี้ ทั้งบิลล์ เกตส์ และบัฟเฟตต์ ให้แง่คิดที่เป็นประโยชน์มากมาย ตัวอย่างเช่นเมื่อนักศึกษาถามว่า ต้องมีคุณสมบัติอะไรถึงจะประสบความสำเร็จอย่างทั้งคู่ คำตอบของบัฟเฟตต์ก็คือ “ทำในสิ่งที่ตัวเองรักและมุ่งมั่น ไม่ใช่ทำเพราะอยากร่ำรวย ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ไม่ใช่ทำในสิ่งที่คนอื่นอยากให้ทำ” ส่วนเกตส์บอกว่า “นอกเหนือจากการมีคนรอบข้างที่ดี (มีกัลยาณมิตร) อ่านหนังสือเยอะ และมองการณ์ไกลแล้ว การมีความเชื่อมั่นในตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญมาก การที่เขาตัดสินใจไม่เรียนที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเพื่อออกมาพัฒนาซอฟต์แวร์นั้นก็เพราะมั่นใจในตัวเองว่าจะทำสำเร็จ”

เมื่อถามเกตส์ว่า อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำทุกวัน เขาตอบว่า การอ่านหนังสือและการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งเรื่องที่เขาสนใจในตอนนี้คือการศึกษาและสุขภาพ เพราะความรู้เปรียบเสมือนเข็มทิศนำทาง ทำให้รู้ว่าจะช่วยเหลือคนที่สมควรได้รับการช่วยเหลืออย่างไร

สำหรับนักศึกษาที่ยังไม่รู้ว่าอนาคตอยากทำอาชีพอะไร เกตส์แนะนำว่าให้ค้นหาว่าตัวเองชอบอะไร ซึ่งบางคนอาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะค้นพบ ส่วนคำตอบของบัฟเฟตต์น่าสนใจมาก (ความเห็นส่วนตัวของเจ้าของ blog) เขาบอกว่า “ให้แต่งงานกับคนที่ใช่” (ว้าว…ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้รับคำตอบแบบนี้) เขาให้เหตุผลว่า การมีชีวิตคู่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ในชีวิต เช่น แรงบันดาลใจ ซึ่งจะทำให้รู้ว่าอยากทำงานด้านไหน และสาเหตุที่เขาแนะนำให้ทำงานที่ตัวเองรัก และทำร่วมกับคนที่อยากร่วมงานด้วยก็เพราะพอได้ทำงานกับคนที่อยากทำ ตอนตื่นเช้าขึ้นมาก็รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ทำงาน

ส่วนสาเหตุที่เขาบริจาคเงิน 30,000 ล้านดอลลาร์หรือกว่า 1 ล้านล้านบาทให้มูลนิธิ Bill & Melinda Gates ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ทุนการศึกษาแก่สถาบันการศึกษาทั่วโลกที่ขาดแคลนและให้ทุนวิจัยเพื่อป้องกันและรักษาโรคเอดส์ ก็เพราะเหตุด้วยร้อยเปอร์เซนต์กับเจตนารมย์ของมูลนิธิที่เห็นว่ามนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน และต้องการช่วยเหลือมนุษย์โดยไม่ดูที่เพศ สีผิว หรือศาสนา (ว้าว…อีกครั้ง)

สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่าตนเองรักอะไรชอบอะไรในตอนนี้ ขออวยพรให้เจอสิ่งที่รักที่ชอบเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้นะคะ จะได้มีความสุขและร่ำรวยเงินทองและ “การให้” กันได้ในอนาคต

ขอให้พระคุ้มครองค่ะ ^^

พฤศจิกายน 20, 2009

The Twilight Saga: New Moon เพราะรักจึงเลือกการจากพราก

อย่างที่ทราบกันทั่วไปว่า New Moon คือหนังภาค 2 ของ Twilight ที่หลายๆ คนเฝ้ารอคอย (โดยเฉพาะสาวๆ) ซึ่งมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 ภาค คือ Twilight, New Moon, Eclipse และ Breaking Dawn ตามชื่อนวนิยายของ Stephenie Meyer (ส่วนที่แปลเป็นภาษาไทยมีชื่อว่า แรกรัตติกาล, นวจันทรา, คราสสยุมพร และ รุ่งอรุโณทัย) อาจเป็นเพราะอยากเห็นความรักของสาวเบลล่าและหนุ่มเอ็ดเวิร์ดเติบโตและสมหวัง หลังจากที่เริ่มปลูก “ต้นกล้า” แห่งความรักและความฝันร่วมกันไปแล้วในหนังภาคแรก

แล้วในภาคนี้เราก็ได้เห็นความรักที่เติบโตขึ้นจริง แ่ต่เป็นความรักที่ต้องผ่านการทดสอบมากมาย (จนแทบจะทำให้หนังอยู่ในโทนค่อนข้างหม่นเศร้า) จนทำให้อดถามตัวเองไม่ได้ว่า…หรือรักแท้ (ที่มีอุปสรรค) ต้องการเวลาในการพิสูจน์? และอุปสรรคที่ว่าอาจไม่ได้เกิดจากคนอื่นด้วยซ้ำ แต่เกิดจากใจของคนที่ตกอยู่ในห้วงรักเองนั่นแหละ

หากใครเคยอ่านนวนิยายเรื่อง New Moon มาก่อน ก็คงทราบว่าหนังสือให้ประเด็นในเรื่องความทุกข์ของเบลล่าหลังจากที่ถูฏเอ็ดเวิร์ดตัดความสัมพันธ์แล้วย้ายออกจากเมืองไป สาเหตุเป็นเพราะมีเหตุการณ์ที่ทำให้เอ็ดเวิร์ดตระหนักว่า หากยังอยู่ใกล้ๆ เบลล่า วันใดวันหนึ่งเบลล่าอาจเกิดอันตรายหรืออาจเกิดเหตุการณ์พี่น้องต้องฆ่ากันตาย (จากความเป็นมนุษย์ของตัวเบลล่าเอง) ในขณะที่เบลล่าก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมเอ็ดเวิร์ดถึงไม่ “เปลี่ยน” ให้ตนเองกลายเป็นแวมไพร์ด้วยกัน จะได้ไม่ต้องกังวลกับอันตรายแบบนี้

สำหรับคนที่ดูหนัง คงจะพอมองออกว่าการเป็นแวมไพร์ดูเหมือนจะไม่ได้ทำให้เอ็ดเวิร์ดมีความสุขมากนัก ออกจะเป็นทุกข์เสียด้วยซ้ำ ดังนั้นเขาจึงไม่อยากให้เบลล่าเจอความทุกข์ในรูปแบบที่ตนเองเคยเผชิญมาก่อน จึงพยายามยื้อให้เบลล่าคงความเป็นมนุษย์ออกไปมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ (คงเป็นเหมือนคำกล่าวที่ว่า คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า) แล้วการเปลี่ยนชีวิตให้เป็นแวมไพร์ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกับเรื่องอื่นๆ อย่างเช่นการแต่งงาน ที่ยังมีโอกาสหย่าร้างได้ มันคือการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองชั่วนิรันดร์ เพราะหลังจากการเป็นแวมไพร์แล้ว เบลล่าจะมีชีวิตอมตะ (แต่จริงๆ ก็ตายได้เช่นกัน หากถูกแวมไพร์ด้วยกันหรือถูกหมาป่าแบบเจคฆ่า…พอคิดอย่างนี้แล้ว ชีวิตอมตะก็ดูจะไ่ม่อมตะเท่าไร)

ประเด็นเรื่องความต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเองของเบลล่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก ถ้าดูกันตามลักษณะครอบครัว เบลล่าอยู่ในครอบครัวที่พ่อแม่หย่าร้าง ถึงทั้งพ่อและแม่จะยังคงมีไมตรีต่อกัน แต่การแยกกันอยู่และทำให้เบลล่าต้องอยู่กับแม่บ้างพ่อบ้าง ทำให้เธอไม่สนิทกับใครเท่าที่ควร ทุกครั้งที่มีปัญหาเธอเลือกที่จะเก็บไว้คนเดียว ไม่เคยพูดไม่เคยระบายให้ใครฟัง (อาจเป็นเพราะมันเป็นเรื่องที่ยากแก่การอธิบายหรืออาจเป็นเพราะไม่อาจพูดเปิดเผยกับพ่อที่เป็นผู้ชายได้) ดังนั้นจึงดูเหมือนว่า อลิซ น้องสาวของเอ็ดเวิร์ด เป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่เธอให้ความไว้วางใจและบอกเล่าเรื่องราวความทุกข์ (ผ่าน e-mail ที่ไม่เคยมีการตอบกลับ) และด้วยความที่เบลล่าย้ายมาเรียนโรงเรียนใหม่ ทำให้เธอมีเพื่อนน้อย เพื่อนสนิทที่ดูจะเข้ากันได้ก็เป็นการคบกันแบบผิวเผิน คือแค่ดูหนังฟังเพลง แต่ไม่ได้ลึกซึ้งถึงกับสามารถพูดคุยความในใจได้ บ่อยครั้งที่เธอมักแยกตัวเอง และรู้สึกว่าตัวเองแปลกแยก การเข้ามาของเอ็ดเวิร์ดเป็นการเข้ามามากกว่าการเป็นคนรัก เพราะเขาพาโลกใบใหม่มาด้วย ดังนั้นเธอจึงปรารถนาอย่างมากที่จะให้เอ็ดเวิร์ด “เปลี่ยน” เธอ เพื่อหนีโลกใบเก่าที่เธอไม่ชอบไปสู่โลกใบใหม่โลกที่เธอคิดว่า “จะต้องเป็นโลกที่ดีกว่าเดิม”

ในโลกปัจจุบัน เราสามารถเจอวัยรุ่นแบบเบลล่าได้ทั่วไป หลายคนมีชีวิตครอบครัวที่ไม่อบอุ่น อาจเพราะความขัดแย้งในครอบครัวหรืออื่นๆ จนทำให้อยากหนีไปจากสถานการณ์ที่ตัวเองไม่ชอบ แสวงหาโลกใบใหม่ ซึ่งบางครั้งก็ไม่ได้ดีไปกว่าโลกใบเก่า หรือบางครั้งอาจเลวร้ายยิ่งกว่าโลกใบเก่าด้วยซ้ำ ผลที่ตามมาก็คือ การหนีออกจากบ้าน มีปัญหาเรื่องมีลูกโดยไม่ตั้งใจ  ติดยาเสพติด และอาจไปลงเอยในคุกหรือตาย

สำหรับคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ ดูหนังเรื่องนี้แล้วอาจต้องหันกลับมาดูว่าโลกปัจจุบันของลูกสาววัยรุ่นของตนเองเป็นอย่างไร เรามีส่วนทำให้โลกของลูกสาวแตกร้าวหรือร้อนเกินกว่าที่จะอยู่ได้หรือไม่ ตอนนี้เธอกำลังแสวงหาโลกใบใหม่อยู่ไหม ถ้าใช่ เราจะทำอย่างไรให้โลกเป็นอยู่ไม่ร้อนและไม่ร้าวไปมากกว่านี้ (และถ้าทำให้มันน่าอยู่ขึ้นได้ ก็คงจะเป็นการดีกับคนทั้งครอบครัว) ส่วนคนที่เป็นลูกสาว ให้ลองพิจารณาโลกใบเดิมให้รอบคอบ จริงหรือที่มันไม่น่าอยู่ขนาดนั้น จริงหรือที่ไม่มีใครในโลกใบนี้ที่รักเรา จนทำให้ต้องไปหาโลกใบใหม่อยู่ หรือเป็นเพราะเราไม่เปิดใจให้คนอื่นเข้ามา (เหมือนที่เบลล่าไม่เปิดใจให้พ่อ) จึงทำให้เรามองไม่เห็นหัวใจใครเลย…

ฝากให้คิดกันต่อค่ะ…

หมายเหตุท้ายเรื่อง: ลืมบอกไปว่าหนังเรื่องนี้สนุกดีค่ะ โดยเฉพาะตอนที่มีเสียงเด็กสาวที่นั่งข้างๆ กรี๊ดเบาๆ เป็นระยะ (ตอนที่เจคหรือเจคอบถอดเสื้อ ตอนที่เอ็ดเวิร์ดจะเปิดเผยตัว และตอนที่สาวน้อย Dakota Fanning ออกมา) ดูเธอจะลุ้นและมีความสุขกับหนังเรื่องนี้มาก พลอยทำให้คนที่นั่งข้างๆ ขำอย่างมีความสุขไปด้วย อย่าลืมไปดูกันนะคะ

พฤศจิกายน 19, 2009

ปริญญาโทพยาบาลอาชีวอนามัย ภาคพิเศษ

ขอแจ้งข่าวดีให้กับพี่ๆ น้องๆ พยาบาลร่วมวิชาชีพทุกท่านนะคะว่า ตอนนี้ที่คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เปิดรับสมัตรผู้ที่ประสงค์จะเรียนต่อปริญญาโทด้านการพยาบาลอาชีวอนามัย ภาคพิเศษ (เรียนเสาร์-อาทิตย์) แล้วนะคะ หลังจากที่มีคนแสดงความต้องการมามากมาย เพราะไม่สามารถลาศึกษาต่อในวันเวลาปกติ หรือไม่สามารถลาออกเพื่อศึกษาต่อได้

หากใครสนใจ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดการสมัครได้ที่ website ของบัณฑิตวิทยาลัย http://www.grad.cmu.ac.th/web2008/index.php นะคะ ตอนนี้เิริ่มขายใบสมัครแล้วค่ะ

ยินดีต้อนรับทุกท่านนะคะ

พฤศจิกายน 15, 2009

ยามดึกนึกหนาวหนาว เขนยแนบแอบเอย

l0046

“ยามดึกนึกหนาวหนาว เขนยแนบแิอบเอย” เป็นชื่อหนังสือนิยายวิทยาศาสตร์ชุดที่ 3 ของ วินทร์ เลียววาริณ ซึ่งคิดว่าคงจะไม่ใช่ชุดสุดท้าย เพราะถ้าว่ากันตามโคลงที่นำมาตั้งชื่อหนังสือ และหมายเหตุท้ายเรื่อง (ที่เขียนไว้ว่าให้ติดตามตอนจบบริบูรณ์ในเล่มต่อไป) หนังสือชุดนี้ควรจะมีทั้งหมด 4 เล่ม คือ

เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า ดาดาว
จรูญจรัสรัศมีพราว พร่างพร้อย
ยามดึกนึกหนาวหนาว เขนยแนบ แิอบเอย
เย็นฉ่ำน้ำค้างย้อย เยือกฟ้า พาหนาว

โดยส่วนตัวคิดว่าโคลงบทนี้ช่างเป็นโคลงที่ไพเราะเหลือเกิน โดยเฉพาะการเลือกใช้คำและตัวอักษร พอวินทร์นำมาเป็นชื่อหนังสือ เลยไม่แน่ใจว่าเพราะผู้เขียนชอบงานของวินทร์จึงติดตามหนังสือชุดนี้มาถึงเล่มที่ 3 หรือเพราะโดนใจกับโคลงบทนี้ในหนังสือเล่มแรกเลยติดตามเล่มต่อๆ มา

ด้วยความที่เป็นคนชอบอ่านนิยายวิทยาศาสตร์มาก เนื่องจากหลงเสน่ห์ของหนังสือประเภทนี้ตั้งแต่ได้อ่านนิยายวิทยาศาสตร์หรือจะเรียกว่าเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์หลายชุดที่แปลโดยคุณนพดล เวชสวัสดิ์ ซึ่งเมื่อก่อนจะเรียกว่า นิยายวิทยาศาสตร์ 1, นิยายวิทยาศาสตร์ 2 (ปัจจุบันนำมาพิมพ์ใหม่ โดยมีชื่อหนังสือตามชื่อเรื่องสั้นเรื่องใดเรื่องหนึ่งในเล่ม เช่น เขี้ยวพิษ, คดีฆาตกรรมชายเจ้าเสน่ห์)

ตอนนั้นมีความรู้สึกว่าตัวเองอ่านแล้วชอบมากจนอยากเป็นเจ้าของ จึงเขียนจดหมายไปสั่งซื้อกับทางสำนักพิมพ์แมวไท และทวงถามว่าเมื่อไหร่นิยายวิทยาศาสตร์ 5 จะวางตลาดสักที เพราะรอมานานแล้ว และก็ได้จดหมายตอบกลับจากคุณนพดลว่า…

img009

เห็นจดหมายฉบับนี้แล้วก็อดขำไม่ได้กับสิ่งที่ตัวเองเขียน และคุณนพดลโค้ดมาให้อ่าน “ถ้าไม่มีใครซื้อ ดิฉันซื้อเองก็ได้” โอ้โห แฮะ…ตอนนั้นความคิดสมัยที่ยังเป็นเด็กมัธยมแรงขนาดนี้เชียว (ดูจะมีพลังและความมุ่งมั่นมากกว่าปัจจุบันนี้มาก) โชคดีที่คุณนพดลชอบ ตอนนั้นก็เลยได้หนังสือแถมมาอีกเล่มหนึ่ง คือ ทายาทมหาโจร ของ หลุยส์ ลามูร์

เมื่อดูจากวันที่ในจดหมาย ไม่อยากบอกเลยว่าอีกประมาณ 3 เดือน จดหมายฉบับนี้ก็จะมีอายุครบ 20 ปีแล้ว! (นานขนาดนั้นเชียวหรือ?) ต้องชื่มชมตัวเองว่าช่างเป็นคนที่เก็บของได้ดีเหลือเกิน นี่กำลังวางแผนว่า หากมีโอกาสสร้างบ้านใหม่จะทำห้องที่มีลิ้นชักเยอะๆ แบบเรื่อง ความสุขของกระทิ และจะเก็บของที่อยู่ในความทรงจำทุกชิ้นไว้ในนั้น ว่างๆ ก็เอามานั่งดู ดื่มด่ำกับการคิดถึงความสุขในอดีต (ต่างจากคำว่า “จมกับอดีต” นะคะ)

รู้สึกว่าการเขียนครั้งนี้จะเริ่มต้นด้วย “มะลิซ้อน” พอแตกใบอ่อนเป็น “มะลิลา” ยังไงก็ไม่รู้ สรุปก็คือดีใจมากที่มีโอกาสได้อ่านนิยายวิทยาศาสตร์ จากนักเขียนฝีมือ (ดี) ของไทย และคิดว่าคงจะติดตามเป็น FC (Fan Club) ผลงานชิ้นต่อๆ ไปของคุณวินทร์อย่างต่อเนื่อง

P.S. ปัจจุบันงานคุณวินทร์อ่านยากขึ้นเรื่อยๆ  อย่างเรื่อง “อัฏฐสุตรา” ที่เขียนใน มติชนสุดสัปดาห์ เพราะเป็นการบูรณาการศาสตร์และองค์ความรู้หลากหลายเข้าด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น “…เป็นไปได้หรือไม่ที่ี่สัญลักษณ์งูแห่งนิรันดร์อูโรโบรอส มีต้นกำเนิดจากความคิดจากลักษณะการหมุนของสองลูกกลมในห้องแปดเหลี่ยมและให้ความหมายของอินฟินิตี้? เพราะมันเป็นแนวคิดเดียวกับหยิน-หยาง ความเป็นนิรันดร์ ความคงอยู่ ความเปลี่ยนแปลงที่ตั้งบนรากฐานของการไหลเวียนเป็นวงกลม ใช่หรือไม่ว่านี่คือการสัมผัสรู้จากภายในที่เจิ้งฉินหมายถึง เช่นเดียวกับแถบทางกระดาษที่เขาทำเล่นเมื่อยังเด็ก เขาทำไปโดยสัญชาตญาณโดยที่ไม่รู้ตัวว่ามันคือแถบทางโมเบียส…” ชื่นชมกับการค้นคว้าที่แน่นปึกค่ะ แต่อ่านแล้วเหนื่อย (หลังๆ เลยไม่ค่อยอ่านเท่าไร) คิดว่ารออ่านนิยายวิทยาศาสตร์ หรือ หนังสือรวบรวมบทความให้กำลังใจ อย่าง รอยเท้าเล็กๆ ของเราเอง, ความฝันโง่ๆ, เบื้องบนยังมีแสงดาว, อาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก และรหัสคดีของเสี่ยวนักสืบ พุ่มรัก พานสิงห์ สนุกกว่ากันเยอะเลยค่ะ

พฤศจิกายน 7, 2009

Irina Palm

cartel_irina_palm_0

Irina Palm เป็นหนังของประเทศ Luxembourg ว่าด้วยเรื่องของ Maggie คุณยายวัย 50 ที่กำลังเดือดร้อนเรื่องเงินเพื่อการรักษาหลานชายที่ไม่สบาย เธอพยายามไปกู้เงิน แต่ด้วยความที่เป็นคนแก่และไม่มีงานทำ ทำให้ไม่มีหลักประกันและถูกปฏิเสธเรื่องเงินกู้ เธอพยายามไปสมัครงาน แต่ด้วยความที่ไม่มีประสบการณ์การทำงาน (เนื่องจากเป็นแม่บ้านมาตลอดชีวิต) ทำให้ถูกปฏิเสธอีกเช่นกัน จนกระทั่งไปเจอเข้ากับป้ายรับสมัครแผ่นหนึ่งหน้าคลับระบำโป๊ ที่บอกว่า “ต้องการ Hostess” จะด้วยความที่เธอเข้าใจคำว่า Hostess คือแม่บ้านธรรมดาหรือเปล่าก็ไม่รู้ จึงตัดสินใจเข้าไปสมัคร และก็ได้รู้ว่า Hostess ที่คลับต้องการคือคนที่จะให้ “ความบันเทิงกับแขก” โดยใช้มือสำเร็จความใคร่ให้กับผู้ชายที่มาใช้บริการ

ตอนแรกคุณยายแกก็ปฏิเสธ แต่รายได้ที่เจ้าของคลับบอกไว้มันก็งามเหลือเกิน และเมื่อไปเยี่ยมหลานที่โรงพยาบาลอีกครั้งก็ทำให้ตัดสินใจได้ (ก็แค่งานใช้มือน่า…มันจะยากสักแค่ไหนเชียว…คุณยายคงคิดแบบนั้น) พอไปทำงานวันแรก ก็มีคนมาสอนงานให้ เป็นสาววัยกลางคนที่ทำงานแบบนี้มานานแล้ว ตอนที่เธอทำให้คุณยายดูตลกมาก เพราะหน้าตาเธอจะเฉยๆ เหมือนกำลังซักผ้าอยู่ แล้วคุณยายก็ได้ลองทำเป็นครั้งแรก ให้นึกถึงภาพคุณยายที่สุภาพเรียบร้อย เป็นแม่บ้านที่ดูอบอุ่นแล้วต้องมาทำอะไรที่ไม่ธรรมดาแบบนี้ มันดูประดักประเดิดมาก (ในหนังไม่ได้ถ่ายให้เห็นอวัยวะใดๆ ของผู้ชายนะคะ จะเห็นแค่รูที่ทำให้เราจินตนาการว่าจะมีคนสอดอวัยวะเข้ามา พอตอนทำ ก็จะมีวิธีการถ่ายแบบไม่ให้คนดูเห็น ซึ่งทำได้เนียนมาก)

21_faithfull_lg

ในที่สุดคุณยายก็ได้เงิน แต่ยังไม่มากพอที่จะเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาหลานชาย เจ้าของคลับ (ซึ่งมีทีท่าจะปิ๊งคุณยาย) จึงเสนอให้ทำงานมากขึ้น ซึ่งแกก็โหมทำงานจนกระทั่งเกิดอาการปวดบริเวณข้อศอก เพราะต้องเกร็งมือ “ทำให้” ผู้ชายซ้ำๆ วันละหลายสิบคน จนวันหนึ่งแกเจ็บมากทนไม่ไหว หมอมาตรวจให้และบอกว่าเป็นโรค “Penis Elbow” (ตอนที่ได้ยินชื่อนี้คนขำกันทั้งโรง โดยเฉพาะผู้เขียน เนื่องด้วยคุ้นเคยกับคำว่า “Tennis Elbow” หรือโรค lateral epicondylitis มาก่อน โดยโรคนี้เกิดจากการฉีกขาดของจุดเกาะกล้ามเนื้อที่ใช้ในการกระดกข้อมือ ทำให้มีอาการปวดบริเวณด้านนอกของข้อศอก กดเจ็บ ส่วนใหญ่มักเกิดจากการเล่นกีฬาจริงๆ เช่น เทนนิส  และส่วนหนึ่งเกิดจากการทำงานที่เป็นลักษณะใช้งานซ้ำๆ หรือใช้งานหนักๆ (repetitive use หรือ over use) เช่น คนทำงานบ้าน ช่างไม้ เป็นต้น) ต้องบอกว่าหนังเรื่องนี้สามารถเป็นกรณีศึกษาของ “โรคจากการทำงาน” (occupational disease) ได้เลย

หลังจากมือขวาเดี้ยงไป คุณยายแกก็สามารถใช้มือซ้ายทำแทนไ้ด้โดยไม่เดือดร้อน จนหนุ่มๆ ติดกันงอมแงม มีคนมารอเข้าคิวห้องที่แกอยู่เยอะมาก และเป็นสาเหตุทำให้สาวคนที่เคยมาสอนแกตกงาน เนื่องจากไม่มีคนไปใช้บริการ ทั้งยังมีเจ้าของคลับอื่นรู้ข่าวความเก่งของแก ถึงกับจะมาซื้อตัวแกไปอยู่ด้วย เพียงแต่แกไม่ยอมไป เนื่องจากติดหนี้เจ้าของคลับเดิมเพราะขอเงินก้อนไปให้ลูกชายก่อน (อีกอย่างแกก็ดูมีใจกับเจ้าของคลับหน่อยๆ นะ…คือว่า หนังมันไม่มี subtitle ที่เป็นภาษาไทย และภาษาอังกฤษที่ใช้กันในเรื่องก็ฟังยากอยู่ เลยอาจได้ข้อความไม่ครบถ้วนเท่าไร…แต่อารมณ์และความเข้าใจนี่ได้เลย)

ในหนังมีหลายฉากที่ทำได้ตลกมากๆ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เจ้าของคลับแอบลองไปใช้บริการ “มือ” ของคุณยาย เพราะอยากรู้ว่าทำไมหนุ่มๆ ถึงติดใจกันนัก หรือตอนที่คุณยายแกทำงานไปนานๆ แล้วเริ่มปรับตัวได้ แกจึงเอาภาพมาแต่งห้องที่แกนั่งทำงาน เอาดอกไม้มาใส่แจกันวางไว้ เตรียมชุดผ้ากันเปื้อนมาเองจากบ้าน และอื่นๆ อีกมากมาย (หนังทำไ้ด้น่ารักมาก)

จริงๆ ในหนังคุณยายต้องเผชิญปัญหาหลายอย่างเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นความไม่เข้าใจของลูกชาย เพื่อน และตัวเอง (คือต้องบอกว่าสิ่งที่คุณยายทำ มันเป็นเรื่องที่น่าละอายสำหรับทุกสังคม การจะเอาชนะความรู้สึกของตนเองเพื่อก้าวผ่านความน่าละอายนั้นก็เป็นสิ่งที่ต้องใช้พลังใจมหาศาล) แต่สุดท้าย เรื่องราวก็จบแบบ Happy Ending ค่ะ แม้จะไม่ Happy มากๆ เหมือนหนังรักทั่วไป แต่ผู้เขียนก็อดให้กำลังใจคุณยายไม่ได้ และเชื่อว่าชีวิตของคุณยายจะดีขึ้นเรื่อยๆ กับตอนจบแบบนี้ค่ะ

หนังเรื่องนี้จะฉายที่กรุงเทพในวันอังคารที่ 24 พ.ย. เวลา 22.00 น. และวันอาทิตย์ที่ 29 พ.ย. เวลา 19.40 น. ค่ะ ที่ Central World เหมือนเดิม อยากให้ลองไปชมกันค่ะ…

พฤศจิกายน 6, 2009

Expedition Linnaeus

นับจากที่ได้ดูหนังสารคดีเรื่อง Home เมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ก็ยังไม่เจอหนังเรื่องไหนที่ดูแล้วประทับใจอีก จนกระทั่งวันนี้ได้มีโอกาสไปดูหนังสารคดีเรื่อง Expedition Linnaeus ซึ่งเป็นหนังสวีเดน หนึ่งในบรรดาหนังหลายเรื่องที่นำมาฉายใน European Union Film Festival 2009 ที่จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 5-15 พฤศจิกายน ณ เซ็นทรัลกาดสวนแก้ว เชียงใหม่ (ที่กรุงเทพจะเริ่มวันที่ 19-29 พฤศจิกายน ที่ Central World เผื่อใครที่ชื่นชอบหนังดีๆ แบบนี้จะได้ไปหาชมกันค่ะ)

Expedition Linnaeus เป็นหนังที่สะท้อนถึงเรื่องราวเกี่ยวกับโลกผ่านแนวคิดของนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดนชื่อ คาโรลัส ลินเนียส (Carolus Linnaeus) เพื่อให้เราได้รู้ว่าวิทยาศาสตร์และการค้นคว้าวิจัยมีส่วนช่วยให้โลกเราดีขึ้นอย่างไร และเราควรจะปฏิบัติตนอย่างไรเพื่อจะได้มีชีวิตรอดในอนาคต

สำหรับคนที่เคยเรียนชีววิทยามาเมื่อสมัยมัธยม คิดว่าคงคุ้นๆ กับชื่อของลินเนียส เพราะเขาคือผู้ริเริ่มการจัดแบ่งสิ่งมีชีวิตออกเป็นหมวดหมู่ ซึ่งถูกนำมาประยุกต์ใช้กับระบบการเรียกชื่อสิ่งมีชีวิตแบบทวินาม ซึ่งมีประโยชน์ในการศึกษาชีววิทยาต่อมาจวบจนปัจจุบัน โดยชื่อวิทยาศาสตร์ของสิ่งมีชีวิตที่จัดจำแนกโดยเขา จะลงท้ายด้วย L. หรือ Linn. (พืช) หรือ Linnaeus (สัตว์) เพื่อเป็นการให้เกียรติ

496px-Carl_von_Linné

หนังนำเราไปพบกับช่างภาพและผู้ำกำกับหนังชื่อ Mattias Klum ผู้ที่นิยมถ่ายภาพและผลิตสารคดีเกี่ยวกับธรรมชาติ (ดูเหมือนว่าจะผลิตให้กับ  National Geography เนื่องจากเห็นใส่หมวกของ NG อยู่ และเนื่องจากหนังเป็นภาษาสวีเดน และ subtitle เป็นภาษาอังกฤษ จึงทำให้ไม่ค่อยทราบรายละเอียดในส่วนของการสร้าง) และจากความสามารถในภาษาอังกฤษแบบอ่อนด้อยของผู้เขียน ก็พอจะทราบว่า เขาตั้งคำถามว่า การที่พืชและสัตว์จำนวนมากต้องสูญพันธุ์และกำลังจะสูญพันธุ์นั้น หมายความว่าอย่างไร…อะไรกำลังจะเกิดกับโลกใบนี้ และเราจะรับมือกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลงอย่างไร

Kopia+av+FMisvalvLU+278pixlarBred

แล้ว Klum ก็พาเราไปสัมผัสกับชีวิตของพืชและสัตว์ในบริบทของพื้นที่ทั้ง 7 ทวีปทั่วโลก พร้อมกับนักศึกษา 3 คน ที่ถือเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ (รุ่นที่ต้องรับผลกระทบ…และต้องหาทางแก้ไขปัญหา) ภาพในหนังสวยงามมาก อาจเป็นเพราะผู้กำกับเป็นช่างภาพที่เก่ง เขาจึงถ่ายรูปออกมาได้มีชีวิตชีวาและติดตรึงใจ หมายความว่าที่ต้องการให้สวยมันก็สวยมาก ที่ต้องการให้เราจดจำโดยเฉพาะใบหน้าและท่าทางของคนในภาพ มันก็ออกมา “โคตร” จะงดงามและได้อารมณ์ (เชื่อว่าคนที่ชอบถ่ายภาพต้องชอบแน่นอน) และมีภาพครบทั้งสามภพ คือ ท้องฟ้า พื้นดิน และใต้น้ำ

บอกตามตรงว่าตอนที่ดูหนังนั้น โคตรจะอิจฉานักศึกษาทั้งสามคนที่ร่วมเดินทางไปถ่ายภาพกับ Klum เพราะถึงแม้จะแยกกันไปในแต่ที่ แล้วนำภาพมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน มันก็คุ้มสุดคุ้มกับการเดินทางแบบนี้ เพราะได้ทั้งประสบการณ์และการเรียนรู้ผ่านสังคม วัฒนธรรม และธรรมชาติของแต่ละพื้นที่ ซึ่งไม่เหมือนกันเลย แต่สะท้อนออกมาเหมือนกันคือ “โลกกำลังเปลี่ยนไป” (ในทางที่แย่ลง)

มีคำถามมากมายในหนังที่คนดูต้องกลับมาคิดต่อ และ “ลงมือทำ” เพราะแค่คิดไม่มีทางที่จะทำให้โลกเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นได้ เช่นเดียวกับคำพูดที่ว่า “Think Globally, Act Locally” เชื่อกันว่าคนทุกคนในโลกใบนี้สามารถทำให้โลกดีขึ้นได้ เริ่มต้นจากรักตัวเอง รักครอบครัว รักงานทีีี่ทำ รักชุมชน รักประเทศ รักโลก… เพราะหากเรารักตัวเอง…เราจะไม่ทำร้ายโลกที่เราอยู่ หากเรารักครอบครัว…เราจะไม่ทำร้ายโลกของคนที่เรารัก ฯลฯ (ตรงนี้ไม่มีในหนังค่ะ แต่คิดว่าเป็นประเด็นที่คิดได้จากการดูหนัง) โดยเฉพาะเรื่องของความรักในงานที่ทำ สำหรับคนที่อยู่ในวงการวิชาการและวิจัย ว่ากันว่า หากเราชอบในสิ่งที่เราทำ เราจะมีความสุขกับมัน และจะทำให้เกิดความกระตือรือร้น มีพลังที่พร้อมจะสร้างสรรค์งานที่ดีและมีประโยชน์กับโลก

ถามตัวเองอีกครั้ง…วันนี้เราทำอะไรเพื่อโลกบ้างหรือยัง?
ถ้ายัง ลองไปดูหนังเืรื่องนี้กันนะคะ เผื่อจะได้คำตอบ…

ตุลาคม 31, 2009

แสนเสียดาย This Is It

mj2

This Is It เป็นเบื้องหลังที่ทีมงานของไมเคิล แจ็คสันถ่ายทำไว้ระหว่างซ้อมคอนเสิร์ต ที่กำหนดจะจัดขึ้นในปี 2009 นี้ ่น่าเสียดายที่ไมเคิล แจ็คสันเสียชีวิตไปเสียก่อน

เรื่องราวเบื้องหลังที่นำเสนอทั้งหมด ทำให้เห็นถึงการทำงานแบบทุ่มเทของทีมงาน โดยเฉพาะตัวไมเคิลเอง เปิดนำด้วยบทสัมภาษณ์ของแดนเซอร์ที่ถูกคัดเลือกให้ร่วมแสดงในคอนเสิร์ตครั้งนี้ ได้เห็นการคัดตัวแดนเซอร์จำนวนหลายร้อยคนที่มาจากหลากหลายประเทศ แต่สุดท้ายที่ได้รับเลือกจริงๆ แค่ 10 คนเท่านั้นเอง

หลังจากนั้นก็จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเพลงแต่ละเพลง ตั้งแต่การเตรียม MV ประกอบสำหรับบางเพลง การเตรียมนักดนตรี จังหวะการร้องการเต้น จังหวะของเอฟเฟ็คต่างๆ โดยไมเคิลจะเน้นการซ้อมทุกเรื่องแบบเป๊ะๆ แทบไม่ให้อะไรหลุดจาก concept ที่ตัวเองต้องการ ดูแล้วเหมือนคนที่จู้จี้กับทุกๆ เรื่อง แต่แปลกที่ไม่่รู้สึกรำคาญ กลับรู้สึกชื่นชมเอามากๆ ว่าคนอะไรไม่รู้ ทำไมถึงเข้าถึงอารมณ์ดนตรีได้ลึกซึ้งแบบนั้น และสิ่งที่เขาพูดย้ำอยู่เสมอเวลาที่งานไม่ได้ดังใจคือ “ผมติเพื่อก่อนะ” และ “เราถึงต้องซ้อมและซ้อมยังไงล่ะ”

ยิ่งดูยิ่งเสียดายว่างานที่เตรียมอย่างดีขนาดนี้ กลับไม่มีโอกาสนำเสนอต่อสายตาคนดูอย่างที่เขาหวังและตั้งใจไว้ ในเรื่องของการร้องเพลงต้องบอกว่า “ไมเคิลยอดเยี่ยมที่สุด” เพลงเร็วก็สนุกจนแทบอยากลุกไปเต้นตาม ส่วนเพลงช้าก็เพราะเหลือใจ โดยเฉพาะเพลง You are not alone และ Earth song

ในการร้องเพลง Earth song ทางทีมงานได้เตรียม MV ประกอบว่าด้วยเรื่องของการอนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อม มีคำพูดของไมเคิลช่วงหนึ่งน่าสนใจ เขาบอกว่า ทุกวันนี้เวลาเราพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม เรามักจะลงเอยด้วยคำพูดที่ว่า เดี๋ยวรัฐบาลก็เข้ามาดูแลเองแหละ หรือ เดี๋ยวเขาก็จะเข้าไปแก้ปัญหาเองแหละ ไมเคิลบอกว่า “เขา” น่ะใคร มันน่าจะเป็น “เรา” มากกว่า เพราะปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ล้วนเกิดขึ้นด้วยน้ำมือของ “เรา” ถ้า “เรา” ไม่ช่วยกันแก้ไข แล้วใคร (เขา) จะเป็นคนแก้ (เป็นคำพูดที่ถูกใจมาก)

และด้วยความที่ผู้เขียนเป็นผู้หญิง จึงอดชื่นชมสาวๆ ที่จะร่วมขึ้นคอนเสิร์ตกับไมเคิลไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นมือกีตาร์ corus และสองแดนเซอร์สาว (หุ่นสุด perfect) คิดว่าช่างเป็นผู้หญิงที่ “เจ๋ง” จังเลย ที่มีโอกาสได้ร่วมงานกับนักร้องระดับโลกแบบนี้ เสียดาย…เสียดาย…อีกหลายๆ ครั้ง ที่ไม่มีโอกาสได้ชมคอนเสิร์ตจริง

ยังไงก็ตาม…ในโลกของความเป็นจริง ไมเคิลก็จากไปแล้ว นอกจากคำพูดว่า This Is It แล้ว ยังมีคำพูดอีกคำหนึ่งที่เขาฝากไว้ นั่นคือ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น “ความรักเท่านั้นที่จะคงอยู่ชั่วนิจนิรันดร์” (Love lives forever)

ขอให้พระคุ้มครองค่ะ…

ตุลาคม 30, 2009

เรื่องของ violence, harassment และ bullying

เมื่อวานนั่งทานข้าวกับเพื่อนแล้วคุยกันถึงเรื่อง ความรุนแรง (violence) และการถูกกลั่นแกล้งหรือถูกคุกคาม (harassment) ว่าต่างกันหรือไม่อย่างไร เลยอดหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ได้ จนได้ไปเจอกับบทความเรื่องหนึ่งที่พูดถึงสองเรื่องนี้ รวมทั้งเรื่องของการถูกข่มเหงรังแก (bullying) ในสถานที่ทำงาน จึงคิดว่าควรนำมาแบ่งปันให้คนที่อ่าน blog ได้ทราบกันค่ะ

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ให้ความหมายของ “workplace violence” ไว้ว่า คือ “การกระทำใดๆ อันเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของบุคคลหนึ่งต่อบุคคลอื่นในสถานที่ทำงาน โดยการกระทำดังกล่าวส่งผลให้ผู้ถูกกระทำรู้สึกเสียใจ (hurt) ถูกคุมคาม (threatened) อับอาย (humiliated) หรือบาดเจ็บ (injured)

ในขณะที่ “workplace harassment” จะเน้นไปที่ลักษณะต่างๆ ของการเลือกปฏิบัติ (discremination) ของบุคคลหนึ่งต่อบุคคลหนึ่งในการทำงาน เช่น ระหว่างผู้ร่วมงานด้วยกัน หัวหน้า หรือลูกค้า โดยทั่วไปความหมายของการถูกกลั่นแกล้งจะมีหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ลักษณะของการกระทำที่ผู้ถูกกระทำไม่ชอบ (unwelcome) หรือไม่ต้องการให้เกิดขึ้น (unsolicited)  ที่พบบ่อยก็คือการถูกคุมคามทางเพศ (sexual harassment)

สำหรับการถูกข่มเหงรังแก (bullying) ว่ากันว่า เป็นหนึ่งในพฤติกรรมก้าวร้าวที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลได้รับจากบุคคลอื่นซ้ำๆ ทำให้ผู้ถูกกระทำรู้สึกอับอาย ซึ่งมักเกิดกับคนที่อ่อนแิอกว่าคนอื่นๆ โดยในแง่ของการทำงาน พบว่าร้อยละ 18 ของปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับการทำงานเป็นผลมาจากปัญหาการถูกข่มเหงรังแก และปัญหาดังกล่าวยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการขาดงานของคนงานเป็นระยะเวลานานๆ (ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ขึ้นไป)

angry-guy

อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังคงมีความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องของ violence, harssment และ bullying อยู่หลายอย่าง เช่น

1) เชื่อว่า: ความรุนแรงทางกายหรือการถูกกลั่นแกล้งในที่ทำงานเกิดขึ้นจากเพื่อนร่วมงานในองค์กรเท่านั้น (ผลจากการวิจัยระบุว่าความรุนแรงที่มีสาเหตุมาจากเพื่อนร่วมงานพบเพียง 0.5% ในขณะที่มีสาเหตุมาจากบุคคลภายนอกพบถึง 1.93% และเมื่อเปรียบเทียบประเภทของการทำงาน พบว่า ในงานที่ต้องพบปะผู้คนมากๆ เช่น งานด้านสังคมและสุขภาพ พบความรุนแรงในที่ทำงานเกือบ 13% ใงานในโรงแรมหรือร้านอาหาร พบ 7% และงานขนส่งและการศึกษาพบเพียง 5%)

2) เชื่อว่า: ระดับของความรุนแรงที่เกิดขึ้นในที่ทำงานไม่มีวันเปลี่ยน (ผลจากการวิจัยในยุโรปพบว่า ความรุนแรงในที่ทำงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีการทำงานประเภทใดเลยที่พบว่ามีระดับของความรุนแรงลดลง และกลุ่มงานที่มีระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้นมากที่สุดคือ งานโรงแรม งานบริการสาธารณะ และงานให้บริการสุขภาพ)

3) เชื่อว่า: ความรุนแรงในที่ทำงานมีเพียงการทำร้ายร่างกาย (ผลการวิจัยพบว่า การถูกกระทำความรุนแรงทางจิตใจพบมากเป็นสองเท่าของการถูกทำร้ายทางกาย คือประมาณ 9:4 % )

4) เชื่อว่า: ผลการวิจัยครอบคลุมความรุนแรงในที่ทำงานทุกชนิด (จากแนวคิดเกี่ยวกับความรุนแรงในที่ทำงานที่ค่อนข้างกว้าง มีหลายมิติและเป็นปรากฎการณ์ที่ค่อนข้างซับซ้อน ทำให้งานที่วิจัยในช่วงที่ผ่านมา ไม่สามารถสะท้อนปัญหาความรุนแรงในที่ทำงานได้อย่างครอบคลุม นอกจากนี้ลักษณะความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานการณ์หรือที่ทำงานที่มีบริบทต่างกัน ก็ทำให้การให้นิยามความหมายของความรุนแรงในที่ทำงานมีความแตกต่างกันด้วย)

5) เชื่อว่า: มีการรายงานความรุนแรงในที่ทำงานที่เกิดขึ้นทุกครั้ง (ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า มากกว่า 50% ของการเกิดความรุนแรงในที่ทำงานไม่มีการรายงาน ร้อยละ 40 ของเหยื่อที่ถูกกระทำความรุนแรงไม่รายงานเนื่องจากคิดว่า “เป็นเรื่องเล็กน้อย” หรือ “เป็นเรื่องส่วนตัว” ในขณะที่ร้อยละ 33 ไม่บอกเหตุผลว่าทำไมจึงไม่รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น)

6) เชื่อว่า: เหยื่อที่ถูกกระทำความรุนแรงในที่ทำงานเชื่อในระบบยุติธรรมและกลไกของระบบยุติธรรมนั้น (ผลการสำรวจในประเทศฝรั่งเศสพบว่า ร้อยละ 65 ของประชากรสารภาพว่า “รู้สึกกลัวระบบยุติธรรม” ส่วนอีกร้อยละ 54 ระบุว่าระบบยุติธรรม “ไม่ ยุติธรรม” ในขณะที่ในประเทศสเปนพบว่าในการพิจารณาคดีพิพาท 400 คดี 16% ของคดีเหล่านี้เกิดจากการข่มแหงรังแกกันในที่ทำงาน และดูเหมือนจะเกิดคดีแบบนี้ทุกๆ สัปดาห์ก็ว่าได้)

7) เชื่อว่า: เหยื่อที่ถูกกระทำความรุนแรงในที่ทำงาน มักโทษว่าเป็นความผิดของตนเองเพียงฝ่ายเดียว (มีคำกล่าวว่า 50% ของคนทั่วไปมักโทษตัวเองเมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายๆ ขึ้นกับตัวเอง อย่างไรก็ตามในสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีการทำงานร่วมกับผู้อื่น บ่อยครั้งเมื่อเกิดความรุนแรงในที่ทำงานขึ้น เรามักคิดว่าอย่างน้อยน่าจะมีคนเตือนกันบ้าง เพราะสาเหตุของการเกิดความรุนแรงในที่ทำงานส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมของคนทำงานทั้งฝ่ายที่เป็นผู้กระทำและผู้ถูกกระทำเป็นหลัก ดังนั้นจึงไม่อาจโทษว่าเป็นความผิดของเหยื่อเพียงฝ่ายเดียว)

8) เชื่อว่า: ความรุนแรงในที่ทำงานไม่เป็นอันตราย (ว่ากันว่าความเจ็บปวดที่เหยื่อได้รับจากการถูกทำร้ายร่างกายไม่ได้เกิดเฉพาะแค่ร่างกายเท่านั้น หลายคนยังเกิดบาดแผลทางอารมณ์ด้วย และทำให้เกิดการเจ็บป่วยเรื้อรังตามมา ดังนั้นในประเทศสเปนและฝรั่งเศสจึงระบุว่าคดีพิพาทที่ทำให้เกิดการฆ่าตัวตายในที่ทำงานถือเป็นอุบัติเหตุจากการทำงาน (labour accident) ชนิดหนึ่ง)

9) เชื่อว่า: ความรุนแรงในที่ทำงานเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (จากความเืชื่อที่ว่าความรุนแรงในที่ทำงานเป็นผลมาจากพฤติกรรมของคนงาน นำไปสู่ทัศนคติที่ว่าหากภาระงานไม่มากเกินไป สภาพแวดล้อมในการทำงานดี มีการปฏิบัติต่อกันหรือพูดคุยกันด้วยความสุภาพ และมีความพึงพอใจในงานสูง ก็จะทำให้คนงานเปลี่ยนท่าทีหรือลดพฤติกรรมที่รุนแรงลงได้)

10) เชื่อว่า: ค่าใช้จ่ายในการป้องกันแพงกว่าการช่วยเหลือหลังเกิดความรุนแรง (ความสูญเสียที่เกิดจากความรุนแรงในที่ทำงานนั้นมีมากมาย เช่น ค่าใช้จ่ายในการรักษาและฟื้นฟูสภาพกายและจิตใจของเหยื่อที่ถูกกระทำ ในขณะที่สถานประกอบกิจการเองก็อาจมีผลผลิตต่ำลงจากการขาดงานของคนงาน ซึ่งอาจรวมไปถึงคุณภาพและปริมาณในการผลิตงานลดลงเนื่องจากสภาพกายและใจของคนงานไม่สมบูรณ์ ฯลฯ)

อ้างอิงจาก:

Serantes, N. P. & Saurez, M. A. (2006). Myths about workplace violence, harassment and bullying. Inter J of the Sociology of Law, 34, 229-238.

Shannon, C. A, Rospenda, K. M. & Richman, J. A. (2007). Workplace harassment patterning, gender, and utilization of professional services: finding from a US national study. Social Science & Medicine, 64, 1178-1191.

Baruch, Y. (2005). Bullying on the net: adverse behavior on e-mail and its impact. Information & Management, 42, 361-371.

ตุลาคม 28, 2009

เราเรียนรู้ที่จะสิ้นหวังกันหรือยัง?

มีโอกาสได้อ่านบทความเรื่อง “เรียนรู้ที่จะสิ้นหวัง” ของ ดร.รัชนีวรรณ วนิชย์ถนอม ในมติชนสุดสัปดาห์ แล้วชอบมาก อ่านแล้วก็มานั่งครุ่นคิดว่า เราเป็นผู้ที่ผ่านการเรียนรู้ที่จะสิ้นหวังหรือยังนะ…

suicide

ว่ากันว่า การเรียนรู้ที่จะสิ้นหวัง (learned helplessness) หมายถึง สถานการณ์ที่คนหรือสัตว์แสดงความสิ้นหวัง แม้ว่าเขามีโอกาสที่จะทำอะไรบางอย่างที่หลุดพ้นไปจากสภาพแวดล้อมที่ไม่พึงใจหรือมีอันตราย คือเลือกที่จะไม่ทำอะไรทั้งสิ้น ทฤษฎีนี้มีต้นกำเนิดมาจากนักจิตวิทยาอเมริกัน ชื่อ Seligman ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1967 โดย Seligman และเพื่อนร่วมงานได้ทำการทดลองกับสุนัข 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ถูกใส่ปลอกคอระยะหนึ่งแล้วปล่อย กลุ่มที่ 2 ถูกใส่ปลอกคอแล้วถูกช็อตด้วยไฟฟ้าจนกว่ามันจะกดคานไฟฟ้าจึงจะหยุดช็อต ส่วนกลุ่มที่ 3 ถูกใส่ปลอกคอและช็อตด้วยไฟฟ้าเหมือนกัน แต่ไม่ว่าจะกดคานอย่างไร ไฟฟ้าก็ไม่หยุดช็อต

หลังจากนั้น สุนัขทั้งหมดจะถูกนำไปขังในกล่องทดลองที่ผ่านกระแสไฟฟ้าไปช๊อตสุนัข แต่สุนัขสามารถกระโดดข้ามที่กั้นเตี้ยๆ หนีการช็อตออกมาได้ ปรากฎว่า สุนัขกลุ่มที่ 1 และ 2 กระโดดหนีกันออกมาได้ แต่สุนัขกลุ่มที่ 3 ซึ่งเรียนรู้มาจากการทดลองแรกว่า ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากการถูกช็อตด้วยไฟฟ้าได้ (ผ่านการเรียนรู้ที่จะสิ้นหวัง) มันจึงได้แต่นอนครวญครางโดยไม่ยอมทำอะไร

อย่างไรก็ตาม ในการทดลองเขาก็พบว่า ประมาณหนึ่งในสามของสุนัขที่ผ่านการทำให้สิ้นหวังแล้วยังคงหาทางหลบหนีไปจากสถานการณ์ที่ถูกไฟฟ้าช็อตได้ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับคน ก็คือ คนที่ไม่สิ้นหวังคือคนที่ยังคงมองโลกในแง่ดี และมองว่าสถานการณ์เลวร้ายนั้นไม่ได้เกิดขึ้นตลอดไป ส่วนคนที่มองโลกในแง่ร้ายและเกิดความสิ้นหวังอย่างมาก ก็จะนำไปสู่สภาวะซึมเศร้า และบางรายอาจคิดฆ่าตัวตายได้ในที่สุด

ในแง่ของการทำงาน การเรียนรู้ที่จะสิ้นหวังมีความสำคัญมาก เพราะคนที่สิ้นหวังและคิดว่าเขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้ จะเลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย ส่วนใหญ่มักจะพบในคนที่ทำงานตำแหน่งเดิมๆ มาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานที่มีความก้าวหน้าจำกัด (ถึงทางตัน)  คนทำงานส่วนหนึ่งจึงมักแสดงพฤติกรรมคล้ายกับผู้ที่เรียนรู้ที่จะสิ้นหวัง ได้แก่

หลีกเลี่ยงการตัดสินใจในงาน เพราะคนที่ไม่ตัดสินใจคือคนที่จะไม่ทำอะไรผิดพลาด (ไม่ทำอะไร…จะทำผิดไ้ด้อย่างไร) ไม่มีจุดยืนเลย ไม่ว่าจะเป็นทางวิชาการหรือความคิดเห็น ผู้บังคับบัญชาว่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น (ปลอดภัยดี ไม่เคยมีการขัดแย้งกับผู้บังคับบัญชา) เมื่อมีความผิดพลาดหรือความล้มเหลวเกิดขึ้น รีบมองหา “แพะ” ทันที (ซึ่งไม่ใช่ตัวเขาแน่…เพราะเขาไม่เคยทำอะไร)

อ่านบทความนี้แล้ว ต้องกลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่า เรามีพฤติกรรมอยู่ในกลุ่มเรียนรู้ที่จะสิ้นหวังประเภทไหน เพราะเชื่อแน่ว่าในการทำงานจริง ทุกคนล้วนผ่านประสบการณ์แบบสุนัขกลุ่มที่ 3 กันมาบ้าง (ไม่มากก็น้อย) ตอนนี้เราเป็นพวกที่พยายามอีกครั้งเพื่อที่จะก้าวพ้นปัญหาให้สำเร็จ (พร้อมความหวังใหม่) หรือ…ยังคงเป็นพวกที่นอนร้องครวญครางอยู่กับที่…

อ้างอิงจาก:
รัชนีวรรณ วนิชย์ถนอม. (2552). เรียนรู้ที่จะสิ้นหวัง. มติชนสุดสัปดาห์, ปีที่ 29, ฉบับที่ 1523; หน้า 37.

ตุลาคม 25, 2009

ภาพเขียน ต่างมุมมอง

ว่ากันว่า ณ ห้วงเวลาเดียวกัน คนที่มีจุดยืนต่างกัน ย่อมมองเห็นโลกต่างกัน และภาพที่เห็นยังสะท้อนประสบการณ์และทัศนคติของคนคนนั้นต่อโลกอีกด้วย

ภาพเขียนสามภาพนี้ ยืนยันได้ดีที่สุด
img006_resize

img005_resize

img007_resize

หน้าต่อไป

บลอกที่ WordPress.com .